Post on 17/03/2020

สัมภาษณ์ ฟินนี่-แอนนี่ O2 ดูโอ้สองพี่น้อง กับความฝันที่อยากเป็นไอดอลแห่งการมีความสุข

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 ดูเหมือนจะมีข่าวที่ทำเอาเหล่าสาวกของวง SWEAT16! ต้องใจเสีย เมื่อเฟซบุ๊กแฟนเพจ SWEAT16! ออกมาประกาศเรื่องการขอยุติบทบาทการเป็นสมาชิกวงของ แอนนี่-อรรฆพร สร้อยสุข น้องเล็กวัย 15 ด้วยเหตุผลติดภารกิจการศึกษาต่อ

แต่ 1 ปีถัดมาก็มีข่าวดีประกาศให้แฟน ๆ ได้ดีใจกันอีกครั้ง เพราะอดีตน้องเล็กจากวงไอดอลชื่อดัง กลับคืนวงการพร้อมกับซิงเกิ้ลใหม่ แถมคราวนี้ไม่ได้มาคนเดียวเพราะเธอควงแขน ฟินนี่-ศศิกานต์ สร้อยสุข วัย 18 ปี พี่สาวแท้ ๆ  ผู้เคยทำงานเบื้องหลังศิลปินชื่อดังหลายคนในฐานะ choreographer, instructor และ backup artist

คนน้องขอหวนกลับสู่วงการเพลง ส่วนคนพี่ขอเดินออกจากเบื้องหลังมาสู่เบื้องหน้า สองพี่น้องเปิดตัวในฐานะเกิร์ลกรุ๊ปดูโอ้หน้าใหม่ในชื่อวง O2 (โอ-ทู) ภายใต้ต้นสังกัดดนตรีคนรุ่นใหม่ ReSweet Music Label ซึ่งหลังจากปล่อยซิงเกิ้ลแรกอย่าง Not My O2  (น็อต มาย โอ-ทู) ออกไป ก็ดูเหมือนมีกระแสตอบรับในทางที่ดี

The People จึงชวนสองพี่น้องฟินนี่และแอนนี่ คุยถึงที่มาที่ไปของวง O2 รวมถึงความฝันการเป็นศิลปินไอดอลในแบบที่พวกเธออยากเป็นในอนาคต

 

ฟินนี่-ศศิกานต์ (ซ้าย) แอนนี่-อรรฆพร (ขวา)

The People: โปรเจกต์วง O2 เริ่มต้นจากอะไร

อรรฆพร: O2 เป็นโปรเจกต์ที่แอนอยากจะทำร่วมกับพี่ฟินนี่ แอนมีพี่ฟินนี่เป็นไอดอลมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว เจ๊ทำอะไรเราก็ทำตาม เขาเต้นเราก็เต้น พอเราออกจาก SWEAT16! มาได้สักพัก จัดการเรื่องเรียนอะไรลงตัวแล้ว ก็รู้สึกอยากกลับมาทำเพลง ตอนนั้นคิดว่าถ้าเราจะกลับมาก็อยากจะกลับมาทำผลงานกับพี่สาวเราด้วย

The People: แสดงว่าทั้งสองคนสนใจด้านการร้องและเต้นมาตั้งแต่เด็ก?

ศศิกานต์: เริ่มจากตัวฟินที่ชอบเต้นก่อนค่ะ คือเป็นคนชอบเต้นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ฟังเพลงแล้วก็เต้นตามไป พอเต้นมาได้สักพัก ก็เริ่มอยากพัฒนา อยากเก่งทางนี้มากขึ้น เลยเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนที่เขาสอน แล้วก็ขอที่บ้านไปเรียน

อรรฆพร: แอนก็ตามเขาไปค่ะ มีกันสองคนไปช่วยกันขอ แล้วเหมือนพ่อกับแม่เขาเห็นว่าเราตั้งใจ อยากเรียนจริง ๆ ก็เลยอนุญาตให้ไปเรียน

