Post on 11/12/2020

เอ็ด ชีแรน:เบื้องหลัง Thinking Out Loud เพลงที่ถูกเล่นในงานแต่งมากที่สุดในโลก

“When your legs don’t work like they used to before. And I can’t sweep you off of your feet. Will your mouth still remember the taste of my love. Will your eyes still smile from your cheeks. “

“เมื่อขาของคุณใช้การไม่ได้เหมือนเดิม และผมไม่สามารถทำให้คุณตกหลุมรักได้แบบหัวปักหัวปำ คุณยังคงจำรสชาติความรักของผมได้อยู่ไหม คุณยังคงยิ้มกว้างกับมันอยู่ไหม?”

วรรคเปิดของเพลง Thinking Out Loud ที่ส่งให้คนทั้งโลกรู้จักกับเขา – เอ็ด ชีแรน (Ed Sheeran) ชายผู้มีเรื่องเล่าสีชมพูในเสียงเพลงมาบำเรอผู้ฟังอยู่เสมอ

เมื่อความรักของคนสองคนถูกบ่มจนถึงกาลอันสมควร และเกิดเป็นความสมัครใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน คนสองคนที่ว่านั้นส่วนใหญ่ก็จะตัดสินใจทำสัญลักษณ์เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการจัดงานแต่งงาน เชิญครอบครัวทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งเพื่อนพี่น้องมาพร้อมหน้าในงาน

ขนาดของงานแท้จริงแล้วก็ไม่สำคัญ อาจจะเป็นงานเล็ก ๆ ที่มีผู้ร่วมงานหลักสิบคน หรืออาจจะมีแขกมาเป็นร้อยคนก็ได้ แต่สิ่งสำคัญสำหรับงานแต่งงานน่าจะเป็น บรรยากาศในงาน บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรักโรแมนติก และความปรารถนาดี ในวันที่ดีที่สุดของคู่บ่าวสาวที่สัญญาว่าจะเดินเคียงข้างกันไปจนถึงวัยชรา

 

“And darling I will be loving you ’til we’re 70

And baby my heart could still fall as hard at 23.”

“และที่รัก ผมจะยังรักคุณจนผมอายุ 70 

และหัวใจของผมจะตกหลุมรักอย่างหนักหน่วงเหมือนตอนอายุ 23”

เพลง Thinking Out Loud ดังขึ้นในงานแต่งงานของคู่รักหลายคู่ทั่วทุกมุมโลก จีงไม่น่าแปลกใจ หากบริการสตรีมมิงเพลงยอดนิยมอย่าง Spotify เคยจัดอันดับให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ถูกเปิดในงานแต่งงานมากที่สุดในโลกเมื่อปี 2018

เอ็ดเวิร์ด คริสโตเฟอร์ ชีแรน (Edward Christopher Sheeran) หรือที่คนทั้งโลกรู้จักเขาในนาม เอ็ด ชีแรน ชายหนุ่มผมแดงผู้เขียนและร้องเพลงนี้เกิดและโตที่อังกฤษ (แต่คุณปู่มีเชื้อไอร์แลนด์) ประเทศที่วง The Beatles เปิดทางให้โลกรู้จักดนตรีบนเกาะนี้ ด้วยการเริ่มตะโกนคำว่ารักออกมาเสียงดังให้คนได้ยินทั่วโลกผ่านเพลง Love Me

คุณพ่อคุณแม่ของเอ็ดตอนนั้นทำงานในอาร์ตแกลอรีทั้งคู่ (ต่อมาคุณแม่ของเอ็ดผันตัวเองไปเป็นดีไซเนอร์ออกแบบเครื่องประดับ) น่าจะเรียกได้ว่าเขาเติบโตมากับครอบครัวที่อยู่ในแวดวงศิลปะตั้งแต่เด็ก 

เอ็ดเองได้เริ่มร้องเพลงต่อหน้าผู้คนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ด้วยการร่วมเป็นคณะประสานเสียงในโบสถ์ คุณลุงของเอ็ดซื้อกีตาร์ตัวแรกให้เป็นของขวัญในเวลาต่อมา เอ็ดจึงเริ่มหัดเล่นกีตาร์ด้วยตัวเองก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะเห็นในความตั้งใจในเส้นทางดนตรีของเอ็ดและพาเขาไปเรียนดนตรีอย่างจริงจัง

