Post on 02/07/2020

เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน : ตำนานนักปราบผี สามีภรรยา ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล The Conjuring

หากคุณเป็นแฟนคลับของภาพยนตร์สยองขวัญสั่นประสาทอย่าง The Conjuring และแฟรนไชส์หนังตุ๊กตาขนหัวลุก Annabelle หลายคนก็น่าจะรู้จักคู่สามีภรรยานักล่าผี ที่ปรากฎตัวมาช่วยเหลือเหล่าตัวละครที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไรให้อยู่รอดปลอดภัยจากอำนาจลึกลับหรือพลังงานบางอย่าง เอ็ด และ ลอร์เรน วอร์เรน (Ed and Lorraine Warren) คือ ‘ตำนานมือปราบผี’ ที่เคยมีตัวตนอยู่จริงบนโลก

กว่า 60 ปีแล้วที่ เอ็ด และ ลอร์เรน ได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วอเมริกาในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูตผี และวิญญาณชั้นแนวหน้า ที่คอยช่วยเหลือผู้คนที่เดือดร้อนจากเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ทั้งยังให้ความร่วมมือด้านการสืบสวนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีอาชญากรรมแปลก ๆ ที่หาคำอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยได้ ทั้งเรื่องราวผีปรากฎกาย บาทหลวงถูกผีสิง เรื่องของชายที่อยู่ดี ๆ ก็คลุ้มคลั่งไล่ทำร้ายคนอื่น

แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสองสามีภรรยาทำอะไรลงไปอย่างแน่ชัด แต่ว่ากันว่า เพราะพวกเขา ‘กำจัด’ ปัญหาที่ก่อกวนชีวิตของคนอื่นได้จริง ชื่อเสียงของทั้งคู่จึงยิ่งโด่งดังขึ้นไปอีก

“จะเรียกว่าเป็นงานก็ได้ล่ะ การล่าผีน่ะ การที่พวกเราได้ช่วยเหลือคนที่ต้องประสบกับความหวาดกลัว และพาให้เขาก้าวผ่านเรื่องราวพวกนั้นมาได้ มันยังคงเป็นงานละเอียดอ่อน ถึงแม้ว่าจะมีคนมากมายที่ไม่เชื่อก็ตาม” ลอร์เรน กล่าว

หากมองจากภายนอก เอ็ดและลอร์เรนก็ดูเหมือนสามีภรรยาทั่ว ๆ ไป พวกเขาไม่ได้มีลักษณะเด่นอะไร ที่บ่งบอกว่าสามารถสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่พิเศษ แต่ทันทีที่พวกเขาเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุในคดีแปลก ๆ มันก็ราวกับพวกเขารู้ว่าต้องพูดหรือทำอะไร ตลอดทั้งชีวิต พวกเขาเดินทางไปช่วยเหลือคนมาแล้วกว่า 10,000 เคส โดยร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลายอาชีพเพื่อไขปัญหาของเรื่องราวที่ถ้าไม่ได้พวกเขา ก็อาจไม่มีใครช่วยได้อีก

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ 2 นักปราบผี ทั้งคู่แต่งงานเป็นสามีภรรยากัน ก่อนจะเริ่มทำอาชีพนี้เสียอีก เอ็ด หรือเอ็ดเวิร์ด วอร์เรน บอกว่าตัวเองเติบโตมาในบ้านผีสิง ที่รัฐคอนเนตทิคัต ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เขาเล่าว่าตอนเด็ก ๆ ตัวเองเคยสัมผัสถึงวิญญาณที่มีหน้าตาเหมือนหญิงชรา ปรากฎขึ้นแถวตู้เสื้อผ้ามุมห้อง ตอนนั้นเขาพยายามเล่าเรื่องนี้ให้แม่กับพ่อที่เป็นตำรวจฟัง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ “พ่อผมมักพูดเสมอว่า ‘เอ็ด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ ต้องมีเหตุผล’ แต่เขาก็ไม่เคยทำตัวมีเหตุผลอย่างที่ว่าเลย”

