Post on 27/12/2019

เอ็ด วูดเวิร์ด ซีอีโอแมนฯยูฯ อดีตนักบัญชี ชายผู้ที่แฟนบอลเรียก “ลอร์ดเอ็ด” กับชีวิตที่ตัวเลขพาไปเจอกับฟุตบอล

       ณ ห้องประชุมบอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ออฟฟิศในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ไม่ไกลนักจากพระราชวังบัคกิ้งแฮม มันเป็นสถานที่ที่ซีอีโอของทีมใช้ประชุมและตัดสินใจวาระต่าง ของสโมสร หากมองเข้าไปในห้องดังกล่าว คุณจะพบกระดานไม้โอ๊กแผ่นใหญ่ที่เต็มไปด้วยตัวอักษรสีทอง พร้อมกับข้อความที่แสดงจำนวนแชมป์และความยอดเยี่ยมของสโมสรแห่งนี้

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ห้องแห่งนี้คงอบอวลไปด้วยความสุขจากชัยชนะ แต่ปัจจุบันมันหลงเหลือเพียงความล้มเหลว มิหนำซ้ำบางวันมันก็มักจะเป็นสถานที่ให้แฟนบอลได้มาระบายความโกรธ (ประท้วง) กลิ่นอายเดิม ที่สาวกแมนคูเนี่ยนเคยสัมผัสได้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่การก้าวเข้ามาของชายที่ชื่อ เอ็ด วูดเวิร์ด (Ed Woodward)

เอ็ด วูดเวิร์ด ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูคุ้นตาใครหลายคน แต่สำหรับแฟนฟุตบอล โดยเฉพาะยอดทีมจากพรีเมียร์ลีกอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชื่อนี้น่าจะสร้างความรู้สึกหงุดหงิดและตะขิดตะขวงในใจของพวกเขาอย่างมาก

แล้วเขาเป็นใคร? เอ็ด วูดเวิร์ด คือรองประธานฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการของทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเรียกสั้น ว่าซีอีโออำนาจการตัดสินใจของชายคนนี้ มีไม่มากเท่าไหร่นัก แค่รองจากตระกูลเกลเซอร์เจ้าของทีมชาวอเมริกันเท่านั้นเอง  เรียกได้ว่าเขาคือคนที่ตระกูลเกลเซอร์ไว้วางใจให้เข้ามาดูแลทีมมูลค่ากว่าแสนล้านบาทของพวกเขา

       วูดเวิร์ดไม่ใช่อดีตนักฟุตบอลหรือนักบริหารทีมฟุตบอล เส้นทางของเขาในรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด ต่างกับเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดบรมกุนซือราวฟ้ากับเหว เซอร์อเล็กซ์อาจจะสร้างมรดกของตัวเองมาจากลูกฟุตบอล แต่สำหรับวูดเวิร์ด ทั้งหมดเริ่มมาจากตัวเลขและเงิน

วูดเวิร์ดเกิดและโตที่เชล์มสฟอร์ด เมืองทางตะวันออกของอังกฤษ ก่อนหน้านี้ครอบครัวของเขาเป็นคนเมืองเบลเปอร์ ในย่านดาร์บี้เชียร์ ก่อนที่ต่อมาพ่อของเขาจะพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เชล์มสฟอร์ด หลังตัวเองได้งานที่โรงงานฟอร์ด วูดเวิร์ดโตมาพร้อมกับคติประจำใจที่คำนึงถึงการทำงานหนักเสมอ เขาได้รับทุนเรียนต่อที่เบรนท์วูดในช่วงไฮสคูล เพื่อนสนิทของวูดเวิร์ดที่นั่นให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตในวัยเด็กของซีอีโอทีมปีศาจแดงคนนี้ว่าเขา (วูดเวิร์ด) เป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นคนที่รักกีฬาแทบจะทุกชนิดทั้งรักบี้หรือฟุตบอล เขาเป็นคนมีไหวพริบเฉียบแหลม และมักจะทำงานหนักมากแต่มีความยืดหยุ่นสูง เขาเป็นหนึ่งในคนที่ชอบการแข่งขัน นั่นแหละคือตัวเขา

