Post on 24/03/2022

Edsy จับมือ TK Park และพันธมิตรภาคการศึกษา ผนึกกำลังจัดงานเสวนาเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต ในงาน “TK Park x Edsy เตรียมพร้อมเด็กไทยในวันที่โลกเปลี่ยน”

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้คนทั้งโลกสามารถเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน  โลกและสังคมในปัจจุบันจึงมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและก้าวกระโดด ส่งผลให้เด็กไทยต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ และการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นในอนาคต ทั้งในด้านการประกอบอาชีพ การเข้าถึงโอกาสต่างๆ รวมถึงการดำรงชีวิตโดยทั่วไป เด็กไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มพูนทักษะที่สำคัญต่างๆ เพื่อที่จะตามโลกได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะแห่งอนาคตอื่นๆ มากมาย

บริษัท เอ็ดดูเคชั่น อีซี่ ไทยแลนด์ จํากัด (“Edsy”) ร่วมกับ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (“TK Park”) และพันธมิตรภาคการศึกษาอื่น ๆ อาทิเช่น โรงเรียนนานาชาติ VERSO และ theAsianparent เล็งเห็นถึงความสำคัญในการวางแผนการศึกษาและพัฒนาทักษะของนักเรียนสำหรับอนาคต ทำให้เกิดเป็นเวทีเสวนาในหัวข้อ “TK Park x Edsy เตรียมพร้อมเด็กไทยในวันที่โลกเปลี่ยน” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองของผู้ปกครอง ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญ ในการเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป ในงานนี้ได้รับความสนใจจากเหล่าผู้ปกครองมาเข้าร่วมเสวนาอย่างคับคั่งทั้งที่สถานที่จัดงาน และการถ่ายทอดสดทางออนไลน์ผ่านเพจ TK Park, Edsyและ theAsianparent ซึ่งภายในงานประกอบด้วย 3 ช่วงหลัก

ช่วงที่ 1 : “เตรียมพร้อมเด็กไทยให้เป็น Global Citizen” 

ร่วมเปิดมุมมองความสำคัญและกุญแจสำคัญในการที่จะเติบโตเป็นพลเมืองโลก หรือ Global Citizen โดย

  • คุณกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และที่ปรึกษาอาวุโสของ Edsy  
  • คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร Toshiba Thailand และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

ดำเนินการเสวนาโดย คุณก้อง อรรฆรัตน์ พิธีกรรายการ อายุน้อยร้อยล้าน

จะเปลี่ยนเด็กไทยให้เป็น Global Citizen ต้องเปลี่ยน Mindset ก่อน

ในการผลักดันให้เด็กไทยเติบโตเป็น Global Citizen หรือพลเมืองโลกได้นั้น คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ ให้ความเห็นว่าสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการเปลี่ยน Mindset ให้พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ  รับรู้ความเป็นไปของเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ซึ่งการเปลี่ยน Mindset นั้นจะทำให้เรากลายเป็นคนที่พร้อมทำความเข้าใจ และยอมรับความแตกต่างที่หลากหลายของคนอื่นได้ พร้อมกันนั้นเองก็ได้ทำให้เราได้รู้จักข้อดีข้อด้อยของตนเองเหมือนได้ทั้งรู้เขาและรู้เรา และนำข้อดีของคนอื่นกลับมาพัฒนาตนเองหรือประเทศของตนได้

ภาษาคือกุญแจสำคัญที่จะพาไปสู่การเรียนรู้ที่กว้างขึ้น

คุณกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า และที่ปรึกษาอาวุโส Edsy กล่าวว่าทักษะทางภาษาเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนต่างพื้นเพกันทำความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างกันได้มากขึ้น ซึ่งการเข้าใจวัฒนธรรมหรือความเป็นตัวตนของคนอื่นนั้น ไม่ได้อาศัยแค่การแปลภาษาโดยใช้เครื่องมือช่วยเหลือ แต่ต้องเรียนรู้ถึงบริบทต่างๆ .ของการใช้ภาษานั้นๆ ซึ่งการรู้ภาษาด้วยตนเองก็มีส่วนให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ได้ลึกซึ้งมากขึ้น โดยคุณกรณ์ได้ย้ำว่า  ภาษาคือโอกาสในการเรียนรู้ หากว่าไม่สามารถเข้าใจหรือศึกษาเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษได้ ก็เท่ากับเป็นการลดโอกาสในการเรียนรู้ลงไป เทียบกับคนที่รู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งจะมีตัวเลือกในการค้นหาและเรียนรู้ที่มากกว่า สามารถเลือกได้ว่าจะสนใจหรือศึกษาสิ่งใด และตามมาด้วยโอกาสอื่นๆ ที่มากกว่า 

