Post on 19/10/2020

“ฉันเอะดะจิมะ เฮฮะจิ ผู้อำนวยการโรงเรียนลูกผู้ชาย”-ผู้ตกจากอวกาศแล้วไม่ตาย

“พวกแกต้องตาย ตายเพื่อแผ่นดินแม่ของเรา!”

ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นกำลังตะลึงกับภาพวิดีโอที่ครูฝึกสุดเหี้ยมกำลังสอนให้ลูกทีมใช้ดาบปลายปืนเพื่อแทงคอศัตรูหมายสังหารในดาบเดียว พลางรำลึกถึงสมัยญี่ปุ่นเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง และเปรยออกมาว่า “สมัยสงคราม ผมก็เคยฝึกมา เป็นสมัยที่เลวร้ายที่สุด ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีอิสระ ทุกคนต้องตายเพื่อชาติ เด็กหนุ่มทุกคนถูกฝึกเพื่อไปตายในสนามรบ” (จากคำแปลของ Siam Inter Comics) แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนช็อกกว่านั้นก็คือ ภาพวิดีโอดังกล่าวไม่ใช่การฝึกสมัยสงครามโลกครั้งที่สองแต่อย่างใด แต่เป็นภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นปัจจุบัน

โรงเรียนดังกล่าวคือ ‘โรงเรียนลูกผู้ชาย (男塾)’ ซึ่งมาจากการ์ตูนเรื่อง ซะคิงะเคะ โอะโตะโกะจุกุ (魁!!男塾) ซึ่งในเมืองไทยมีหลายชื่อไทยมาก เช่น โรงเรียนนายร้อยเดนตาย, ขุนพลประจัญบาน, โรงเรียนลูกผู้ชาย, และ สำนักบุรุษเหล็ก แต่คำแปลว่า ‘โรงเรียนลูกผู้ชาย’ ตรงกับชื่อภาษาญี่ปุ่นที่สุด การ์ตูนเรื่องนี้ตีพิมพ์ใน Weekly Jump (週刊少年ジャンプ) ของญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี ค. ศ. 1985-1991 เป็นการ์ตูนในดวงใจของผู้ชายหลายคนในยุคนั้น

โรงเรียนนี้ไม่ได้เป็นระบบโรงเรียนปกติแบบ กักโค (学校) แต่ใช้คำว่า จุกุ (塾) ที่หมายถึงระบบการศึกษาพิเศษแบบกวดวิชา หรือ ติวเข้ม แต่ที่นี่ใช้คำว่า จุกุ ในความหมายของโรงเรียนดัดสันดานมากกว่า โรงเรียนนี้เน้นรับแต่นักเรียนเหลือขอ, นักเรียนเลว, นักเรียนสุดชั่วร้ายที่ทั่วญี่ปุ่นไม่มีโรงเรียนไหนรับเข้าเรียนแล้ว ที่นี่จะนำนักเรียนเลวเหล่านั้นมาฝึกแบบดัดสันดานด้วยระบบของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (ที่โหดกว่าของจริงในประวัติศาสตร์จริง ๆ อีก) เน้นฝึกศิลปะการต่อสู้แบบใช้ในสงคราม เน้นฝึกร่างกายและฝึกจิตใจแบบเหนือมนุษย์ เต็มไปด้วยความโหดร้าย บ้าคลั่ง นักเรียนสามารถตายได้ทุกเมื่อสำหรับการฝึกของโรงเรียนนี้ เช่น การให้ลงไปแช่ในน้ำมันเดือด ๆ, การแกล้งให้กินอาหารที่ไม่ใช่อาหาร, การฝึกต่อสู้โดยไม่มีเครื่องป้องกัน, การให้ฝึกวิ่งเป็นระยะทางไกลมาก และวิ่งเป็นเส้นตรงแบบวิ่งไปต้องถล่มบ้านคนอื่นไปเพื่อวิ่งเป็นเส้นตรง ฯลฯ