ในปี 1993 หลังวูดเวิร์ดจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบริสตอล ในสาขาฟิสิกส์ เขาได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านภาษีให้กับหนึ่งในสี่บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส ก่อนจะมาได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชีในปี 1996 ชีวิตของวูดเวิร์ดเข้ามาเกี่ยวกับตัวเลขมากขึ้น และสุดท้ายมาลงเอยกับบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง เจ.พี. มอร์แกน ซึ่งที่นั่นตัวเลขก็ได้พาเขาไปเจอกับฟุตบอล

หลังทำงานเป็นนักลงทุนรวมถึงที่ปรึกษาทางการเงินระดับซีเนียร์อยู่หลายปี ท้ายที่สุดโชคชะตาฟ้าลิขิตให้วูดเวิร์ดได้พบกับตระกูลเกลเซอร์ เจ้าของทีมเอ็นเอฟแอล อย่างเทมป้าเบย์ บัคคาเนียร์ส นำโดย มัลคอล์ม เกลเซอร์ นักธุรกิจชื่อดังผู้ล่วงลับ และลูกอีกสองคนคือ โจเอล และ อัฟราม ย้อนกลับไปตอนนั้นตระกูลเกลเซอร์ต้องการจะลงทุนซื้อทีมฟุตบอลในยุโรป ซึ่งวูดเวิร์ดในฐานะที่ปรึกษาด้านการลงทุนก็ได้ชี้โพรงให้กระรอกโดยให้คำแนะนำสามพ่อลูกเกลเซอร์ว่าทำไมคุณไม่ซื้อทีมอย่างยูไนเต็ดล่ะ

จากเสียงลมเป่าหูของวูดเวิร์ด กลายเป็นแรงผลักดันให้เกลเซอร์ยอมแคะกระปุกเงินตัวเอง บวกกับไปกู้เงินธนาคาร รวมจำนวนเงินกว่า 790 ล้านปอนด์ เพื่อมาซื้อยูไนเด็ดในปี 2005 ก่อนที่ตระกูลเกลเซอร์จะเข้ามารวบกิจการทั้งหมดของทีม ภายใต้ทีมงานบริหารใหม่ของพวกเขา นำโดยวูดเวิร์ดนั่นเอง

วูดเวิร์ดเข้ามาสู่สโมสรอย่างเป็นทางการในปี 2005 ก่อนจะมีส่วนสำคัญในการแก้ไขและจัดการกับโครงสร้างด้านธุรกิจของสโมสร อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินอีกด้วย ต่อมาในปี 2007 วูดเวิร์ดได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในฐานะผู้หาตังค์เข้าสโมสร เขาหันมาดูแลด้านการค้า และสื่อต่าง รวมถึงพัฒนาแผนการตลาดของสโมสร โดยเฉพาะการหาสปอนเซอร์เข้าทีม

วูดเวิร์ดและอัฟราม เกลเซอร์

       ในวัย 34 ปี วูดเวิร์ดนำพาเศรษฐกิจของทีมโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้สนับสนุนทั้งเบอร์เล็กเบอร์ใหญ่ต่างพากันตบเท้าเข้ามาเติมเงินให้กับยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์อย่างไม่ขาดสาย มีการบันทึกว่าในปี 2005 รายได้จากการตลาดของสโมสรมีมูลค่าเพียง 48.7 ล้านปอนด์ แต่ในปี 2012 หลังวูดเวิร์ดเข้ามาดูแลส่วนนี้ ทีมได้รับรายได้เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 117.6 ล้านปอนด์ แน่นอนนี่คือหนึ่งในทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่เคยครองแชมป์ทีมกีฬาที่มีมูลค่าสูงสุดหลายสมัย ไม่แปลกที่จะมีลูกค้าเข้ามาสนับสนุนมากมาย