ช่วงที่ 2 : “เปิดวิสัยทัศน์การเลี้ยงลูกยุคใหม่” 

ร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ของผู้บริหารในการวางแผนการศึกษาและเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กยุคศตวรรษที่ 21 โดย

  • คุณพรทิพย์ กองชุน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta 
  • ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท LINE ประเทศไทย​ 
  • คุณสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานองค์กรฯ บริษัท Thai Samsung Electronics   

ดําเนินการเสวนาโดย คุณพริษฐ์ เที่ยงธรรม ผู้ร่วมก่อตั้ง Edsy

แม้อนาคตจะคาดเดาไม่ได้แต่สามารถวางแผนได้ด้วยหลัก VUCA World

การเป็นพ่อแม่ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ซึ่งคุณพรทิพย์ กองชุน ประธานเจ้าหน้าที่ผ่านปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta กล่าวว่าเราอยู่ในยุคที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันคลุมเครือ ไม่ชัดเจน แต่ภาพไกลๆ เราพอวางแผนได้ โดยใช้หลักการ VUCA World (V=Volatility ความผันผวน U=Uncertainty ความไม่แน่นอน C=Complexity ความซับซ้อน และ A=Ambiguity ความคลุมเครือ) เป็นสิ่งนำทาง ทำให้การวางแผนอนาคตลูกของเธอนั้น จะไม่ใช่การตีกรอบแบบตายตัว ว่าโตไปลูกควรจะทำอาชีพอะไร แต่จะวางแผนการเรียนรู้การศึกษา ให้ลูกได้มีโอกาสทดลองและเรียนรู้ พัฒนาทักษะต่างๆ ที่จะสอดคล้องกับความต้องการของในอนาคต เพื่อให้ลูกเอาตัวรอดและประสบความสำเร็จได้

ในระยะสั้น คุณพรทิพย์ให้ความสำคัญกับการติดตามดูลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อคอยสังเกตว่าเขาสนใจอยากเรียนรู้เรื่องอะไร อยากไปโรงเรียนแบบไหน อยากทำกิจกรรมอะไร คอยสังเกตและวางแผนเพื่อช่วยวางแผนเพื่อที่จะตอบโจทย์เขา โดยพยายามรักษาความยืดหยุ่นไว้ 

“เทคโนโลยี” ทำให้รูปแบบการเรียนรู้และการวางแผนการเรียนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ด้านดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท LINE ประเทศไทย​ มองว่าการมาถึงของเทคโนโลยีทำให้การเรียนแบบเก่าๆ ที่เน้นการท่องจำไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป หลักสูตรหลายอย่างก็อาจจะล้าสมัยไปในเวลาอันใกล้ ใบปริญญาเองก็เช่นกัน ดังนั้นการวางแผนการศึกษาให้ลูกแบบชัดเจนอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่การช่วยให้ลูกค้นพบความชอบของตนเอง และเสริมสร้างพัฒนาทักษะอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เช่น ทักษะในการคิดวิเคราะห์ ทักษะในการใช้เทคโนโลยีและรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างเหมาะสม รู้แหล่งในการสืบค้นข้อมูลสามารถแยกแยะข้อมูลที่เชื่อถือได้และไม่ได้ รวมถึงทักษะการเอาตัวรอดอื่นๆ เช่น ความสามารถที่จะรู้ว่าอะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็นต่อชีวิต จะได้หาจุดสมดุลในชีวิตได้

เน้นสร้างทักษะจำเป็นสำหรับโลกอนาคต

คุณสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานองค์กรฯ บริษัท Thai Samsung Electronics   

เห็นตรงกันกับวิทยากรท่านอื่นว่า การทำนายอนาคตว่าควรปูทางให้ลูกเรียนอะไร-ทำอาชีพไหนเป็นเรื่องที่ยากและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นเราควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตจะดีกว่า และได้ยกกรณีที่บริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company ได้ศึกษาเรื่องทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต ซึ่งมี4 หัวข้อหลักๆ ได้แก่1) Cognitive skill หรือองค์ความรู้ การคิดวิเคราะห์ 2) Digital skill สำหรับเทคโนโลยี 3) Self-leadership การเป็นผู้นำได้ด้วยตัวเอง และ 4) Interpersonal Skills หรือทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยคุณสิทธิโชคได้ทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ทดลองหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อค้นหาสิ่งที่ถนัด รวมถึงพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เช่น ทักษะการแก้ปัญหาเพื่อเป็น “Serial problem-solver” และทักษะการปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกับผู้อื่น

