Post on 10/09/2019

อี. จี. ซี. แบรนต์ ต่อต้านฟาสซิสต์ แต่เสนอชื่อฮิตเลอร์รับรางวัลโนเบลสันติภาพ

หลังจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีครองอำนาจมาได้ราว 6 ปี ผู้คนทั่วโลกถึงได้รู้ถึงความทะเยอทะยานที่ต้องการขยายดินแดนของฮิตเลอร์ ทั้งการควบรวมดินแดนออสเตรีย ตามด้วยภูมิภาคหนึ่งของเชโกสโลวาเกีย ซึ่งมีพลเมืองเชื้อสายเยอรมันอยู่มาก รวมถึงการขายความเกลียดชังที่มีต่อชาวยิว เพื่อรวมใจชาวเยอรมันให้เป็นหนึ่ง 

มันจึงยากเหลือเกินที่จะมีใครมองว่า ฮิตเลอร์คือนักต่อสู้ผู้ที่จะนำ “สันติภาพ” มาให้กับโลก และคู่ควรที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอันทรงเกียรติ (แม้ว่าจะมีชื่อของผู้รับรางวัลซึ่งถูกมองว่าไม่คู่ควร หรือเคยคู่ควรแล้วมาทำชื่อเสียในภายหลัง อยู่บ้างก็ตาม)

แต่ในเดือนมกราคม ปี 1939 อี. จี. ซี. แบรนต์ (Erik Gottfrid Christian Brandt) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสวีเดนในขณะนั้นกลับเสนอชื่อให้ฮิตเลอร์ได้รับรางวัล จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหู

ในจดหมายเสนอชื่อฮิตเลอร์ต่อคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบล ระบุว่า ฮิตเลอร์เป็น “นักสู้เพื่อสันติภาพที่พระเจ้าทรงประทานลงมา” และถือเป็น “เจ้าชายแห่งสันติภาพบนโลกมนุษย์” แบรนต์ยังบอกว่า “Mein Kampf” (การต่อสู้ของข้าพเจ้า – อัตชีวประวัติที่ฮิตเลอร์เขียนเองขณะติดคุก จากกรณีก่อรัฐประหารล้มเหลวในปี 1923) ถือเป็นงานเขียนที่ทรงคุณค่าทางวรรณกรรมที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุดเล่มหนึ่งของโลก ทั้งยังแสดงความมั่นใจว่าฮิตเลอร์จะเป็นผู้สร้างสันติสุขให้กับยุโรปและทั่วโลก (Quartz)

รายงานของ The New York Times เมื่อวันที่ 30 มกราคม ปี 1939 กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “วันนี้หนังสือพิมพ์สวีเดนหลายฉบับออกมาประณามการเล่นพิเรนทร์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปไตยสังคมนิยม ที่ส่งหนังสือไปถึงคณะกรรมการโนเบลแห่งรัฐสภานอร์เวย์เสนอชื่อ นายกรัฐมนตรี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ให้เป็นหนึ่งในผู้รับการคัดเลือกรางวัลโนเบลสันติภาพ

“ตัวตลกที่ว่านี้ชื่อว่า อี. จี. ซี. แบรนต์”

(ทั้งนี้ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพต่างจากรางวัลสาขาอื่น ๆ ที่องค์กรสัญชาติสวีเดนจะเป็นผู้สรรหาคณะกรรมการพิจารณาผู้รับรางวัล แต่ในสาขาสันติภาพ อัลเฟรด โนเบล ชาวสวีเดนผู้ร่ำรวยจากการผลิตระเบิดไดนาไมต์ ยกให้รัฐสภานอร์เวย์เป็นผู้สรรหา) 

จริง ๆ แล้ว แบรนต์ไม่ได้เป็นแฟนฮิตเลอร์ และอยากเห็นผู้นำเผด็จการได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพจริง ๆ เขาแค่ต้องการเสียดสีการเสนอชื่อของสมาชิกสภาของสวีเดนบางรายให้ เนวิล เชมเบอร์เลน (Neville Chamberlain) นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นเป็นผู้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ จากการทำข้อตกลงยกดินแดนของเชโกสโลวาเกียให้กับ “ฮิตเลอร์” โดยไม่ปรึกษาเชโกสโลวาเกียแม้แต่น้อย โดยมองว่า ถ้าจะยกรางวัลนี้ให้กับเชมเบอร์เลนได้ ทำไม่ไม่ยกให้ฮิตเลอร์เสียให้สิ้นเรื่องไปเลยล่ะ?

“เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนจำนวนมากเหลือเกินมองไม่เห็นความยิ่งใหญ่ของฮิตเลอร์ในการต่อสู้เพื่อสันติภาพ ด้วยเหตุนี้ ผมคิดว่าคงไม่มีเวลาไหนเหมาะกว่านี้ในการเสนอชื่อให้ฮิตเลอร์รับรางวัลโนเบลสันติภาพ หากไม่เป็นเพราะสมาชิกรัฐสภาสวีเดนหลายรายทีเดียวที่เสนอชื่อบุคคลอื่น บุคคลนั้นก็คือ เนวิล เชมเบอร์เลน นายกรัฐมนตรีแห่งบริเตน

“การเสนอชื่อนี้เป็นการคิดอย่างไม่ถี่ถ้วน จริงอยู่ที่เชมเบอร์เลนผู้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงการต่อสู้เพื่อสันติภาพของฮิตเลอร์จะมีส่วนช่วยในการรักษาสันติภาพของโลกเอาไว้ แต่ผู้ที่ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายคือฮิตเลอร์ไม่ใช่เชมเบอร์เลน! ฮิตเลอร์คือคนแรกและคนเดียวเท่านั้นที่ควรจะได้รับคำขอบคุณจากการรักษาสันติภาพซึ่งยังคงเหลืออยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป” บางส่วนของคำเสียดสีของแบรนต์ระบุ

อย่างไรก็ดี มุกตลกของแบรนต์ไม่ค่อยจะมีคนรับ เขาถูกมองว่าทำเป็นเล่นเยอะไปในเรื่องที่อ่อนไหว ทำให้เขาถูกโจมตีอย่างรุนแรง คนที่ไม่รู้จักเขาดีพอก็กล่าวหาว่าเขาเป็นพวกฟาสซิสต์ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ต่อต้านฟาสซิสต์ตัวยงคนหนึ่งก็ตาม สุดท้ายเขาก็เลยตัดสินใจถอนคำเสนอชื่อฮิตเลอร์ในหนังสือลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 1939 (Nobel Prize) และปลายปีเดียวกันนั้นเอง ฮิตเลอร์ก็บุกโปแลนด์จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นมา ทำให้การแจกรางวัลโนเบลสันติภาพต้องยุติลงชั่วคราว

ทั้งนี้ แม้ว่าโอกาสที่ฮิตเลอร์จะได้รับรางวัลนี้จะมีน้อยมากก็ตาม แต่ “สมมติ” ว่าเขาเกิดได้ขึ้นมาจริง ๆ เขาก็อาจอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะก่อนหน้านั้นเขาได้ออกมาประกาศห้ามชาวเยอรมันคนใดรับรางวัลโนเบล เนื่องจากไม่พอใจที่คณะกรรมการฯ เลือกให้ คาร์ล ฟอน ออสเซียตซ์กี (Carl von Ossietzky) นักข่าวชาวเยอรมันที่แฉฮิตเลอร์ว่าละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซาย และวิจารณ์นาซีทุกครั้งที่มีโอกาสก่อนถูกจับส่งสถานกักกัน เป็นผู้รับรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 1935 (ออสเซียตซ์กีเสียชีวิตลงระหว่างถูกคุมขังในปี 1938)

การกระทำของฮิตเลอร์แสดงให้เห็นว่า ลึก ๆ ในใจของเขารางวัลดังกล่าวมีพลังและทรงคุณค่าไม่น้อยถึงได้สั่งห้ามขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถเพิกเฉยกับการแจกรางวัลไปก็ได้ ถ้าเห็นว่ามันไม่ได้มีค่าอะไรต้องใส่ใจจริง ๆ แต่มันคงเป็นรางวัลที่ทิ่มแทงใจเขาเป็นอย่างมาก และรู้ว่าตนเองไม่มีวันได้รับเกียรตินั้น จึงสั่งห้ามชาวเยอรมันทุกคนไม่ให้รับรางวัลนี้ (แต่ถ้าเป็นตัวเขาเอง ในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ก็คงไม่ต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ตัวเองสั่งคนอื่น และรับไว้ชื่นชมเองคนเดียวก็ได้ [สมมติว่าได้ขึ้นมาจริง ๆ])


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