เดเมียน ไรซ์ คือแรงบันดาลใจในการเป็นนักดนตรีอาชีพ

ตอนอายุ 11 ปี เอ็ดได้ไปดูงานโชว์ดนตรีเล็ก ๆ ของศิลปินคนหนึ่งที่ไอร์แลนด์ ศิลปินคนนี้ ชื่อว่า เดเมียน ไรซ์ (Damian Rice) นักร้องนักแต่งเพลงชาวไอริช ผู้ซึ่งจุดประกายให้หนุ่มน้อยเอ็ด ชีแรนอยากจะเป็นนักดนตรีมืออาชีพ เอ็ดประทับใจในโชว์ของเดเมียนมาก แต่ที่ดูเหมือนว่าเรื่องที่เขาประทับใจมากกว่าโชว์ เป็นบทสนทนาเล็ก ๆ ที่เอ็ดได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับเดเมียนหลังการแสดงจบลง ไม่มีใครรู้ว่าในวันนั้นเดเมียนพูดอะไรกับเอ็ด แต่เอ็ดเคยให้สัมภาษณ์กับ The Telegrpah ว่า 

“ผมได้มีโอกาสคุยสั้น ๆ กับเขา (เดเมียน)…แล้วผมก็คิดเลยว่า เฮ้ย นี่แหละ สิ่งที่ผมอยากจะเป็น” เอ็ดยังเล่าต่ออีกว่า “คืนนั้นผมกลับบ้านไปแล้วเริ่มแต่งเพลงอีกเพียบเลย” และต่อมาเอ็ดได้สักชื่อ เดเมียน ไรซ์ ที่แขนของเขาด้วย

ตัวเอ็ดเองฉายแววความเป็นศิลปินมาตั้งแต่ตอนเรียน เอ็ดเริ่มร้องเพลงและเล่นกีตาร์ต่อหน้าคนเยอะ ๆ ครั้งแรกที่งานโรงเรียนตอนเขาอายุ 11 ปี เอ็ดเคยเล่าไว้ว่า “ตอนอยู่หลังเวทีผมตื่นเต้นมากจนไม่อยากจะออกไปโชว์เลย ผมคิดวนอยู่ในหัวว่า ไม่เอาแล้วดีกว่า ไม่ร้องแล้ว…แต่พอผมออกไปโชว์แล้วกลับเข้ามาหลังเวทีเท่านั้นแหละ ผมก็คิดว่า เออ..มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแฮะ” 

ในแบบฟอร์มรายงานพฤติกรรมประจำปี ครูของเขาเขียนนิยามว่า เอ็ดเป็น “ผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง (บนเวที)” แถมเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนก็ยังร่วมโหวตให้เอ็ดเป็น “บุคคลที่น่าจะมีชื่อเสียงในอนาคต” มากที่สุดอีกด้วย 

เอ็ดเริ่มอัดเสียงและปล่อยเพลงชุดแรกที่เขาร้องเองแต่งเอง ‘Spinning Man’ ตั้งแต่อายุ 13 ปี หนุ่มน้อยผมแดงคนนี้เริ่มออกแสดงดนตรี ร้องเพลง เล่นกีตาร์ ในทุกที่ ๆ เขามีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานเวทีเล็ก เวทีใหญ่ หรือการร้องเพลงที่ฟุตบาทข้างถนน น่าจะเรียกได้ว่า เขาร้องเพลงเล่นกีตาร์ในทุกที่ ๆ จะมีคนเห็นเขา ครั้งหนึ่งเคยมีคนนับว่าตอนอายุ 18 ปี เอ็ดร้องเพลงไปกว่า 300 โชว์ในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียว เพราะฉะนั้นน่าจะคำนวณได้ว่า ใน 1 ปี เอ็ดร้องเพลง และเล่นกีตาร์ให้ผู้คนได้ฟังเกือบทุกวัน

ทางเดินของชีวิต เป็นความลึกลับ มักจะนำมาซึ่งเรื่องราวที่น่าประหลาดใจเสมอกับเส้นทางที่เราพยายามเดินไปเรื่อย ๆ

 

“And I’m thinking ’bout how people fall in love in mysterious ways

Maybe just the touch of a hand

Oh me I fall in love with you every single day

And I just wanna tell you I am.”

“ผมสงสัย คนตกหลุมรักกันอย่างไร ด้วยหลายวิถีทางที่แสนลึกลับ 

อาจจะเพียงสัมผัสมือกัน 

โอ้ ผมตกหลุมรักคุณอยู่ทุกวัน 

และอยากจะบอกคุณว่ายังตกหลุมรักอยู่”

MOSCOW, RUSSIA – JULY 19, 2019: British singer-songwriter Ed Sheeran gives a concert at Otkritie Arena during his world tour. Sergei Bobylev/TASS (Photo by Sergei BobylevTASS via Getty Images)

จุดเปลี่ยนของเอ็ด ชีแรน อยู่ที่ตอนอายุ 19 ปี..