The People: ส่วนใหญ่แล้วฟินนี่กับแอนนี่ชอบเต้นแนวไหน

ศศิกานต์: ฟินจะเน้นเต้นฮิปฮอปกับเคป๊อป แต่ตอนเริ่มเรียนไม่รู้จักเคป๊อปเลย ครูเขาสอนเพลงอะไรมาเราก็เต้น พอเต้นไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มชอบ สมัยนั้นจะชอบเต้นเพลงของ 2NE1 แล้วก็ Girl Generation

อรรฆพร: ของแอนก็เหมือนพี่ฟินนี่ ส่วนใหญ่เราสองคนจะชอบเต้นคัฟเวอร์เพลงวงผู้หญิง อย่างตอนนี้ก็จะชอบเต้นเพลงของ BLACKPINK มากเป็นพิเศษ

The People: นอกจากเรื่องร้อง-เต้น ทั้งสองคนสนใจอย่างอื่นด้วยไหม

ศศิกานต์: เรามีเล่นบาสเก็ตบอลค่ะ ฟินนี่กับแอนนี่เป็นนักกีฬาบาสของโรงเรียนสาธิตรามคำแหงกันทั้งคู่

อรรฆพร: เริ่มจากคุณแม่ก่อนค่ะ คือคุณแม่เป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลมาก่อน เราก็เลยเล่นตาม ตอนแรกไม่ได้ชอบเล่น แต่พอเล่นไปแล้วมันมีทีมขึ้นมา เลยรู้สึกว่ามันสนุกขึ้นเพราะได้เล่นกับเพื่อน สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าเราเล่นกันจริงจังมาก แข่งกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย

The People: ดูเป็นเด็กที่ชอบทำกิจกรรมกันมาก ที่บ้านสนับสนุนทุกอย่างเลยหรือเปล่า

ศศิกานต์: สนับสนุนหมดทุกอย่างเลยค่ะ พอเราชอบเต้นแม่ก็ส่งไปเรียน พอเราอยากเล่นบาส แม่ก็สนับสนุนซื้อรองเท้าซื้อชุดให้ แล้วก็พาไปซ้อม เขาบอกว่าเรามีหน้าที่ทำให้เต็มที่ ส่วนพ่อแม่จะสนับสนุนเอง

แอนนี่-อรรฆพร

The People: กลับมาที่เรื่องการเป็นนักร้อง จากที่เคยเรียนเต้นหนัก ๆ ทำไมแอนนี่ถึงไปอยู่วงไอดอลแนวญี่ปุ่น

อรรฆพร: ตอนนั้นมีคนมาชวนไปออดิชันค่ะ ก็เลยลองไป ปรากฏว่าเราดันผ่าน เลยลองเข้าไปอยู่ในวง ตอนนั้นคิดว่ามันเป็นเหมือนหนึ่งในความฝันของเราด้วย มองกลับไปก็คิดว่าตัดสินใจถูกนะ เพราะ SWEAT16! นอกจากจะได้เพื่อน เรายังได้ประสบการณ์จากตรงนั้นมาเยอะมาก

The People: การทำงานเป็นไอดอลต่างจากที่เราเคยคิดไว้หรือไม่

อรรฆพร: ต่างเยอะค่ะ เอาจริง ๆ ทีแรกเรารู้ว่ามันต้องยาก แต่ไม่คิดว่าจะยากขนาดนี้ คือตอนนั้นส่วนใหญ่เราตามเกาหลีมาใช่ไหมคะ พอมาเป็นอันนี้มันไม่เหมือนกันเลย โอเค พอมีส่วนที่เหมือนอยู่บ้าง อย่างพวกระเบียบหรือกฎเกณฑ์บางอย่างที่อาจจะต้องยึดไว้ แต่ส่วนที่ไม่เหมือนเลยก็เยอะ อย่างพวกสไตล์เพลง หรือว่าสไตล์การเต้น แค่การใช้ร่างกายในการเต้นก็ต่างกันแล้ว การใช้เสียงก็คนละแบบกัน ถือว่าตอนนั้นเราได้ฝึกทำอะไรที่ไม่เคยทำเยอะเลยค่ะ ที่จริงพอเริ่มเข้าใจ เราก็เริ่มสนุกกับมันมากขึ้น ได้ทั้งประสบการณ์  ได้เจอแฟน ๆ ก็เป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขช่วงหนึ่ง 