แต่นอกจากแบรนดิ้งอันแข็งแกร่งที่ยูไนเต็ดมี ตัววูดเวิร์ดและมือขวาของเขาอย่าง ริชาร์ด อาร์โนลด์ (ผู้อำนวยการด้านการจัดการ) ก็สมควรได้รับเครดิตในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะถ้าหากไร้กลยุทธ์ในการหาเงินของพวกเขา เราคงไม่ได้เห็นดีลสถิติโลกที่เชฟโรเล็ตหรืออาดิดาสบ้าเลือดยอมจ่ายเงินให้ยูไนเต็ดรวมกันคิดเป็นเงินไทยแล้วก็ตกปีละ 5 พันล้านบาทแน่นอน

จะเห็นได้ว่างานของวูดเวิร์ดในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด หาใช่เรื่องที่เกี่ยวกับฟุตบอลไม่ ปัญหาภายในทีมตอนนั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เวย์น รูนีย์ จะงอแงใส่เซอร์อเล็กซ์ หรือ คริสเตียโน โรนัลโด้ อยากย้ายทีม เรียกได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่แคร์ริงตัน (สนามซ้อมของยูไนเต็ด) แทบจะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเขาเลย แต่แล้วในปี 2012 เซอร์อเล็กซ์ตัดสินใจปลดเกษียณตัวเองจากวงการฟุตบอล หลังจากนั้นคุณภาพของทีมปีศาจแดงก็ตกต่ำลงเรื่อย ซึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่วูดเวิร์ดได้ขึ้นมาเป็นซีอีโอของทีมแทน เดวิด กิลล์ ที่ตัดสินใจลงจากตำแหน่งพร้อมกับเซอร์อเล็กซ์ ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ทำให้วูดเวิร์ดต้องเข้ามาบริหารงานของสโมสรในภาพรวมมากขึ้น มันเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่สามารถละเลยผลงานที่เกิดขึ้นในสนามเหมือนในอดีตได้อีกต่อไปแล้ว

ในฤดูกาล 2013-2014 ฝีเท้าของนักเตะหลายคนที่เคยเป็นดั่งสมบัติจากยุคเซอร์อเล็กซ์ เริ่มค่อย โรยราลง ทำให้ทีมต้องมองหานักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพในตลาดซื้อขายช่วงหน้าร้อน และเดือนมกราคม นั่นคือช่วงเวลาที่วูดเวิร์ดและทีมงานของเขาจะต้องแสดงฝีมือให้เห็นถึงทักษะในการไปตบตีแย่งชิงนักเตะกับทีมอื่น

ปีนั้น เดวิด มอยส์ ในฐานะผู้จัดการทีม ได้ทำการชี้นิ้วจิ้มชื่อของนักเตะที่เขาต้องการ รายชื่อดังกล่าวมีทั้งกองกลางอย่าง ธิอาโก้ อัลคันทารา, โทนี โครส, เชส ฟาเบรกาส, อันเดร์ เอร์เรรา รวมถึงยอดปีกอย่าง แกเร็ธ เบล ทั้งหมดคือชื่อที่วูดเวิร์ดต้องออกไปล่าลายเซ็นของพวกเขากลับมา แม้การเจรจาในตลาดนักเตะจะเป็นเรื่องยากเสมอ แต่สำหรับทีมอย่างยูไนเต็ด อย่างน้อยต้องมีสักคนที่คุณจะได้จากรายชื่อนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าในหน้าร้อนนั้น วูดเวิร์ดไม่สามารถจับใครมาเซ็นสัญญาได้เลย นักเตะคนเดียวที่ยูไนเต็ดได้จากตลาดนั้นคืออดีตเด็กในคาถาของมอยส์ อย่าง มารูยาน เฟลไลนี ที่โดนเอฟเวอร์ตันโก่งค่าตัวขึ้นไปสูงกว่า 29 ล้านปอนด์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีอ็อปชั่นซื้อขาดที่ถูกกว่านั้นมาก