เขาได้เป็นกีตาร์เทคนิเชียน (คนดูแลและปรับจูนกีต้าร์ให้กับศิลปิน) ให้กับศิลปินดูโอชาวอังกฤษที่ชื่อ Nizlopi และนั่นได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

เอ็ดได้เล่นเปิดวงให้กับศิลปินดูโอคู่นี้ แล้วมีคนเอาคลิปวิดีโอที่เขาเล่นโพสต์ลงในอินเทอร์เน็ต คลิปนี้ไปเข้าตาแรปเปอร์ชาวอังกฤษที่ชื่อ ‘Example’ เข้า เขาจึงได้รับเชิญให้ไปทัวร์คอนเสิร์ตกับ Example ในที่สุด

ถึงตอนนี้เริ่มมีคนรู้จักเอ็ดมากขึ้น ทั้งจากฝีไม้ลายมือในทางดนตรีของเขาและการทำมาร์เก็ตติงของตัวเขาเองผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงช่องทางที่สำคัญมาก ๆ ที่ทำให้คนเริ่มรู้จักเขา นั่นคือ ยูทูบ

ในปี 2010 เอ็ดปล่อยอีพี ที่ชื่อว่า No.5 Collaborations Project ในนามศิลปินอิสระที่เขาแต่งเอง ร้องเอง (มีการเชิญเพื่อนศิลปินมาแจมด้วย) อีพีนี้ของเอ็ดได้ขึ้นถึงอันดับ 2 ใน iTunes หลังจากที่ปล่อยออกมาได้แค่คืนเดียว ในเช้าวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่ามีโทรศัพท์หลายสายเข้ามาหาเขา และมีเบอร์ที่เขาไม่รู้จักโทรเข้ามาถึง 7 ครั้ง ซึ่งเอ็ดมีกฎส่วนตัวว่า เขาจะไม่รับสายจากเบอร์ที่เขาไม่รู้จัก แต่ทันใดนั้นผู้จัดการของเอ็ดก็รีบส่งข้อความาหาเอ็ดว่า “รับสายเดี๋ยวนี้! เอลตัน จอห์น โทรหา” ปรากฎว่าเบอร์ที่ไม่รู้จักนั้น คือ เซอร์เอลตัน จอห์น โทรมาเพื่อที่จะแสดงความยินดีกับเอ็ดที่ทำเพลงออกมาได้เยี่ยมมาก อีพีนั้นของเอ็ดขายได้ถึง 7,000 แผ่นในสัปดาห์แรก เอ็ดอยากจะขอบคุณแฟนเพลงที่ให้การสนับสนุนศิลปินไร้สังกัดแบบเขา เลยจัดฟรีคอนเสิร์ตสำหรับแฟนเพลงที่อุดหนุนงานเพลงของเขา

ปรากฏว่ามีแฟนเพลงมาดูโชว์ของเขาถึง 1,000 คน แต่สถานที่จัดงานค่อนข้างเล็ก(เอ็ดคงไม่ได้คิดว่าจะมีคนมาดูเขาเยอะขนาดนี้) เอ็ดเลยต้องร้องเพลงและเล่นกีต้าร์โชว์ถึง 4 รอบ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนที่มาได้ดูโชว์ของเขาอย่างถ้วนทั่ว แต่เล่นถึง 4 รอบแล้วก็ยังเก็บคนดูได้ไม่หมด แถมสถานที่จัดงานก็ปิดแล้ว เอ็ดจึงออกมาโชว์อีกรอบที่ข้างถนนเพื่อเก็บคนดูรอบสุดท้าย 

นี่คือโชว์ที่ตอนแรกดูเหมือนจะเล็ก ของบุคคลที่ต่อมาจะกลายเป็นศิลปินใหญ่ระดับโลก

ในปีเดียวกันนั้นเองเอ็ดได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ (สักที) อย่าง Atlantic Records ศิลปินดังที่อยู่ร่วมค่ายมากมาย เช่น Abba, Bee Gees, Cardi B, Coldplay เขาถือเป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งในอังกฤษและอเมริกา นับถึง ณ ปัจจุบันนี้ เอ็ดได้รับรางวัลไปทั้งหมดหลายรางวัลจากอัลบั้ม + (2011) ไปจนถึงอัลบั้ม No.6 Collaborations Project (2019) ได้รางวัล Brit Awards ไป 6 รางวัล และ Grammy Awards อีก 4 รางวัล 