แต่นั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเชื่อเรื่องผีและเริ่มศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติต่าง ๆ เอ็ดค่อย ๆ สั่งสมความรู้ด้วยตัวเองมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งอายุได้ 16 ปี ตอนที่เขากำลังทำงานเป็นพนักงานเฝ้าประตูที่โรงละคร เดอะ โคโลเนียล ในเมืองบริดจ์พอร์ต เอ็ดได้พบกับผู้หญิงที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทกับเขาทั้งไปชีวิต ‘ลอร์เรน ริต้า โมแรน’ (นามสกุลเก่า)

“ลอร์เรน กับแม่ของเธอจะมาทุกคืนวันพุธ” เอ็ด เล่า “ผมเห็นเธอเดินเข้ามา แล้วเราก็เริ่มคุยกัน ตอนนั้นผมและเธออายุ 16 เราคบกันเป็นเพื่อน ก่อนที่คืนหนึ่งผมจะเดินไปส่งเธอที่บ้าน ขอเธอเดท และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง”

ตอนอายุ 17 ปี เอ็ดต้องเดินทางไปรบในสังกัดกองทัพเรือ ในสงครามโลกครั้งที่สอง 4 เดือนต่อมา หลังเรือของเขาจมลงในแอตแลนติกเหนือ เอ็ดได้กลับมาพักที่บ้านเป็นการชั่วคราว ระหว่างนั้นทั้งสองตัดสินใจแต่งงาน เพราะกลัวว่าอาจไม่ได้กลับมาพบกันอีก โชคดีที่หลังสงครามจบ เอ็ดรอดชีวิตกลับมาได้ และแล้วพวกเขาสองคนก็กลายมาเป็นพ่อกับแม่ของลูกสาวคนแรกหลังจากนั้น

เอ็ดกับลอร์เรน สมัครเข้าเรียนด้วยกันในโรงเรียนศิลปะเพอร์รี่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเยลในปัจจุบัน พวกเขาใช้ชีวิตต่อจากนั้นในฐานะศิลปินที่ขายภาพวาดใบละ 3-4 ดอลลาร์ แต่นี่ล่ะ เป็นจุดที่ทำให้อาชีพ ‘นักปราบผี’ ของสามีภรรยาวอร์เรนเริ่มต้นขึ้น เพราะเมื่อเอ็ดได้ข่าวว่าสถานที่ใดมีผีสิงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือพื้นที่ผีสิง เขาก็จะลากลอร์เรนไปพิสูจน์ด้วย และแม้ลอร์เรนมักจะพูดว่า “โอ้ ผีน่ะไม่มีจริงหรอกเอ็ด” แต่เธอก็ยอมตามใจและไปเป็นเพื่อนเขาเสมอ

“ตอนนั้นเรายังเด็กมาก ไม่มีใครยอมให้เราเข้าไปในบ้านหรอก” เอ็ด กล่าว เขาบอกว่าตัวเองใช้วิธีเดินไปยืนกลางถนน แล้วก็เริ่มสเก็ตรูปบ้าน ถ้าคนข้างในแหวกผ้าม่านออกมาดูก็จะเห็นว่าเขากำลังทำอะไรที่ดูโคตรจะน่าสงสัย “ผมจะวาดรูปบ้านสวย ๆ ที่มีรูปผีอยู่ในนั้น แล้วก็จะให้ลอร์เรนไปเคาะประตูและถามด้วยสำเนียงไอริชของเธอว่า ‘สามีของฉันชอบวาดรูปบ้านผีสิงมากเลยค่ะ เขาวาดนี่เป็นพิเศษให้คุณ’ จากนั้นเราก็ได้เข้าไปในบ้านของเขา”

ภาพบ้านสวย ๆ เหล่านี้เอง ที่ทำให้ครอบครัววอร์เรน เริ่มเดินเข้าไปในบ้านของคนอื่นได้อย่างสะดวก พวกเขาจะคุยกับเจ้าของบ้านรายคน โดยเบื้องต้น เอ็ดจะถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาตอนเด็กนั้น ได้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวเหล่านี้หรือไม่ แล้วสิ่งที่คนในบ้านเคยเจอล่ะ มีอะไรที่น่าสงสัย หรือแตกต่างไปจากปกติบ้างหรือเปล่า พวกเขาใช้วิธีนี้ช่วยกันไขคดี และปราบผีรวมไปถึงปีศาจ ด้วยวิธีทางศาสนา (เอ็ดและลอร์เรนเป็นคาทอลิก) จนกลายเป็นคู่หูปราบผี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังตามมา พวกเขาส่วนร่วมในการไขคดีลึกลับมาแล้วมากมาย