ตอนแรก ๆ จะเน้นไปที่การฝึกสุดโหด และมีมุกตลกเป็นระยะ แต่พอเนื้อเรื่องพัฒนาไปมากขึ้นก็เริ่มมีความเครียดมากขึ้นตามไปด้วย มีการประลองยุทธ์ข้ามโรงเรียน ข้ามฝ่าย มีการฆ่ากันอย่างโหดร้ายทารุณ ที่ทำให้นักอ่านติดหนึบและต้องคอยลุ้นทุกตอนว่าตัวละครตัวโปรดจะตายหรือไม่ แต่พอเนื้อเรื่องดำเนินไปอีกก็จะเฉลยว่าไม่มีใครตายอยู่ดี เพราะที่เหมือนจะตายจริง ๆ แล้วก็คือไม่ตาย เพราะความอึดของตัวละคร หรือเพราะความเทพทางการแพทย์ลึกลับของโรงเรียน เป็นต้น

ผู้อำนวยการผู้ก่อตั้งโรงเรียนคือ เอะดะจิมะ เฮฮะจิ เป็นอดีตทหารผ่านศึกที่มียศเป็นนายพลเรือสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เชื่อมั่นในแนวคิดชาตินิยมญี่ปุ่นเก่าสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อต้านตะวันตกทุกรูปแบบ เครื่องนุ่งห่มนักเรียนก็ห้ามใช้แบบตะวันตก แม้แต่เพลงก็ห้ามฟังเพลงตะวันตก ต้องฟังเพลงของกองทัพญี่ปุ่นเท่านั้น

เอะดะจิมะ เฮฮะจิ เป็นคนพูดน้อยต่อยหนัก มีบทพูดน้อยมาก เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะพูดแค่คำว่า “ผมเอะดะจิมะ เฮฮะจิ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนี้” หรือ “ฉันเอะดะจิมะ เฮฮะจิ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนลูกผู้ชาย” พูดอยู่แค่ 2-3 ประโยคนี้ที่ความหมายเหมือนกันหมด แม้แต่ตอนให้โอวาทตอนเช้าก็ยังพูดบทสนทนาเดิม ๆ เป็นคาแรกเตอร์ผู้ชายญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองมาก ที่พูดน้อยเน้นปฏิบัติ (ฆ่าศัตรู) มากกว่า

เอะดะจิมะเชื่อมั่นในการฝึกแบบทารุณของสงครามโลกครั้งที่สองของกองทัพญี่ปุ่น และเชื่อว่าเด็กสมัยนี้มันอ่อนหัดเหลาะแหละ ต้องฝึกด้วยระบบแบบกองทัพญี่ปุ่นโบราณเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นคนดีที่ตายเพื่อชาติได้ และสนับสนุนการฝึกโหดร้ายทุกรูปแบบเพื่อดัดสันดานนักเรียน การฝึกจะไม่เป็นไปตาม Teaching Methodology แบบตะวันตกแต่อย่างใด แต่เน้นกำลังใจหรือ คิไอ (気合) เป็นหลัก ขอแค่มีจิตใจที่เชื่อมั่น มนุษย์จะสามารถทนทานได้ทุกภาวะอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช้เหตุผลโดยสิ้นเชิงในการฝึก เน้นแต่คิไอล้วน ๆ (คือเน้นความบ้าคลั่ง)

ดังนั้น เอะดะจิมะไม่ได้ดีแต่เข้มงวดกับนักเรียน แต่ตัวเองก็มีความสามารถเหนือมนุษย์อย่างที่โม้ไว้จริง ๆ เช่น มีวิชาหัวแข็งโขกหัวศัตรูให้เลือดโชกได้ (ศัตรูเอาหนามแหลมมาใส่หัวโขกแข่งด้วย เอะดะจิมะยังโขกทะลุหนามจนศัตรูหัวเลือดโชกได้), อยู่ในอวกาศก็สามารถใช้แค่ชุดอวกาศฝ่าแรงเสียดสีตอนเข้าชั้นบรรยากาศของโลกได้โดยไม่บาดเจ็บแต่อย่างใด (คนธรรมดาต้องไหม้กลางอากาศ แหลกเป็นฝุ่นไปแล้ว แต่เพราะเขาคือผู้อำนวยการโรงเรียนนี้ ก็เลยรอด!), ตกมหาสมุทรก็ควบคุมโลมามาเป็นพาหนะได้ ฯลฯ โม้ระดับเดียวกับบากิก็ว่าได้ แม้แต่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในเรื่องยังเอ่ยปากชมว่า “ถ้าญี่ปุ่นมีคนอย่างเอะดะจิมะสัก 10 คน ป่านนี้อเมริกาแพ้สงครามโลกครั้งที่สองไปแล้ว”