The People: ฟินนี่ได้ไปออดิชันบ้างไหม

ศศิกานต์: มีค่ะ ส่วนใหญ่ฟินนี่จะไปออดิชันค่ายของเกาหลี ตอนอายุประมาณ 12-13 เคยไปสมัครออดิชันเป็นเด็กฝึกหัดของ JYP ฟินนี่ได้เข้าไปจนถึงรอบไฟนอล 5 คนสุดท้ายด้วย ถึงจะไม่ได้ผ่านแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ

The People: พอเห็นน้องสาวได้เป็นไอดอลไปก่อน ฟินนี่รู้สึกอย่างไร

ศศิกานต์: ตอนที่น้องเป็นไอดอล ฟินนี่ก็ทำงานเบื้องหลังเกือบสองปีแล้ว ทำงานเป็นนักออกแบบท่าเต้นอยู่กับ B-House Studio ของพี่แบงก์ พี่ชายของแบมแบม GOT7 ตอนน้องออกงานเราก็เหมือนเป็นแฟนคลับ ตามไปดูแทบทุกงาน เวลาน้องมีโฆษณาหรือว่ามีเพลงใหม่ เราก็จะตามดู ตอนนั้นรู้สึกภูมิใจ เพราะน้องเคยบอกว่ามีเราเป็นไอดอล พอวันหนึ่งเขาประสบความสำเร็จ เราก็ดีใจกับเขา แต่ถึงอย่างนั้น พูดตรง ๆ เลยว่าพอดูไปเรื่อย ๆ ก็แอบมีความรู้สึกว่า ถ้าเราได้ขึ้นไปยืนบนนั้นด้วยกัน มันจะต้องดีมาก ๆ แน่เลย

The People: ดูเหมือนที่ผ่านมาแต่ละคนก็มีทางของตัวเอง ทำไมจู่ ๆ แอนนี่ถึงตัดสินใจออก

อรรฆพร: ต้องบอกก่อนว่าตอนอยู่ในนั้นมันดีมากนะคะ แต่เราสองคนพี่น้องแทบไม่ได้เจอกันเลย ถึงเจ๊จะไปบางงาน แต่พอแอนต้องขึ้นเวที เราก็ต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน ถึงบ้านก็ต้องแยกย้ายกันนอนอีก เวลาว่างเราก็ไม่ตรงกัน เลยกลายเป็นว่าแทบไม่ได้คุยกันเลย ทั้งที่เราสองคนสนิทกันมาก ตอนนั้นเรื่องเรียนของแอนก็ดรอปลงด้วย เราเลยรู้สึกว่าเราควรจะกลับมาโฟกัสตรงนี้ ก็เลยตัดสินใจออก

หลังจากออกมาได้สักพัก กลับมาตั้งใจเรียน ตรงนี้ก็เลยดีขึ้น เรื่องต่อไปคือพอตรงนี้โอเคแล้ว เรากลับเริ่มคิดถึงการเต้น คิดถึงการร้อง คิดถึงเวที ตอนนั้นคิดว่าเราจะทำอะไรต่อ แอนเห็นพี่ฟินนี่ที่ทำงานอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าถ้าได้มีโอกาสทำงานกับพี่ฟินนี่จะต้องดีมากแน่ ๆ 

ฟินนี่-ศศิกานต์

The People: อยู่เบื้องหลังมาเกือบ 2 ปี ฟินนี่คิดไหมว่าจะได้กลับมาอยู่บนเวทีอีก

ศศิกานต์: ตอนแรกไม่คิดเลย ความคิดนั้นหายไปจากเรานานมาก เพราะตรงนี้ก็มีความสุข ก็สนุกเหมือนกัน เราได้เต้นในแบบที่เราชอบ ตอนที่เราไปออดิชัน ฝึกร้อง ฝึกเต้น แต่ก็ยังไม่ผ่าน ตอนนั้นยอมรับเลยว่าท้อกับงานเบื้องหน้าไปแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะได้กลับมาทำอีก