“ตอนคุณมองไปที่พัดลมขณะที่มันหยุดนิ่ง คุณก็จะเห็นใบพัด แต่ทันทีที่มันเริ่มหมุน คุณจะไม่เห็นอะไรเลย มันล่องหนไปแล้ว วิญญาณก็อยู่ในสถานะแบบนั้น” เอ็ด กล่าว เขาบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นผี คุณจำเป็นต้องมีสัมผัสพิเศษ และคนที่กลายมาเป็น ‘ร่างทรง’ ที่สัมผัสกับวิญญาณโดยตรงขณะทำงานก็คือ ลอร์เรน วอร์เรน ภรรยาของเอ็ดนั่นล่ะ

เอ็ด เรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักปีศาจวิทยา’ เพราะเขามองตัวเองว่าเป็นนักค้นคว้า เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นนักล่าผี หลังจากคลุกคลีกับเรื่องราวพวกนี้มาอย่างยาวนาน เอ็ดกับลอร์เรนก็เริ่มเห็นตรงกันว่า ที่จริง ผีเองก็มีปัญหาที่จัดการเองไม่ได้เหมือนกัน “ผมเคยคุยกับวิญญาณเด็กผู้หญิงชื่อ ซินเธีย ผ่านทางร่างทรงมืออาชีพ เธอบอกว่าเธอกำลังตามหาแม่ ตอนนั้นผมก็คิดในใจว่า ‘ตายล่ะ เด็กคนนี้ยังมีห่วง เราจะช่วยเธอยังไงดี?’”

ตอนนั้นเองที่ทั้งคู่รู้ตัวว่า มันไม่ใช่เพียงแค่การสืบหาบ้านผีสิงสนุก ๆ อีกแล้ว พวกเขาอยากจะช่วยเหลือวิญญาณพวกนี้ด้วยจริง ๆ แต่คำถามคือ ไม่เคยมีใครเป็นผี แล้วมนุษย์สองคนอย่างพวกเขาจะช่วยผีได้อย่างไรล่ะ? เอ็ดเริ่มเดินทางไปคุยกับเหล่าผู้มีศรัทธาทั้ง พระ บาทหลวง และคนที่อ้างตัวว่ารู้เรื่องเหล่านี้ดีอื่น ๆ เอ็ดพบว่า หลายคนที่เขาเดินเข้าไปคุยด้วย ยังไม่เชื่อว่าผีมีจริงด้วยซ้ำ

ในปี 1952 เอ็ดกับลอร์เรนจึงจัดตั้ง ‘สมาคมวิจัยด้านวิญญาณ แห่ง นิวอิงแลนด์’ (The New England Society For Psychic Research หรือ N.E.S.P.R.) ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายว่า จะช่วยเหลือทั้งคนและผีให้พบกับทางออกที่ดี และลงตัวกับทั้งสองฝ่าย โดยงานหลักของที่นี่ คือการใช้ทั้งหลักวิทยาศาสตร์และหลักศาสนา เข้ามาช่วยเหลือในคดีต่าง ๆ

นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว N.E.S.P.R. ก็ยังมีอาสาสมัครจากสาขาอาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหมอ นักวิจัย ตำรวจ พยาบาล นักศึกษา และแม่บ้าน ที่เข้ามาช่วยทำงานโดยไม่คิดค่าจ้าง พวกเขายังเปิดรับลูกศิษย์นักปราบผี เอ้ย นักปีศาจวิทยา ที่จะมาสืบทอดเจตนารมณ์ของพวกเขาต่อไปด้วย ซึ่งลูกศิษย์ที่มีทีท่าว่าจะไปได้สวยในสายอาชีพนี้ ก็ได้แก่ เดฟ คอนซิไดน์, ลู เจ็นไทน์ และหลานชายของพวกเขาเอง จอห์น แซฟฟิส