ผมไม่รู้ว่าจริง คุณเป็นอัจฉริยะหรือเป็นพวกโง่เขลากันแน่นี่คือสิ่งที่มอยส์พูดกับวูดเวิร์ด หลังไม่สบอารมณ์ที่ทีมพลาดนักเตะทุกคนที่เขาต้องการ แม้จะได้ ฆวน มาต้า แก้เขินมาจากเชลซีแบบสุดแพง (37 ล้านปอนด์) แต่ย้อนกลับไปตอนนั้นมีแฟนบอลจำนวนมากไม่พอใจการบริหารงานของวูดเวิร์ด หลายคนมองว่าเขามือไม่ถึงพอที่จะทำอะไรแบบนี้ บวกกับผลงานในสนามภายใต้การคุมทีมของมอยส์ที่ทำทีมหมดคราบแชมป์เก่า จนสุดท้ายกุนซือชาวสกอตต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้ไป แน่นอนในสายตาแฟนบอล วูดเวิร์ดกลายเป็นแพะของสถานการณ์นี้ หลายคนถึงขั้นด่าเขาว่าเอ็ดเข้

แต่ในตลาดปีต่อมา วูดเวิร์ดลบคำครหาจากชายที่เคยโดนก่นด่าว่าไม่เป็นงานเปลี่ยนสภาพมาเป็น ลอร์ดเอ็ด ของแฟน ในทันทีหลังโชว์ความรวย เริ่มต้นด้วยการดึงหลุยส์ ฟาน กัล ที่เพิ่งจะพาฮอลแลนด์ได้ที่สามในฟุตบอลโลกที่บราซิล เข้ามาคุมทีม ก่อนจะอนุมัติรายชื่อที่กุนซือชาวดัตช์ต้องการ (เกือบทั้งหมด) เขาเซ็นนักเตะระดับบิ๊กเนมเข้าสู่ทีมหลายคน เช่น ราดาเมล ฟัลเกา (ยืมตัว), ลุค ชอว์, มาร์กอส โรโฆ, อังเคล ดิ มาเรีย ฯลฯ พร้อมกับความหวังที่จะพายูไนเต็ดกลับมาเป็นแชมป์อีกครั้ง เบ็ดเสร็จ วูดเวิร์ดถลุงเงินไปมหาศาลกว่า 170 ล้านปอนด์

แม้จะลงทุนซื้อนักเตะมาก แต่ผลงานของทีมก็ยังคงย่ำแย่ ภายใต้การคุมของฟาน กัล แม้จะได้แชมป์เอฟเอ คัพ มาปลอบใจ แต่นั่นก็ไม่พอให้ยื้อชีวิตในถิ่นปีศาจแดงของกุนซือฉายาจอมจด ท้ายที่สุดเขาก็ต้องถูกแทนที่โดยกุนซือ “The Special One” อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่

วูดเวิร์ดกับมูรินโญ่

       วูดเวิร์ดตัดสินใจลงทุนมูลค่าสูงอีกครั้งในยุคของมูรินโญ่ ตลอดสามฤดูกาล ห้าตลาดซื้อขายนักเตะ ซีอีโอหนุ่มหยอดเงินให้กับมูรินโญ่ตลาดละเกือบ 200 ล้านปอนด์ ทำให้ทีมได้นักเตะระดับท็อปอย่าง ปอล ป็อกบา, โรเมลู ลูกากู, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช รวมถึง อเล็กซิส ซานเชส เข้ามาสู่ทีมยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของมูรินโญ่ ทำผลงานได้ดีที่สุดคือการจบอันดับสองของลีก และได้แชมป์ยูโรป้าลีก พร้อมกับการออกสตาร์ทฤดูกาล 2018-2019 ด้วยฟอร์มที่ย่ำแย่ จนท้ายที่สุดกุนซือชาวโปรตุกีสก็ต้องโดนยกเลิกสัญญาไป

