Post on 27/12/2018

ชาวเกาะอีสเตอร์ หายนะที่สร้างเองด้วยการทำลายธรรมชาติ

อีสเตอร์เป็นเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ได้ชื่อมาจากนักเดินเรือชาวดัตช์ที่ตั้งให้ตามวันที่พวกเขาเดินทางมาถึง มันตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศชิลีในทวีปอเมริกาใต้ราวสามพันกิโลเมตร มีขนาดราวหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตรเท่านั้น หรือมีขนาดใหญ่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเกาะสมุย แต่ที่นี่มีสิ่งที่ทำให้นักเดินเรือตะวันตกที่เดินทางมาพบในศตวรรษที่ 18 ต้องทึ่ง นั่นก็คือ “โมอาย” หินแกะสลักรูปคนขนาดใหญ่

“เราคิดไม่ออกจริงๆ ว่า ชาวเกาะที่แทบไม่รู้จักเครื่องมือทุ่นแรงจะยกรูปสลักหินขนาดมหึมาเช่นนี้ได้อย่างไร” กัปตันเจมส์ คุก นักเดินเรืออังกฤษจดบันทึกไว้เมื่อปี 1774 (Smithsonian)

เหตุที่ชาวตะวันตกอย่างคุกไม่เชื่อว่า ชาวเกาะอีสเตอร์ หรือ “ราปา นุย” (Rapa Nui) จะสามารถก่อสร้างโมอายได้เป็นเพราะพวกเขามาพบกับชนพื้นเมืองในช่วงเวลาที่พวกเขาตกต่ำ และละทิ้งรูปสลักที่เคยเป็นที่เคารพสักการะไปเสียแล้ว

ชนพื้นเมืองที่นี่เป็นกลุ่มย่อยของชนเชื้อสายพอลินีเซียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือ โดยคาดว่าน่าจะเดินทางมาตั้งรกรากที่เกาะอีสเตอร์มานานนับพันปี (จากการตรวจอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีพบโบราณวัตถุเก่าแก่ที่สุดมีอายุอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 8-9) และจากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรกๆ น่าจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีการก่อสร้างด้วยหินที่ก้าวหน้า พวกเขาจึงน่าจะเดินทางมายังเกาะแห่งนี้โดยวางแผนไว้ก่อน มากกว่าจะเป็นข้อสันนิษฐานที่ว่า ชาวเกาะกลุ่มแรกคือชาวประมงที่จะบังเอิญถูกกระแสน้ำพัดพามาติดเกาะ

ที่นี่ชนพื้นเมืองยังมีการแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่คือกลุ่ม “หูสั้น” กับ “หูยาว” ที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขยาวนาน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งนำไปสู่การสู้รบและการล่มสลายของอารยธรรม ซึ่งเหตุผลสำคัญก็มาจากการสู้รบเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนเกาะแห่งนี้

เมื่อพิจารณาพัฒนาการของโมอาย โมอายยุคแรกๆ มีขนาดย่อมๆ ก่อนที่จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยโมอายที่ถูกยกขึ้นตั้งแล้วมีน้ำหนักราวๆ 10 ตัน ขณะที่รูปสลักที่ยังทำไม่เสร็จนั้นมีชิ้นหนึ่งที่มีน้ำหนักมากถึง 270 ตัน มันถูกทิ้งไว้พร้อมกับรูปสลักมากมายที่บางส่วนแกะสลักไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังมีรูปปั้นจำนวนหนึ่งที่เคยตั้งตระหง่านแต่กลับถูกชาวบ้านเอามันล้มลงมา

อะไรที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น?

ชาร์ลี แคมป์เบล (Charlie Campbell) ผู้เขียนเรื่อง Scapegoat: A History of Blaming Other People อธิบายว่า แต่เดิมเกาะอีสเตอร์อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ โดยเฉพาะปาล์มท้องถิ่นที่เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน สร้างแพ สร้างเรือ ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับหุงหาอาหาร หรือเผาศพ รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายหินสลักขนาดยักษ์

เมื่อเวลาผ่านไปชาวบ้านใช้ไม้ชนิดนี้ไปเรื่อยโดยไม่ได้คำนึงถึงอนาคต ไม้สำคัญนี้ก็ค่อยๆ หมดไปจากเกาะ เมื่อไม่มีป่าไม้ผิวดินก็เสื่อมความอุดมสมบูรณ์ การเพาะปลูกก็ไม่ได้ผลดี สัตว์ป่าก็ค่อยๆ หมดไปจากการล่าของมนุษย์และการไร้ถิ่นที่อยู่อาศัย

ที่สำคัญเมื่อไม่เหลือไม้ให้ใช้อีกต่อไป เชื้อเพลิงก็ไม่เหลือ ชาวบ้านต้องเปลี่ยนพิธีกรรมในการทำศพ จากการเผาเลยต้องเปลี่ยนมาเป็นการทำมัมมี การขาดแคลนไม้ยังทำให้ชาวบ้านไม่มีวัตถุดิบไว้ทำเรือแคนู เมื่อไม่มีเรือก็ไม่สามารถออกหาปลาได้ เมื่อแหล่งอาหารบนเกาะร่อยหรอก็นำไปสู่ความขัดแย้ง และภาวะขาดแคลนอาหาร จนทำให้จำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดสภาพที่ “คนต้องกินคน” ด้วยกันเอง

“โมอาย” เองก็เป็นหลักฐานสำคัญของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นมันถูกสร้างขึ้นด้วยความเคารพ การที่มันถูกสร้างให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจแสดงถึงภาวะความยากลำบากของคนบนเกาะ พวกเขาจึงหวังทำให้เทพเจ้าพอใจด้วยการสร้างรูปสลักถวายให้ใหญ่ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่ยิ่งทำให้มันใหญ่โตแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกมันจึงถูกชาวบ้านละทิ้งหรือล้มทำลายด้วยความโกรธแค้น โดยพวกเขาอาจไม่ได้คำนึงเลยว่า ความยากลำบากของพวกเขาเกิดขึ้นมาจากการใช้ทรัพยากรจนเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับได้

ทั้งนี้ การมาถึงของชาวตะวันตกก็มีส่วนทำให้สภาพที่ยากลำบากอยู่แล้วแย่ยิ่งขึ้นไปอีก การสำรวจโดยสเปนในปี 1770 พบประชากรราว 3,000 คน และก่อนหน้าที่ เจมส์ คุก เดินทางมาถึงในปี 1774 ก็น่าจะเกิดสงครามภายในครั้งใหญ่ โดยเขาบันทึกว่ามีประชากรชายราว 600-700 คน และผู้หญิงเพียง 30 คน ซึ่งตอนนั้นชาวบ้านก็เลิกนับถือรูปปั้นยักษ์ไปแล้ว หลังจากนั้นประชากรบนเกาะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา โดยในปี 1862 มีประชากรบนเกาะราว 3,000 คน แต่การบุกเกาะเพื่อจับตัวชาวบ้านไปขายเป็นทาสและการมาถึงของโรคฝีดาษ ก็ทำให้จำนวนประชากรบนเกาะลดลงเหลือเพียง 111 คน เมื่อปี 1877 (Britannica)

 


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

พ่อค้า-สื่อ-รัฐบาล อังกฤษ กับเหตุผลที่ใช้ในการสนับสนุนการลักลอบค้าฝิ่นในจีน

บิลล์ บาวเวอร์แมน ได้ไอเดียทำรองเท้าไนกี้จากเครื่องทำขนมของเมีย จนพัฒนาเป็นรองเท้ามาราธอนที่เร็วที่สุดในโลก

โยชิโกะ โอคาดะ นักแสดงญี่ปุ่นหนีเผด็จการทหารไปถูกทรมานในโซเวียต

โยชิอากิ ชิราอิชิ บิดาแห่งซูชิสายพาน ผู้ปฏิวัติการกินซูชิ

ทหารโครแอต แรงงานต่างด้าวผู้เผยแพร่แฟชันผูกเนคไท

มาร์ติน แวน บูเรน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ทำให้ “โอเค” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

โทมัส เฮนรี ฮักซ์ลีย์ บิดาแห่ง Agnosticism หมาดุพิทักษ์ดาร์วิน

ยุสตุส ฟอน ลีบิจ นักเคมีผู้ให้กำเนิดนมผงเลี้ยงเด็กทารก