ถ้าความฝันของศิลปินอเมริกันคือการได้เล่นคอนเสิร์ตที่ แมดิสัน สแควร์ การ์เดน (Madison Square Garden) ความฝันของศิลปินอังกฤษก็น่าจะเป็นการได้เล่นที่ สนามกีฬาเวมบลีย์ (Wembley Stadium) ในปี 2015 เอ็ดทำตามความฝันได้สำเร็จ เขาได้เล่นคอนเสิร์ตที่นี่ 3 รอบ และบัตรขายหมดเกลี้ยงทุกรอบ

เพลงดังของเอ็ด ชีแรน ได้แก่เพลง The A Team, Perfect, Photograph, Shape of You, South of the Border และที่ขาดไม่ได้คือ เพลงชาติของงานแต่งงาน – Thinking Out Loud

ที่มาของเนื้อเพลงอันบาดใจ คือความรักที่อยู่ในความทรงจำอันหวานซึ้ง

“So honey now

Take me into your loving arms

Kiss me under the light of a thousand stars

Place your head on my beating heart.”

“ที่รัก ตอนนี้

โปรดรับผมเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดคุณ 

จูบผมใต้แสงดาวนับพัน 

วางมือของคุณลงบนหัวใจของผม”

เพลงที่ส่งให้เอ็ดดังไปทั่วโลกอย่าง Thinking Out Loud เขาไม่ได้แต่งเองคนเดียว แต่ร่วมแต่งกับ เอมี แวดจ์ (Amy Wadge) ทั้งสองคนเจอกันตั้งแต่ตอนที่เอ็ดอายุ 17 เป็นเพื่อนกันเรื่อยมา โดยทั้งเอมีและเอ็ดเองต่างก็เป็นทั้งนักร้องและนักแต่งเพลง เคยร่วมเขียนเพลงด้วยกันมาหลายเพลง 

แต่เพลงดังอย่าง Thinking Out Loud ถูกแต่งขึ้นมาด้วยความบังเอิญ จากการที่เอมีไปเที่ยวที่บ้านเอ็ด ในวันนั้นเอมีนั่งเล่นกีตาร์ ในขณะที่เอ็ดกำลังอาบน้ำอยู่ชั้นบน เอ็ดได้ยินคอร์ดที่เอมีเล่น ทันใดนั้นเขาก็รีบวิ่งลงมาจากห้องน้ำแล้วชวนเอมีแต่งเพลงต่อจากคอร์ดที่เอมีเล่นเมื่อครู่ ทั้งสองคนเริ่มแต่งเพลงด้วยกันกันตอนตี 2 ในห้องครัวที่บ้านของเอ็ด แล้วก็ใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาทีก็ออกมาเป็นเพลง Thinking Out Loud

เอ็ดเคยเล่าว่าแรงบันดาลใจในการเขียนเนื้อเพลงนี้มาจากความรักของเขาที่มีต่อ แอททินา อันเดรลอส (Athina Andrelos) แฟนสาวของเขาในตอนนั้น เขาเล่าว่า “เพลงนี้มันถูกเขียนขึ้นโดยมีแรงบันดาลใจจากแฟนของผม”

เนื้อเพลงทั้งหมดของเพลงนี้ พูดถึงความรักในทำนองที่ว่าอยากจะอยู่ด้วยกันจนถึงวันที่เราทั้งสองต่างแก่เฒ่า แต่ในโลกความเป็นจริงของคนแต่งเพลง ความรักของเอ็ดกับแอททิน่า ไม่ได้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะต่อมาทั้งคู่ได้ยุติความสัมพันธ์ต่อกันลง และตอนนี้เอ็ดก็ได้แต่งงานกับแฟนสาวที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยไฮสคูลที่ชื่อว่า เชอร์รี ซีบอร์น (Cherry Seaborn) เพิ่งคลอดลูกสาวตัวน้อยในเดือนสิงหาคม ปี 2020 ทั้งสองตั้งชื่อลูกว่า ไลลา แอนตาร์กติกา ซีบอร์น ชีราน (Lyra Antarctica Seaborn Sheeran) 

เชอร์รีกับเอ็ดเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนไฮสคูล มีข่าวลือว่า จริง ๆ แล้วเอ็ดแอบชอบเชอร์รีมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่เชอร์รีต้องไปเรียนต่อที่อเมริกา ทั้งสองคนเลยแยกจากกัน แต่ด้วยความเป็นศิลปินดังระดับโลก เอ็ดจึงได้เดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกและได้กลับไปพบกับเชอร์รีอีกครั้ง ตอนแรกทั้งคู่มีความสัมพันธ์แบบข้ามประเทศกัน แต่ต่อมาเชอร์รีย้ายกลับมาอยู่ที่อังกฤษ ความรักสุกงอม จนทั้งคู่แต่งงานกันไปเมื่อปี 2019 ในงานแต่งงานเล็ก ๆ ที่มีแขกเพียงแค่ 40 คน

แม้ที่มาของเพลงกับความเป็นจริงจะไม่ได้บรรจบพบกัน แต่ถึงอย่างนั้น Thinking Out Loud ก็ยังคงเป็นเพลงชาติของงานแต่งงานที่คู่รักหลายล้านคู่ทั่วโลกที่ใช้ในวันสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขาอยู่ดี

Thinking Out Loud -> Around the world

แฟนเพลงของเอ็ดน่าจะเคยได้เห็นกิริยาท่าที หรือคำพูดและโทนที่เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ ว่าเขาเป็นคนที่เป็นมิตร และดูจริงใจ 

ถึงแม้เขาจะเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ณ ตอนนี้ก็ตาม เอ็ดก็ยังเป็นคนถ่อมตัวและไม่ถือตัวเหมือนเดิม ครั้งหนึ่งเอ็ดเคยไปเดินเล่นอยู่ในห้างฯ ที่แคนาดา แล้วได้ยินเสียงร้องเพลง Thinking Out Loud จากเวทีที่อยู่ในห้าง ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นเด็กสาวอายุ 13 ปีกำลังร้องเพลงในงานการกุศลอยู่ เขาก็เลยเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วร่วมร้องเพลง Thinking Out Loud กับเธอเสียเลย พอร้องจบเอ็ดก็เดินลงมาจากเวทีจนคนดูงงกันเป็นแถบ

หรือการไปเซอร์ไพรซ์งานแต่งงานของคู่รักชาวออสเตรเลียน มีเรื่องเล่าว่า คู่รักคู่หนึ่งโทรไปที่สถานีวิทยุ เล่าว่า พวกเขาไม่มีเงินจะจัดงานแต่งงาน ทางสถานีก็เลยจัดแจงขอสปอนเซอร์และจัดงานแต่งงานให้ เอาเข้าจริง เพียงเท่านั้นทั้งสองคนก็ดีใจมากแล้ว 

แต่ที่น่าปลาบปลื้มมากกว่าการได้จัดงานแต่งงานก็คือ ทางสถานีวิทยุได้ติดต่อให้เอ็ด ชีแรน ซึ่งในขณะนั้นกำลังทัวร์คอนเสิร์ตที่ออสเตรเลีย มาร้องเพลง Thinking Out Loud ให้กับทั้งสองคนเพื่อเต้นรำเป็นเพลงแรกของการเริ่มต้นชีวิตคู่อีกด้วย นี่คงเป็นโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ของคู่รักสองคนนี้ที่มีศิลปินระดับโลกเข้ามาร่วมเฟรมอยู่ในวันที่ดีที่สุดของพวกเขา

และคนที่มีอิทธิพลหล่อหลอมเขาให้เป็นเช่นวันนี้ก็คือ คุณพ่อ เอ็ดได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างมาจากคุณพ่อของเขา “พ่อเป็นฮีโรของผม ผมอาจจะมีฮีโรทางด้านดนตรีหลายคน แต่ศิลปินเกือบทุกคนที่ผมรู้จักก็มาจากคุณพ่อของผม พ่อพาผมไปซื้อซีดีเพลง พาผมไปดูคอนเสิร์ต” ชายหนุ่มส่วนใหญ่อาจจะชอบใช้เวลาอยู่กับเพื่อนหรืออยู่กับคนรัก แต่เอ็ดชอบใช้เวลาอยู่กับพ่อของเขา “คุณพ่อของผมชอบวิสกี เราก็เลยจะนั่งคุยโดยมีขวดวิสกีวางอยู่ข้าง ๆ แล้วเราก็คุยกันทีหลาย ๆ ชั่วโมงเลย หรือบางทีเราก็ขับรถไปไกล ๆ ไปไหนมาไหนด้วยกัน” 

นอกจากเอ็ดจะชอบใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อของเขาแล้ว เขายังเล่าว่า เขาได้เรียนรู้บทเรียนหลายอย่างในชีวิตจากพ่อ ทั้งเรื่องชีวิตและเรื่องความรัก “พ่อผมมาจากครอบครัวไอริชที่เคร่งคาทอลิกมาก และเป็นครอบครัวในแบบที่ยึดถือว่าครอบครัวต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ผมกับพี่ชายรับอิทธิพลตรงนี้มาเยอะและพ่อของผมก็เจอผู้หญิงที่เพอร์เฟ็กต์สำหรับเขาแล้วนั่นคือแม่ของผม เขาสองคนอยู่ด้วยกันมาสามสิบกว่าปีแล้ว” 

และในวันนี้ เอ็ดก็คงได้เจอกับผู้หญิงที่เพอร์เฟ็กต์และพอดีสำหรับเขาเหมือนกับที่พ่อของได้เจอกับแม่แล้ว นั่นคือ เชอร์รี

แม้ว่าในข้างต้นเพลง Thinking Out Loud ไม่ได้ถูกแต่งมาจากคนรักในปัจจุบัน ซึ่งเป็นธรรมดาโลกที่อะไรก็เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่แก่นสำคัญก็คือ “ความรัก” มันไม่เคยหายไปไหน เพียงแต่มันบ่มฟักอยู่กับแต่ละคน รอมันจนถึงเวลาและสถานที่ที่ ‘ใช่’ เท่านั้น

และเมื่อถึงเวลานั้น คนสองคนที่คิดว่า ‘ใช่’ จะไปยืนคู่กันตรงนั้นในงานแต่งงาน อาจจะพร้อมกับเสียงเพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยตัวโน้ตสีชมพู…

“I’m thinking out loud

Maybe we found love right where we are.” 

“ผมได้แต่คิดออกมาดัง ๆ 

บางทีพวกเราอาจจะได้พบรักที่ใช่อยู่ตรงนี้แล้ว”

 

ที่มา:

https://www.huffpost.com/entry/most-popular-wedding-songs

https://www.telegraph.co.uk/music/artists/ed-sheerans-tattoos-stories-behind/left-arm0/

https://www.biography.com/musician/ed-sheeran

https://www.bigtop40.com/features/wembley-stadium-sold-out-concerts/

https://www.bustle.com/articles/43115-who-is-thinking-out-loud-about-ed-sheerans-new-video-will-make-anyone-melt-video

https://www.dailymotion.com/video/x230qpt

https://www.atlanticrecords.com/artists

https://www.huffpost.com/entry/ed-sheeran-surprises-fan-edmonton-duet_n_7590730

https://www.huffpost.com/entry/ed-sheeran-wedding_n_6950810

http://abcnewsradioonline.com/music-news/2015/6/21/why-ed-sheerans-father-is-his-hero.html

https://www.mirror.co.uk/3am/celebrity-news/ed-sheeran-one-day-sleeping-5026384


อดีตเคยเป็นนักแต่งเพลง เลยอยากเขียนที่มาเบื้องหลังของเพลงดัง และคนในวงการ pop culture ในมุมอื่น ๆ

Related

ไมเคิล บูเบลย์ จากอดีตลูกชาวประมงจับปลา, นักร้องงานแต่ง สู่การเป็นเงาเสียงซินาทรา ที่เพราะตื๊อจนได้ดี

รูพอล “ขุ่นแม่” แห่งแดรกควีน ผู้ยกวงการแดรกจากใต้ดินสู่บนดิน

ตอนสุดท้ายโนบิตะไม่ได้ป่วยหนัก ไขปริศนาตอนจบโดราเอมอน ที่จริงจบ 3 แบบ(?)

จอห์นนี เดปป์ ผู้ชายพันหน้า กับบทบาทโลกไม่ลืม

กอลลัม ตัวละครที่คนทั้งรักทั้งเกลียด แห่ง The Lord of the Rings

รหัสลับเด็กข้างบ้าน: ต่อให้ผ่านไป 100 ปีก็อย่าโตเป็นผู้ใหญ่ จงถนอม ‘ความเป็นเด็ก’ ไว้ในหัวใจตลอดกาล

จอห์น เดนเวอร์ ร้องเพลง ‘Take Me Home, Country Roads’ จนกลายเป็นเพลงประจำเวสต์ เวอร์จิเนีย

เช่ The Richman Toy จากนักดนตรีประกวดสู่การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ทำให้รู้ว่า “โอกาส” มีความหมาย