The People: แล้วสุดท้ายโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

อรรฆพร: อย่างที่บอกไปค่ะว่าแอนนี่เป็นคนเริ่มคิด ตอนนั้นก็คิดไว้หมดเลยทั้งชื่อวง ทั้งคอนเซปต์ คิดไว้ก่อนค่ะ ยังไม่คุยกับพี่ฟินนี่เลย

ศศิกานต์: คิดมากับแม่ด้วยค่ะ

อรรฆพร: ใช่ เราอยากทำวงกับพี่ฟิน ก็คิดคอนเซปต์อะไรไปปรึกษาแม่ แม่ก็เลยช่วยคิดว่าจะบอกพี่ฟินยังไง ตอนนั้นเราก็คิดมาเลยว่าชื่อวง O2 นะ หมายถึงออกซิเจน เราอยากเป็นออกซิเจน เป็นสิ่งดี ๆ ของคนอื่น ตอนนั้นคิดไปถึงวันเปิดตัวแล้ว ถึงค่อยเอาไปบอกพี่ฟินนี่ พี่ฟินนี่ก็เก็บไปคิดนานมาก ประมาณ 2-3 เดือนได้ คือเราก็ไม่ได้จะบังคับเขานะคะ ถ้าเขาไม่สนใจเราก็ไม่ว่าหรอก

The People: ฟินนี่ได้ยินไอเดียของน้องครั้งแรกคิดอย่างไร

ศศิกานต์: งง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) เพราะแพลนทุกอย่างดูครบมาก แล้วแม่ก็รู้ด้วย ไม่รู้เขาไปคุยกันมาตั้งแต่ตอนไหน มีแต่เราที่ไม่รู้อยู่คนเดียว ในใจตอนนั้นก็มีความรู้สึกอยากทำ เพราะเป็นความฝันของเรามาตั้งแต่แรก แต่อีกใจหนึ่งก็ลังเล เพราะงานเบื้องหลังที่ทำมาสักพัก อะไร ๆ ก็ลงตัวแล้ว เลยลังเลว่าจะทิ้งตรงนี้ไปดีไหม ไอเดียที่น้องคิดมามันดันน่าสนใจด้วย

อรรฆพร: เพราะเราชอบอะไรคล้าย ๆ กันด้วยค่ะ คืออยู่ด้วยกันสองคนมาตั้งแต่เด็ก เลยชอบอะไรเหมือน ๆ กัน แต่ถามว่าตอนหลังมีปรับไหม พี่ฟินก็มีปรับให้มันดีขึ้นบางส่วน จากนั้นหน้าที่ติดต่อกับค่ายก็เป็นคุณแม่จัดการ ตอนแรกที่ดูจะเป็นโปรเจกต์ที่คิดขึ้นมาเล่น ๆ แม่ก็เป็นคนสานต่อให้เป็นจริงค่ะ

The People: ช่วยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับซิงเกิ้ลแรก ‘NOT My O2’?

ศศิกานต์: ‘NOT My O2’ เป็นเพลงแรกที่เราสองคนมีส่วนร่วมตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ คิดแนวเพลงว่าเราอยากได้ประมาณไหน ฟินมีโอกาสออกแบบท่าเต้น ส่วนแอนเป็นคนออกแบบคอสตูม

อรรฆพร: ซิงเกิ้ลแรกเราทำงานร่วมกับค่าย Re Sweet เป็นค่ายคนดนตรีรุ่นใหม่ แนวเพลงจะออกมาในแนว EDM สนุกสนาน อยากให้คนฟังได้มาเต้น มาเอ็นจอยไปกับพวกเรา ความหมายเพลงนี้ก็คือ เราอยากบอกคนที่เข้ามาทำให้เราเสียใจ คนที่เข้ามาทำร้ายเราว่า คุณน่ะ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดของเรา ไม่ใช่ออกซิเจนของเรา ท่อนฮุคก็จะร้องว่า “You’re not my O2” 

The People: ดูเป็นแนวแดนซ์ที่ต่างไปจากสมัยอยู่วงเก่ามาก?