แต่ไม่ได้แปลว่าเอะดะจิมะไม่รักนักเรียนตัวเองแต่อย่างใด เวลานักเรียนตัวเองถูกศัตรูจับไป เอะดะจิมะก็เอารถถังส่วนตัวที่ตัวเองซ่อนไว้ แล่นไปกระทืบและถล่มตึกของฝ่ายศัตรูแบบไม่แคร์กฎหมายแต่อย่างใด พร้อมทั้งทิ้งทวนสุดเท่ว่า “ฉันเอะดะจิมะ เฮฮะจิ ผู้อำนวยการโรงเรียนลูกผู้ชาย” เวลาประลองฝีมือกับระดับบอส ท่าน ผอ. ก็ออกโรงสู้เองบ้างนาน ๆ ครั้งก็มี และทิ้งทวนด้วยคำพูดเท่ ๆ เหมือนเดิมตลอดทั้งเรื่อง

เรื่องนี้อ่านสนุก แต่อย่าเอาสาระมาก เพราะประวัติศาสตร์สงครามโลกก็ไม่ได้อิงกับความจริงมากนัก วิทยายุทธในเรื่องที่ลงทุนสร้างประวัติศาสตร์วิทยายุทธขึ้นมาก็ไม่ได้มีอยู่จริงในโลกแห่งความจริง เรียกว่าเอาสนุกเป็นหลัก เตะเหตุผลทิ้งน้ำไปเลย เพราะในโลกแห่งความจริง ถ้ามีโรงเรียนที่ใช้กำลังรุนแรงกับนักเรียนขนาดนี้ และมี ผอ. บ้าพลังแบบนี้ ก็ไม่น่าจะมีผู้ปกครองคนไหนเอาลูกไปเข้าเรียนเป็นแน่


วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล

ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมมวลชนญี่ปุ่น ศึกษาภาษาและสังคมญี่ปุ่นมายาวนานมากกว่า 20 ปี ทั้งจากมุมมองของชาวญี่ปุ่นเอง, มุมมองของชาวไทย, และมุมมองของชาวตะวันตก

Related

อุลตร้าแมน ยอดมนุษย์ผู้กำราบปีศาจร้ายในหัวใจเด็กและผู้ใหญ่มาตลอด 5 ทศวรรษ

“มินเนียน” เผ่าพันธุ์สีเหลืองสุดป่วนที่หลายคนหลงรัก

พาทัวร์ teamLab Borderless พิพิธภัณฑ์ที่รวมงานศิลปะกับดิจิทัลเข้าด้วยกัน ที่ไปกี่ครั้งก็ใหม่เสมอ

Aerosmith: ห้าทศวรรษของปู่ทั้งห้า เจ้าของฉายา “เดอะแบดบอยฟรอมบอสตัน”

แซม สมิธ นักร้องดังผู้เคยถูกบูลลี่ข้างถนนว่า “อีตุ๊ด” กับดนตรี และชีวิตที่เคยโดนเกย์ด้วยกันเหยียด

ดาร์ธ เวเดอร์: ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่ตำนานดาวร้ายแห่งจักรวาลอยู่ตลอดไป

La Revolution: ซีรีส์แฟนตาซีที่มีพื้นหลังเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789

เจสซี ไอเซนเบิร์ก หน้าเนิร์ดก็ยอมรับว่าเนิร์ด กับการรับมือโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)