“ได้ทำในสิ่งที่รัก” คือความหวังสูงสุดของพ่อแม่

มื่อพูดถึงอนาคตของลูกในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้าอยากให้ลูก ๆ กลับมาขอบคุณพ่อแม่เรื่องอะไรบ้าง วิทยากรทั้งสามท่านคาดหวังให้ลูก ๆ มีความกล้าและอิสระในการออกไปเรียนรู้ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้ค้นพบตัวเอง ไม่กลัวความผิดพลาด และพร้อมพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยมีพ่อแม่เป็น safe zone ที่คอยสนับสนุนและผลักดันไปสู่จุดหมายที่ลูกต้องการ

ช่วงที่ 3 : “เตรียมพร้อมเด็กไทยสำหรับศตวรรษที่ 21: บทบาทของครอบครัวและโรงเรียน” 

ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดและแนวทางปฏิบัติร่วมกันของสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาของเด็กไทย โดย 

  • ผศ.นพ. วรวุฒิ เชยประเสริฐ (คุณหมอวิน) เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ 
  • พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล (คุณหมออร) เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกโตไปด้วยกันกับหมออร Hormone for Kids กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ 
  • คุณอมฤต เจริญพันธ์ ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม รร. นานาชาติ VERSO 

ดําเนินการเสวนาโดย คุณภารดี โฆษะวิสุทธิ์ (แม่ติ๊ด) เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกให้ยอดเยี่ยม

เสริมสร้างสุภาพจิตที่ดีให้พร้อมที่จะเรียนรู้

ผศ.นพ. วรวุฒิ เชยประเสริฐ หรือ คุณหมอวิน เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ มองว่าสิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานสำหรับเด็ก ๆ ในการเผชิญโลกแห่งอนาคตที่ไม่แน่นอนก็คือ Mental Health หรือสุขภาพจิตที่ดี เพราะเด็กที่มีสุขภาพจิตที่ดีจะพร้อมเรียนรู้ และรู้จักอารมณ์ของตนเอง สามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมและสามารถจัดการอารมณ์ด้านบวกและด้านลบของตนเองได้ หากวันใดที่เจออุปสรรคหรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของโลก ก็จะสามารถจัดการและก้าวผ่านมันไปได้  

หมอวินยังเสริมอีกว่า นอกจากเรื่องสุขภาพจิตที่ดีแล้ว เรื่องของการปรับสมดุลของ Self -esteem หรือการเห็นคุณค่าของตนเองที่พอดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไปก็สำคัญเช่นกัน  ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่มี “High self-esteem” คือมีความมั่นใจในตัวเองมาก ปัญหาที่จะตามมาคือเมื่อล้มหรือเจอสิ่งที่ทำไม่ได้ ก็จะเกิดกลไกลการป้องกันตัวเองด้วยการไม่ทำ ใช้การโกง หรือปิดปัง ในขณะที่การมี “Low self-esteem” หรือความภาคภูมิใจในตัวเองที่ต่ำ จะทำให้มองตนเองในภาพลบเสมอ พ่อแม่มีหน้าที่ส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่าความภาคภูมิใจในตัวเองที่เหมาะสม ดีพอและพอดีสำหรับลูกไปด้วยเช่นกัน

บทบาทของพ่อแม่และโรงเรียนคือการ “ผลักดัน” ไม่ใช่ “ชี้ทาง”

พ่อแม่ควรเป็นผู้ผลักดันให้ลูกได้ลองทำอะไรที่เหมาะสมกับช่วงวัย ดังเช่น ที่พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล หรือ คุณหมออร เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกโตไปด้วยกันกับหมออร Hormone for Kids กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ ได้ย้ำว่าอายุ 2-7 ปีเป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุด พ่อแม่จึงควรสนับสนุนให้ลูกเริ่มเรียนภาษาที่สอง เพื่อที่จะได้พัฒนาเป็นทักษะติดตัวและเติบโตขึ้นเป็น Global Citizen

ในส่วนของสถาบันการศึกษา นอกจากการมอบความรู้พื้นฐานแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการปลูกฝังด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะช่วยเสริมสร้างให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่สนใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณอมฤต เจริญพันธ์ ในฐานะที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมโรงเรียนนานาชาติ VERSO มองว่าความสามารถในการเข้าใจกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆ ตั้งแต่ตอนเด็กจะทำให้ได้เปรียบเป็นอย่างผู้อื่นเป็นอย่างมาก ดังนั้นสถาบันการศึกษาต้องทำงานเป็นทีมร่วมกับครอบครัว และเมื่อต้องเลือกโรงเรียน พ่อแม่ควรพิจารณาว่าโรงเรียนไหนจะสามารถช่วยขับเคลื่อนให้เด็กๆสามารถเดินทางไปในทิศทางที่พ่อแม่ต้องการสนับสนุนได้ดีที่สุด 