อรรฆพร: ใช่ค่ะ ตอนแรกก็ยากเหมือนกันกว่าเราจะสลัดความเป็นไอดอลออกไปได้ เราต้องทำทุกอย่างจริง ๆ พี่ฟินนี่ก็จะเข้ามาช่วยตลอด บอกว่าไม่ได้ ทำแบบนี้ไม่ได้ แอนนี่ต้องใส่ฟีลลิ่งเยอะกว่านี้ แบบนี้น่ารักเกินไป เพลงเราไม่ใช่แนวน่ารัก เขาจะช่วยเราเยอะมาก ทั้งเรื่องเต้น เรื่องร้อง เรื่องอารมณ์ที่เราต้องมี

 

The People: ทำงานร่วมกับพี่สาวแบบจริงจังครั้งแรกเจอปัญหาอะไรบ้าง

อรรฆพร: ต้องบอกเลยว่าแอนกับพี่ฟินตีกันบ่อยมาก อยู่ด้วยกันทุกวันก็ตีกันทุกวัน เรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ทะเลาะกันตลอด การมาทำตรงนี้เราก็มีความเห็นไม่ตรงกันเยอะค่ะ ทั้งเพลง เรื่องคอนเซปต์ เราเลยมีคนกลางช่วยตัดสินใจ จากเมื่อก่อนเรื่องอื่นจะเป็นคุณแม่ แต่พอเรื่องเพลงก็มีพี่ ๆ โปรดิวเซอร์ช่วยทำหน้าที่นี้

ศศิกานต์: ถึงจะมีปัญหากันยังไงก็ตัดกันไม่ขาดค่ะ ตื่นมาพรุ่งนี้ก็ดีกันแล้ว เลยไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก

The People: ผลตอบรับหลังจากปล่อยเอ็มวีเพลงแรกออกไป?

อรรฆพร: บอกก่อนเลยว่าตอนแรกกลัวมาก กลัวแฟนคลับจะไม่รอแล้ว หรือเขาอาจจะไม่โอเคกับลุคใหม่ แต่ปรากฏว่าผลตอบรับค่อนข้างดีค่ะ หลายคนบอกว่า แอนนี่โตขึ้นแล้ว พัฒนาขึ้นแล้ว เก่งขึ้นเยอะเลย ตรงนี้ทำให้เราดีใจมาก

ศศิกานต์: ฟินนี่ก็กังวลเหมือนกันค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะแอนเขามีแฟนคลับอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยทำเบื้องหน้าเลย ตอนนั้นกลัวว่าเราจะมีแฟนคลับบ้างไหม เขาจะชอบแบบที่เป็นเราหรือเปล่า แต่กลายเป็นว่าแฟนคลับแอนนี่ก็ช่วยสนับสนุนฟินด้วยค่ะ แล้วก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อนเข้ามาชม แล้วก็บอกว่าจะติดตามสนับสนุนเราด้วย ทีมเก่าเราก็เป็นกำลังใจให้ ตอนนี้ก็รู้สึกขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

The People: O2 ถือว่าเป็นวงไอดอลเหมือนกันไหม สังเกตจากการร้องและเต้น

อรรฆพร: ที่จริงเราอยากจะเป็นศิลปินมากกว่า เราไม่อยากปิดกั้นตัวเอง เราสามารถไปได้ทุกทาง ได้ทุกแบบ คือถ้ามีคนมาขอเราถ่ายรูป เรายินดีค่ะ อันนี้ชี้ให้ชัดเจนเลย เพราะตอนอยู่วงเก่าแอนทำไม่ได้ หลาย ๆ ครั้งเพื่อนที่โรงเรียนก็จะลังเลก่อนว่าเขาถ่ายรูปกับเราได้ไหม คราวนี้เราไม่อยากปิดกั้นแฟน ๆ แล้ว อยากให้เขามีความสุขที่ได้ตามเรามากกว่า ถ้าจะเรียกว่าเป็นไอดอล แอนก็ขอเป็นไอดอลของการใช้ชีวิตให้มีความสุข แล้วกันค่ะ