ท้ายที่สุด วูดเวิร์ดรับรู้ได้ว่าการใช้เงินแก้ปัญหาอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ใช่เสมอไป สุดท้ายเขาจึงไปดึง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อดีตตำนานของทีมเข้ามาคุมทีม แม้ผลงานในช่วงแรกจะออกมาดูหรูหรา แต่ทีมปีศาจแดงภายใต้การคุมทีมของโซลชาก็โชว์ฟอร์มแบบสามวันดีสี่วันไข้ เก่งกับทีมใหญ่ กากกับทีมเล็ก พร้อมกับคำถามที่ว่าโซลชาฝีมือไม่ถึงขั้นซึ่งหลายคนก็มองว่าเหตุผลที่โซลชายังได้คุมทีม เพราะเขาโดนจูงจมูกง่ายกว่ากุนซือคนอื่นที่ผ่านมา

จริงอยู่ที่วูดเวิร์ดเป็นผู้สนับสนุนที่ดีให้กับผู้จัดการทีม เราได้เห็นการแสดงถึงความป๋าของเขาหลายครั้งในการทุ่มซื้อนักเตะตามใบสั่งต่าง แม้ฟอร์มการเล่นในสนามจะมาจากการดูแลของผู้จัดการทีม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัววูดเวิร์ดไม่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวที่ผ่านมาของทีม

กลับมาที่เบื้องหลังการเจรจาซื้อนักเตะ หนึ่งในทีมงานคนสำคัญของวูดเวิร์ด คือ แมตต์ จัดด์ ชายผู้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายเจรจา อดีตศิษย์เก่ามหาลัยบริสตอลที่เดียวกับวู้ดเวิร์ด แถมยังเคยเป็นนักการเงินเหมือนกันอีกด้วย จัดด์คือคนที่ต้องเข้าไปเจรจาซื้อนักเตะจากทุกความเป็นไปได้ ทั้งการสะกิดเอเยนต์ หรือเข้าไปคุยกับสโมสรต้นสังกัดของนักเตะ ซึ่งทุกครั้งเขาก็มักจะเสียเหลี่ยมหรือไม่ค่อยจะรู้ทันสโมสรอื่นเสมอ กลับกลายเป็นว่าเวลาที่เราได้เห็นยูไนเต็ดลงสู่ตลาดเมื่อไหร่ สุดท้ายพวกเขาก็มักจะโดนโก่งค่าตัวเกินจริงทุกครั้งไป

ผมไม่ได้นักเตะที่ตัวเองต้องการตลอดเวลาหรอกนะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวูดเวิร์ดและจัดด์ นี่คือสิ่งที่ ฟาน กัล เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเบื้องหลังการซื้อขายนักเตะของทีม หลักฐานชิ้นสำคัญของเรื่องนี้คือในฤดูกาล 2018-2019 มูรินโญ่ต้องการเสริมแนวรับด้วยการซื้อ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ หรือ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรล เข้ามาสู่ทีม ซึ่งสุดท้าย วูดเวิร์ดและจัดด์ก็ไม่ได้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย เขาให้ความเห็นกับกุนซือชาวโปรตุกีสว่าคนแรกแพงเกิน ส่วนอีกคนแพงไปสำหรับคนที่ใกล้หมดสัญญา

แมตต์ จัดด์ (ด้านซ้าย)

       สุดท้ายในปีต่อมาพวกเขาต้องจ่ายค่าตัว แฮร์รี่ แม็คไกวร์ สูงถึง 80 ล้านปอนด์ ทั้ง ที่เลสเตอร์ได้มาแค่ 17 ล้านปอนด์ อีกทั้งการให้ค่าเหนื่อย อเล็กซิส ซานเชส เกินเบอร์ระดับสัปดาห์ละ 560,000 ปอนด์ เมื่อเทียบกับฟอร์มการเล่น ก็เป็นสิ่งที่แฟนบอลต่างรับไม่ได้ หรืออย่างกรณีการหยุดเจรจาซื้อตัว ทาคุมิ มินามิโนะ แนวรุกเลือดซามูไรตัวใหม่ของลิเวอร์พูล คือตัวอย่างความไม่ทันเกมทีมอื่นของวูดเวิร์ด ซึ่งกรณีนี้เขาและทีมงานมารู้ทีหลังว่านักเตะมีค่าฉีกสัญญาแค่ 7.25 ล้านปอนด์ หลังจากที่ดีลเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดคือตัวอย่างที่แสดงถึงความไม่เข้าใจเหลี่ยมฟุตบอลของวูดเวิร์ดและจัดด์ โดยเจ้าตัวออกมาตอบกลับพวกที่วิจารณ์ว่า

เล่ากันไปต่าง นานาว่าเรามีคนที่ไม่รู้เรื่องฟุตบอลให้เข้ามามีสิทธิ์ในการตัดสินใจ ผมว่ามันเป็นการกล่าวหาที่เกินเลยไปสำหรับผู้ที่อุทิศตนด้านฟุตบอลให้กับสโมสรนี้ หลายคนมีประสบการณ์ด้านฟุตบอลและทำงานให้กับทีมชุดใหญ่ของเรามากกว่า 10 ปีด้วยซ้ำ

เรามีทีมงานด้านฟุตบอลที่ทำงานด้านซื้อขายนักเตะ ที่ทำงานกับสโมสรมามากกว่า 25 ปี และเราพัฒนาส่วนงานนี้มาตลอด และมีความเชื่อว่ามันต้องดีขึ้น หน่วยงานนี้ทำงานร่วมกันกับทีมสตาฟฟ์โค้ชและทีมงานในการแนะนำและเลือกนักเตะ ทั้งหมดมันไม่ใช่แค่การตัดสินใจของผู้จัดการอาวุโสเท่านั้น

ทั้งหมดเหมือนเป็นตัวอย่างความไม่เข้าท่าของทีมปีศาจแดง ที่กลายเป็นปัญหาเรื้อรังสะสมมานานภายใต้ยุคสมัยของวูดเวิร์ด ก่อนหน้านี้มูรินโญ่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังถูกปลดจากตำแหน่งว่าปัญหาที่แท้จริงของสโมสรยังคงอยู่ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการโจมตีวูดเวิร์ดกับการบริหารงานของเขาทางอ้อม แต่สำหรับกรณี ฟาน กัล เขาเลือกที่จะยุติความกำกวมในบทสัมภาษณ์ของมูรินโญ่ ด้วยการออกมาโจมตีวูดเวิร์ดว่าเป็นพวกไม่รู้เรื่องฟุตบอลเลยสักนิด และเป็นสาเหตุที่แท้จริงของความตกต่ำของทีม

สมัยที่ผมคุมบาเยิร์น มิวนิค ที่นั่นจะมีคนที่ดูแลด้านกีฬาที่เขาโตมาพร้อมกับฟุตบอล แต่ที่ ยูไนเต็ด เอ็ด วูดเวิร์ด ในฐานะซีอีโอ เขาเป็นคนที่มีความรู้เรื่องฟุตบอลเป็นศูนย์ นั่นเพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะเขาเคยเป็นนายธนาคารกับนักลงทุนมาก่อนไง นั่นทำให้ทีมถูกขับเคลื่อนด้วยด้านธุรกิจอย่างเดียว

แม้ผลงานของทีมรวมถึงแผนการบริหารที่ล้มเหลว ถึงขั้นต้องสังเวยแพะรับบาปเป็นผู้จัดการทีมไปหลายคน แต่ตำแหน่งของวูดเวิร์ดก็ยังมั่นคงเสมอ เพราะอะไรกัน… ? คำตอบเดียวที่จะสามารถตอบคำถามนี้ได้ก็คือ เพราะเขาเป็นคนของเกลเซอร์

         ตระกูลเกลเซอร์เข้ามาซื้อยูไนเต็ดเพราะเรื่องธุรกิจล้วน พวกเขาเป็นนักธุรกิจมากกว่าจะเป็นแฟนบอลของทีม และต่อให้เป็นตายร้ายดีอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีทางปลดวูดเวิร์ดแน่นอน เพราะพวกเขามองว่าชายคนนี้หาเงินเก่ง! แถมตัววูดเวิร์ดก็ไม่เคยคิดลาออกอีกด้วย! แหม เหมือนใครแถวนี้คุ้น ซึ่งตราบใดที่ทีมยังคงสภาพเช่นนี้นั่นหมายความว่า พวกเขายังคงสนใจธุรกิจมากกว่าเรื่องของฟุตบอลอยู่ดี

ก่อนหน้านี้ วูดเวิร์ดเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนพอใจกับผลประกอบการของทีมที่ได้กำไรอื้อซ่าจากค่าสปอนเซอร์ แม้ทีมจะมีฟอร์มที่ไม่ดีในสนาม แต่นอกสนามเขาและทีมงานก็ยังคงหาเงินเข้าสู่ทีมได้แบบไม่ขาดสาย วูดเวิร์ดมองว่า ทั้งหมดบ่งชี้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องพึ่งผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว

คุณภาพของทีมรวมถึงฟอร์มการเล่นในสนาม ไม่ได้มีผลกระทบสำคัญกับธุรกิจด้านการตลาดที่เราสามารถทำได้ในนอกสนาม

ทุกวันนี้ วูดเวิร์ดคือตัวอย่างของคนที่ไม่เข้าใจฟุตบอล และต้องมาบริหารงานฟุตบอล แม้เขาจะปรับตัวเข้าหามัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าทั้งหมดมีแต่เจ๊งกับเจ๊งกลับกัน ตัววูดเวิร์ดก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นเช่นกันว่าเขาเจ๋งด้านการเงินขนาดไหน

ท้ายที่สุด มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ยูไนเต็ดจะหาคนที่เข้าใจโลกของฟุตบอลมารับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอล แทนสิ่งที่วูดเวิร์ดแบกไว้ที่บ่า รวมถึงการหากุนซือที่ใช่สำหรับทีม เพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาคงต้องจมปลักกับความล้มเหลวแบบนี้ตลอดไป ตัวอย่างก็มีให้เห็นกับทีมคู่ปรับเมืองข้าง ย่านเมอร์ซี่ไซด์ ที่ต้องรอแชมป์ลีกเกือบสามทศวรรษทีเดียว

ผมคือคนที่ใช่สำหรับงานนี้ ผมเข้าใจคำวิจารณ์ต่าง มันเป็นส่วนหนึ่งของงานผม แม้ตัวผมจะเป็นเพื่อนกับบรรดานักเตะไม่ได้ เพราะอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ แต่พวกเราจะทำทุกอย่าง เพื่อที่จะได้กลับไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง การที่เราได้อันดับที่สองแปลว่าเรายังทำไม่สำเร็จ เพราะความสำเร็จคือการที่เราต้องคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้เท่านั้น

 

ที่มา: https://www.bbc.com/sport/football/21532300

https://theathletic.co.uk/1282731/2019/10/11/1282731/

https://www.ns-businesshub.com/business/ed-woodward-the-businessman-manchester-united/


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

ฟลอเรนติโน เปเรซ: ประธาน ‘เรอัล มาดริด’ กับปรัชญา ‘กาลาคติกอส’ สู่ความท้าทายใหม่ใน ‘ซูเปอร์ลีก’

เมื่อการประชุม จี-8 ต้องหยุด เพราะอังเกลา แมร์เคิล อยากดูบอลแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง

ไซออน คลาร์ก: ชีวิตไร้ขีดจำกัดของนักมวยปล้ำที่มีร่างกายเพียงครึ่ง

ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี เจ้าหงอกจอมทรนง

เคธี เองเกิลเบิร์ต ซีอีโอบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ สู่ผู้บริหารสูงสุดลีกบาสเกตบอลหญิง WNBA

ลอเรล ฮับบาร์ด: จากดาวรุ่งหมดไฟ สู่นักกีฬาข้ามเพศผู้เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ให้โอลิมปิก

แมทตี้ ลองสตาฟฟ์ นักเตะดาวรุ่งนิวคาสเซิล กับฝันที่เป็นจริงในฐานะ “ทูนอาร์มี” 

อดัม จอห์นสัน นักฟุตบอลที่อาชีพพัง เพราะล่วงละเมิดทางเพศแฟนบอลหญิงอายุ 14