“หลายคนพูดกับผมว่า ‘คุณจะบ้าเหรอ เดินเข้าไปคุยกับผีเนี่ยนะ?’ แล้วผมก็ตอบว่า ‘ใช่เลย ผมมองหาผีนี่ล่ะ แต่ผมเข้าไปพร้อมกับนักวิทยาศาตร์ ที่มองหาอย่างอื่นไปพร้อมกันด้วยนะ ดังนั้น คุณปั่นหัวเราไม่ได้หรอก”

นอกจากสมาคมวิจัยเพื่อการศึกษา เอ็ดและลอร์เรนยังก่อตั้ง พิพิธภัณฑ์อ๊อคคัลท์ (Occult Museum) ที่รวบรวมวัตถุทางวิญญาณ ซึ่งถูกเก็บมาจากจุดเกิดเหตุที่เคยไปเยือน นำมาจัดแสดงเป็นที่ระลึกถึงตำนานความน่ากลัวไว้ที่นี่ (ตุ๊กตาผีแอนนาเบลล์ ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สุดสยองของเจมส์ วาน ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ที่สร้าง The Conjuring ก็ถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่)

ช่วงต้นปี 2000s สามี-ภรรยา ต่างก็ตัดสินใจว่าจะถอยออกมาจากงานเหนื่อย ๆ และใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างสงบสุขด้วยกันแล้ว พวกเขาส่งไม้ต่อภารกิจปราบผีให้กับโทนี่ สเปียร่า ลูกชายบุญธรรม ที่ปัจจุบันทำงานเป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาของอาถรรพ์อ๊อคคัลท์ด้วย

ในปี 2006 เอ็ด วอร์เรน จากโลกนี้ไปก่อน ด้วยวัย 79 ปี ก่อนที่ ลอร์เรน ผู้เป็นภรรยา จะใช้ชีวิตอยู่กับสมบัติและความทรงจำแสนล้ำค่า ที่เธอมีแก่เอ็ด จนกระทั่งอายุ 92 ลอร์เรน วอร์เรน จากโลกนี้ตามเขาไป ในปี 2019 และทิ้งเรื่องราวอาถรรพ์ พิพิธภัฑณ์ขนหัวลุก รวมถึงปริศนาลี้ลับต่าง ๆ ไว้เป็นตำนานให้แฟน ๆ หนังสยองขวัญได้จดจำสามีภรรยานักปราบผีคู่นี้ไปตลอด

 

ที่มา

https://filmdaily.co/news/ed-and-lorraine-warren/

https://www.nytimes.com/2019/04/19/obituaries/lorraine-warren-dead.html

https://the-line-up.com/ed-and-lorraine-warren-paranormal-cases

https://allthatsinteresting.com/ed-and-lorraine-warren

https://edition.cnn.com/2019/04/19/us/paranormal-investigator-lorraine-warren-dies/index.html

https://www.saturdayeveningpost.com/2019/10/conjuring-the-real-ed-and-lorraine-warren/


Related

ซองกัง ณ Fast & Furious “ตายกี่ภาค ก็ขาดฮานไม่ได้” กับนักซิ่งผู้ชอบพกขนม

รีวิวคอนเสิร์ตสุดโก้ของ “จิ๊กโก๋หลังวัง” โลกดนตรีที่มากกว่าการเล่าเรื่องผ่านเพลงของ วิรัช อยู่ถาวร

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ เป็นอัมพาตทั้งตัว แต่ “กะพริบตา” เขียนหนังสือ “ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ”

“สแตน สมิธ” กับเรื่องราวของเทนนิสสู่รองเท้าระดับตำนานของอาดิดาส “บางคนคิดว่าผมเป็นรองเท้า”

บิลลี ฮอลิเดย์ สร้างสรรค์เสียงเพลงบนทางแพร่งของโศกนาฏกรรม: การดิ่งลงสู่ก้นเหว

King Princess นักร้องสาวที่สร้างสรรค์เพลงจากความหลงใหลใน “จิ๊มิ”

คามิล่า คาเบโย่ ยืนหยัดในความเป็นลาติน่า แม้ถูกเหยียดชาติกว่า 10 ปี 

เทย์เลอร์ สวิฟต์ สลัดภาพนักร้องที่การเมืองไม่ยุ่ง มามุ่งเรื่องการเมือง