ศศิกานต์: คล้าย ๆ ของแอนค่ะ เราอยากเป็นความสุขของเขา อยากให้เขามีความสุขทุกครั้งที่เห็นเราร้องหรือเต้น เพราะตัวเราเองก็มีไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเป็นแบบเขาเหมือนกัน คนคนนั้นคือพี่ลิซ่า BLACKPINK เขาทั้งสวย ทั้งเก่ง เราอยากเป็นแบบนั้น สำหรับฟินเอง ถ้าเราเป็นแบบนั้นให้คนอื่นได้ก็น่าจะดี

The People: ในวงการบ้านเรามีวงเกิร์ลกรุ๊ปเยอะขึ้น คิดว่าเรามีอะไรที่แตกต่าง

อรรฆพร: แอนคิดว่าน่าจะเป็นแนวเพลง เพราะแนวเพลงเราค่อนข้างแปลกในวงการนี้ เพลงเราแนว EDM มีทั้งแดนซ์ แล้วก็มีแรปเข้าไปอีก ก็น่าจะแตกต่างจากที่มีอยู่ตอนนี้ค่ะ อีกอย่างคือเราไม่ได้จะจำกัดอยู่แค่แนวนี้ ในอนาคตเราก็จะมีเพลงแนวอื่นออกมาด้วย ไม่ได้จำกัดสไตล์ของเราค่ะ

ศศิกานต์: ใช่ค่ะ เราจะทำทุกอย่าง ทำทุกสไตล์ เราจะร้องให้หมดเพื่อมอบความสุขให้ทุกคน

The People: ในที่สุดสองพี่น้องก็ได้มาทำงานด้วยกัน เป็นไปตามความฝันวัยเด็กที่เราวาดไว้ไหม

ศศิกานต์: เป็นค่ะ เพราะว่าอย่างแอนนี่ก็เคยไปเป็นไอดอล ส่วนฟินก็มีขึ้นเวทีบ้าง ตอนนั้นเหมือนเป็นก้าวหนึ่งของความฝันเราแล้ว แต่เพราะความฝันของเราจริง ๆ คือการได้ทำด้วยกัน ได้แสดงด้วยกัน คุณแม่ก็คงภูมิใจที่เราได้ขึ้นเวทีไปด้วยกันมากกว่า

อรรฆพร: มันไม่ใช่แค่เติมเต็มความฝันแอนหรือพี่ฟิน แต่มันเป็นความฝันของคนทั้งบ้านไปแล้วค่ะ

 

 


Related

สัมภาษณ์ โปเตโต้ จากวันที่เกือบไม่ได้ทำต่อ จนถึงบทเรียนของการเปลี่ยนแปลง

สัมภาษณ์ อาทิมา สุรพงษ์ชัย Country Manager iflix Thailand ในวันที่ video streaming กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน

สัมภาษณ์ โอ – อนุชิต สพันธุ์พงษ์ นักแสดงผู้ถูกหล่อหลอมด้วยความเป็นเหตุเป็นผล

น้ำพราว สุวรรณมงคล: ผู้หลงรักนิยายไซ-ไฟ สู่สำนักพิมพ์ที่ชวนเคว้งคว้างในอวกาศ

สัมภาษณ์ “zbing z.” แป้ง-นัยรัตน์ ธนไวทย์โกเศส เกมแคสเตอร์หญิงอันดับหนึ่ง กับโอกาสสุดท้ายที่ขอเดิมพันไว้กับ ‘เกม’

สัมภาษณ์ ชาติชาย เกษนัส ความแตกต่างทางวัฒนธรรมหนังไทย-พม่า และการไม่พัฒนาของหนังไทย

อร BNK48: หนังสือเล่มแรก เที่ยวอิตาลี แฟชั่นนิสตา ความหลงใหลในน้ำหอม

สัมภาษณ์ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์: เปียโน ดนตรี โรแมนติก กับชีวิตใหม่ที่ปล่อยวางจากความสมบูรณ์แบบ