คุณหมอวินได้ทิ้งท้ายว่า พ่อแม่ควรให้ความสำคัญและสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจ เพื่อให้ลูกเห็นคุณค่าของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น ภาษา หรือนวัตกรรม รวมถึงความรู้ใหม่ๆ สิ่งสำคัญคือเริ่มต้นจากสถาบันครอบครัว ในการสนับสนุนให้ลูกเกิดความกล้าที่จะลงมือทำ จากนั้นให้สถาบันการศึกษาต่อยอดในสิ่งที่ลูกอยากจะเป็น

ณะผู้จัดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเสวนาในทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าว จะสามารถเป็นแนวทางให้ผู้ปกครองผลักดันลูกหลานให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ และพร้อมที่จะร่วมกันสานต่อภายใต้บทบาทของตนเอง โดย TK Park มีบทบาทเป็นพื้นที่ในการแสวงหาความรู้อย่างไม่มีขีดจำกัด ในขณะที่โรงเรียนนานาชาติ VERSO ในฐานะสถาบันการศึกษายุคใหม่ มีบทบาทในการมอบการศึกษารูปแบบใหม่ให้เด็กไทยได้พัฒนาทักษะแห่งอนาคต พร้อมเติบโตขึ้นเป็นผู้นำในระดับสากล และ Edsy มีบทบาทในการเตรียมพร้อมและพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยให้เด็กไทยมีทางเลือกในการเรียนรู้และการทำงานที่มากขึ้น รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต

Edsy เข้าใจถึงปัญหาที่เด็กไทยเรียนรู้ผ่านการท่องจำพื้นฐานภาษาอังกฤษจากที่โรงเรียน แต่ไม่มีโอกาสได้ฝึกใช้อย่างเป็นประจำในชีวิตจริง ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องน่าเบื่อและทำให้เด็กไทยขาดความกล้าที่จะสื่อสารอย่างมั่นใจ Edsy จึงได้เปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ภายใต้แนวคิด “English Co-Learning Playground” เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษอย่างสนุกสนานและเป็นธรรมชาติ ภายใต้หัวข้อแปลกใหม่ เช่น “Exploring Pokemon’s World” และ “How to Become a YouTuber” ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษที่อัดแน่นไปด้วยความรู้ ไม่สูญเสียความสนุกสนานที่เหล่าเด็กๆ สมควรจะได้รับในช่วงวัยนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://edsy.co/ 


The People

กองบรรณาธิการ

Related

คับคั่ง! ประชาชนตบเท้าร่วมงาน “ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” วันที่สองล้นหลาม

“Ballchon” กลับมาเขย่าความมุ้งมิ้ง! กับเพลงง้องอนสุดคิ้วท์ “รักเธอยายแก่ ( Love You My Girl)” พร้อมชวน TikToker “Pailin” ร่วมแจกความสดใสยกกำลังสอง

PEA พัฒนาจ่ายไฟด้วยสาย “เคเบิลใต้น้ำ” เพิ่มคุณภาพชีวิตคนบนเกาะ เสริมธุรกิจการท่องเที่ยว

OPEN HOUSE ส่งต่อความรักไร้ขอบเขต ผ่านกิจกรรมเพิ่มความหวานสุดฟิน ต้อนรับวันวาเลนไทน์ ในงาน “Love is Love : Love has no boundaries” วันที่ 10 – 28 ก.พ. 65

อาดิดาสเปิดตัวรองเท้า 3 ดีไซน์ใหม่ ภายใต้นวัตกรรมรักษ์โลก

realme แถลงผลการดำเนินงานปี 64 เผยทิศทางธุรกิจและนวัตกรรมใหม่สุดพรีเมียม เตรียมเขย่าวงการไอทีไทยปี 65

11 หนุ่ม “INTO1” (อินทูวัน)  ฉลองครบรอบขวบปี จัดเอ็กซิบิชั่นสุดยิ่งใหญ่เพื่อแฟนคลับ

เคลย์ เดอ โป โบเต้ ประกาศรางวัลเชิดชู อัลโยน่า ทัคเชนโก สตรีผู้อุทิศตนส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชน