Post on 16/10/2019

เอกนิษฐ์ ปัญญา สตาร์ดวงใหม่ผู้แจ้งเกิดจากการปฏิวัติวงการฟุตบอลไทย

เอกนิษฐ์ ปัญญา หรือเจ้าบุ๊ค คือชื่อของเด็กหนุ่มผู้กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หลังจากโชว์ฟอร์มเกินวัย ยิง 1 จ่าย 1 พาทีมชาติไทยชนะคู่แข่งสำคัญอย่าง UAE ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ชีวิตของเขาในวันนี้ดูจะมีแต่เรื่องราวของความมหัศจรรย์ พรสวรรค์ ฝีเท้าที่โดดเด่นที่ถูกกล่าวถึงราวกับเป็นสิ่งพิเศษที่ฟ้าประทานมาให้ หากแต่แท้จริงแล้ว ทั้งหมดที่กลายเป็นเอกนิษฐ์ในวันนี้ ไม่ได้มาจากฟ้าประทานเพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด แต่เกี่ยวข้องอย่างเหนียวแน่นกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดยเฉพาะการปฏิวัติวงการฟุตบอลไทยในปี พ.ศ. 2552 ที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการเกิดพื้นที่ใหม่ให้กับคนกลุ่มใหม่มาจนถึงปัจจุบัน

บุ๊คเกิดที่จังหวัดเชียงราย ในครอบครัวที่คุณพ่อทำงานเป็นลูกจ้างในโรงพยาบาล (ปัจจุบันประกอบอาชีพค้าขายอยู่ที่บ้าน) และคุณแม่ที่ขายอาหารตามสั่งอยู่ที่บ้าน พ่อของบุ๊คคือผู้ที่มีฟุตบอลอยู่ในสายเลือด ไม่เฉพาะการเสพ แต่ยังเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีคนหนึ่งของอำเภอพญาเม็งราย ไม่น่าแปลกใจที่สายเลือดนั้นจะถ่ายทอดมาสู่ลูกอย่างเข้มข้น พ่อกระเตงบุ๊คไปตามแมตช์การแข่งขันต่าง ๆ ด้วยเสมอ

จากการเป็นผู้ชมและเตะบอลข้างสนาม จนโตพอที่จะเตะฟุตบอลไหว บุ๊คเริ่มฝึกฟุตบอลอย่างจริงจัง เขาฉายแววการเป็นนักเตะที่ดี หลังจากเข้าประกวดในรายการต่าง ๆ แล้วได้รับรางวัล บุ๊คเดินสายเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 9 ขวบ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นฟุตบอลข้ามรุ่นเป็นครั้งแรก ก่อนที่การเล่นข้ามรุ่นจะกลายมาเป็นเส้นทางประจำในชีวิตของเขาไปเสียแล้วในปัจจุบัน

เส้นทางการเติบโตของบุ๊ค เกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของวงการฟุตบอลไทยในปี 2552 เมื่อสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ออกระเบียบว่าด้วยความเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างสมบูรณ์แบบ และนำมากำกับใช้กับการจัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในประเทศสมาชิก ส่งผลให้มีการลงทุน มีความตื่นตัวในเชิงธุรกิจสื่อกีฬา ทำให้วงการฟุตบอลไทยกลายเป็นอุตสาหกรรมอาชีพที่เริ่มประสบความสำเร็จ เกิดกระแสความนิยมที่แพร่หลายออกไปยังส่วนภูมิภาคทั่วประเทศมากขึ้น สโมสรฟุตบอลไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกต่อไป หากแต่กระจายตัวไปในแทบทุกจังหวัดของประเทศไทย สโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด เริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว และกลายเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจแห่งใหม่ของชาวเชียงรายในเวลาอันรวดเร็ว

พ่อของบุ๊คคือหนึ่งในนั้น เมื่อตัดสินใจฝากตัวเป็นแฟนตัวยงของเชียงราย ยูไนเต็ด นับแต่นั้นเป็นต้นมา บุ๊คเองได้รับอิทธิพลจากพ่ออย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อสโมสรเริ่มเปิดโรงเรียนฝึกสอนฟุตบอล (อะคาเดมี) ของตัวเอง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลิตนักฟุตบอลที่มีคุณภาพเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ พ่อและบุ๊คจึงไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ บุ๊คในวัย 14 ปี โชว์ทักษะฟุตบอลผ่านด่านต่าง ๆ จนเข้าตาโค้ชของอะคาเดมี สามารถฝ่าด่านเพื่อน ๆ ที่มาคัดตัวอีกราว 500 คนไปได้

ชีวิตของเด็กอะคาเดมี

“โรงเรียนฝึกสอนฟุตบอล” กลายมาเป็นช่องทางใหม่ในการจะก้าวไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ การเกิดขึ้นของโรงเรียนฝึกสอนฟุตบอลเริ่มจากการที่สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) ออกข้อบังคับให้สโมสรที่ต้องการเป็นสมาชิกของ AFC จะต้องจัดให้มีโรงเรียนฝึกสอนฟุตบอลประจำสโมสรของตนเองอย่างน้อย 1 แห่ง จากนั้นสโมสรต่าง ๆ ก็เริ่มเห็นช่องทางในการใช้โรงเรียนฝึกสอนฟุตบอลเพื่อสร้างนักเตะที่มีคุณภาพขึ้นมา โรงเรียนฝึกสอนฟุตบอล จึงกลายเป็นธุรกิจกีฬาของสโมสรฟุตบอล ที่มีหน้าที่โดยตรงคือการสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับนักเตะ

ชีวิตในอะคาเดมีเชียงรายของบุ๊ค แม้ว่าจะได้สิทธิพิเศษ นั่นคือ เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี รวมถึงเป็นที่ภาคภูมิใจของครอบครัวแล้ว แต่การจะเอาตัวรอดให้ได้คือการอยู่ให้ครบสัญญา นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชีวิตในอะคาเดมีมีการฝึกซ้อมฟุตบอลที่เข้มข้นมาก ทั้งด้านร่างกายและระเบียบวินัย

ชีวิตในช่วงแรกของการเข้ามาอยู่ในอะคาเดมีของบุ๊คจึงต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องระเบียบวินัย เน้นเรื่องความตรงต่อเวลาเป็นพิเศษ ตารางชีวิตก็ต้องปรับใหม่หมดตามที่โค้ชวางไว้ให้ ทั้งการยึดโทรศัพท์มือถือก่อนเข้านอน ห้ามเหยาะแหยะในเวลาฝึกซ้อม การอยู่หอพักที่ต้องรักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ต้องช่วยกันดูแลหอพักให้สะอาดเป็นระเบียบ ไม่แอบทำสิ่งที่โค้ชห้าม (กินเหล้า สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาท ฯลฯ) หากใครแหกกฏเหล่านี้จะมีผลอย่างยิ่งในการพิจารณาการต่อสัญญา

การฝึกฝนร่างกายคือภารกิจหลักของอะคาเดมีที่ทุกคนต้องเจอ ตารางการฝึกซ้อมของแต่ละวันจะเริ่มต้นตั้งแต่ราว 6 โมงเช้าของทุก ๆ วัน เด็ก ๆ ต้องตื่นนอนเพื่อเตรียมตัวที่จะฝึกซ้อมในเวลา 07.00-08.00 น. เมื่อฝึกซ้อมในช่วงเช้าเสร็จแล้ว แต่ละคนจะต้องกลับไปที่หอพักเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปโรงเรียน จากนั้นหลังจากเรียนเสร็จ (ประมาณสามโมงครึ่ง) ทุกคนก็จะกลับไปที่หอพักเพื่อเปลี่ยนชุดเตรียมตัวมาฝึกซ้อมช่วงเย็นในช่วง 16.00-18.00 น. หลังจากฝึกซ้อมช่วงเย็นเสร็จแล้ว เด็ก ๆ ทุกคนจะต้องรีบไปอาบน้ำ เพื่อมารอทานข้าวในเวลาประมาณ 18.45 น. หลังจากทานข้าวเสร็จ ทุกคนจะมีเวลาพักผ่อนและทำธุระส่วนตัวประมาณ 2 ชั่วโมง โดยโค้ชจะเรียกประชุมทีมอีกครั้งในช่วง 21.00-22.00 น. เพื่อพูดคุยกันถึงการฝึกซ้อมในแต่ละวันว่ามีข้อดีหรือข้อควรปรับปรุงอย่างไรบ้าง รวมทั้งการพูดคุยถึงแทคติคและแผนการเล่นต่าง ๆ หากจะต้องมีการแข่งขันในวันถัดไป เมื่อประชุมทีมเสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องแยกย้ายกันไปนอน

ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน ช่วงเวลาหลังประชุมเสร็จจึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเด็ก ๆ อย่างแท้จริง กิจวัตรเช่นนี้ดำเนินไปทุกวัน ยกเว้นแต่ว่าบางสัปดาห์ที่มีแมตซ์แข่งขันก็อาจจะได้หยุดพักบ้างประมาณ 1 วัน

วันเดอร์คิดเชียงราย

แม้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในกฏระเบียบมากมาย แต่บุ๊คก็ผ่านมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ด้วยบุคลิกที่เป็นคนอ่อนน้อม เชื่อฟังผู้ใหญ่ รวมถึงเป็นที่รักของเพื่อน ๆ และในสนามเองก็โชว์ความสามารถโดดเด่นเกินวัยมาโดยตลอด จนสามารถพิชิตรางวัลมาแทบทุกรางวัลที่จะมีให้พิชิต โดยเฉพาะช่วงที่เรียนอยู่ชั้น ม.4 ที่ถือเป็นช่วงขาขึ้นอย่างแท้จริง เริ่มจากการถูกเรียกให้ไปติดทีมชุดใหญ่ของเชียงราย ยูไนเต็ด มันหมายถึงการที่เขาจะได้ร่วมซ้อมกับนักฟุตบอลชุดใหญ่ของเชียงราย ยูไนเต็ด ทุกวัน การได้มีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างที่สองคือ การได้เป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ในลีกสูงสุดของประเทศด้วยวัย 15 ปี 11 เดือน (ก่อนจะถูกทำลายสถิติในเวลาต่อมา) ประตูดังกล่าวแม้จะเป็นเพียงประตูปลอบใจในความพ่ายแพ้ 1 ประตูต่อ 4 ในการแข่งขันกับเมืองทองฯ แต่สำหรับบุ๊คแล้วมันคือเวทีเปิดตัวที่นำพาเขาไปสู่การมีชื่อเสียงระดับประเทศจนเริ่มได้ฉายาจากสื่อว่า “วันเดอร์คิด (wonderkid) เชียงราย”

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้รับโอกาสไปต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต ในรายการแข่งขัน “เอฟซี บาเยิร์น ยูธ คัพ ไทยแลนด์ 2016” ที่ทำการคัดเลือกเด็กจากทั่วประเทศให้เหลือ 16 คน เพื่อไปฝึกซ้อมและแข่งขันกับเยาวชนประเทศอื่น ๆ อีกประมาณ 6 ประเทศที่ประเทศเยอรมนี เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ การได้เข้าร่วมรายการในครั้งนั้น นอกจากได้ซึมซับบรรยากาศของสโมสรระดับโลกแล้ว การได้ไปฝึกฟุตบอลที่นั่นก็ทำให้เขาได้อะไรติดตัวกลับมาอีกหลายอย่าง ทั้งวิธีการเล่นและเรื่องความคิดของการเล่นแบบมืออาชีพ และนอกจากประสบการณ์ด้านฟุตบอลแล้ว รายการดังกล่าวยังทำให้เขาได้ “ชื่อเสียง” กลับมาด้วย เพราะในรายการดังกล่าวมีการถ่ายทำรายการชื่อ “เด็ก เตะ ฝัน” ออกอากาศทางช่อง PPTV ติดตามชีวิตของเด็กทั้ง 16 คน ตั้งแต่ก่อนการคัดเลือกไปจนถึงช่วงเสร็จสิ้นการแข่งขัน

หลังจากกลับมาจากบาเยิร์น บุ๊คยังคงลงเล่นในรายการต่าง ๆ ตามปกติ จนเมื่อขึ้นชั้น ม.5 เขาก็ได้ไปต่างประเทศอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งแรกเพราะไปในนามทีมชาติ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของเขา การแข่งขันครั้งนั้นเป็นรายการแข่งขัน Jockey Club International Youth Invitational Football Tournament 2017 โดยประเทศไทยส่งตัวแทนทีมชาติรุ่นอายุ 19 ปี เข้าแข่งขัน ซึ่งบุ๊คสามารถโชว์ฟอร์มได้ดีจนพาทีมชาติคว้าแชมป์ได้สำเร็จ นอกจากได้แชมป์แล้ว บุ๊คยังสามารถคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ติดตัวกลับมาอีกด้วย นับจากก้าวแรกในวันนั้น บุ๊คก็กลายเป็นตัวหลักของทีมชาติไทยชุดเยาวชนมาโดยตลอด และถูกเรียกไปติดข้ามรุ่นอยู่เสมอจนมาถึงปัจจุบัน

ชีวิตหลังจากจบจากอะคาเดมี (จบ ม.6) บุ๊คเริ่มลงเล่นในลีกอาชีพอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกให้กับทีมเชียงรายซิตี้ ในระดับ T4 ด้วยสัญญายืมตัว ในเวทีอาชีพครั้งแรกสำหรับเด็กวัยย่าง 18 ปี ยังคงเป็นคำถามว่าเขาจะสามารถทำได้ดีเพียงใด เขาจะแปรเปลี่ยนความเป็นเทพเจ้าของบอลเยาวชนมาสู่บอลอาชีพจริง ๆ ได้ดีแค่ไหน

จุดนี้เองที่บุ๊คเริ่มโชว์ความมหัศจรรย์ ด้วยลีลาการเล่นที่นิ่งเกินวัยและร่างกายที่แข็งแกร่งจนสามารถปะทะกับรุ่นใหญ่ได้ ทำให้บุ๊คกลายเป็นตัวหลักของทีมอย่างรวดเร็ว และสามารถพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ ฟอร์มที่โดดเด่นของบุ๊คทำให้เขาได้รับโอกาสที่ท้าทายความสามารถของเขาอีกครั้ง เมื่อถูกยืมตัวมาเล่นให้กับทีมเชียงใหม่ เอฟซี ที่อยู่ในระดับ T2 เป็นการก้าวกระโดดขึ้นมาถึง 2 ระดับ แต่บุ๊คก็ยังเอาชนะตัวเองได้ต่อไป เขากลายเป็นตัวหลักของทีม และสามารถพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกของสโมสร และแน่นอนว่าบุ๊คได้กลายเป็นเดอะวันเดอร์คิดอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่ในฤดูกาลปัจจุบัน บุ๊คจะกลับไปรับใช้ต้นสังกัดที่แท้จริงของเขา และเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้ทีมมีลุ้นแชมป์อยู่ในขณะนี้ จนมาถึงการถูกเรียกมาติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกที่เป็นการท้าทายตัวเองครั้งสำคัญ และเป็นอีกครั้งที่เขาเอาชนะมันได้สำเร็จอย่างสวยงาม

แจ้งเกิดเพราะการปฏิวัติวงการฟุตบอลไทย

หากจะไล่เรียงให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น อาจกล่าวได้ว่า บุ๊คคือผลผลิตของวงการฟุตบอลไทยในยุคที่ 3 คือยุคของฟุตบอลอะคาเดมี เช่นเดียวกับ ศุภโชค สารชาติ และ ศุภนัฏฐ์ เหมือนตา ดาวดังจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยก่อนหน้านี้เส้นทางฟุตบอลในยุคที่ 1 คือยุคหน่วยงานราชการและส่วนกลาง ที่เส้นทางฟุตบอลยังกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในยุคของ วิทยา เลาหกุล และ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และยุคที่ 2 คือยุคฟุตบอลกึ่งอาชีพและโรงเรียนกีฬา ที่เส้นทางฟุตบอลเริ่มกระจายตัวออกไปในต่างจังหวัด โดยมีโรงเรียนกีฬาทั้งในต่างจังหวัดและ 4 โรงเรียนจตุรมิตรในกรุงเทพฯ (สวนกุหลาบ เทพศิรินทร์ อัสสัมชัญ และ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) เป็นตัวป้อนที่สำคัญให้กับสโมสรที่เกือบทั้งหมดเป็นของหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เช่นเส้นทางชีวิตของ โชคทวี พรหมรัตน์ มงคล ทศไกร รวมถึง ธีรศิลป์ แดงดา (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของประวัติศาสตร์เส้นทางชีวิตของนักฟุตบอลไทยได้ในวิทยานิพนธ์ของพงศกร สงวนศักดิ์ เรื่อง “เส้นทางสู่นักฟุตบอลอาชีพของเยาวชนต่างจังหวัด” หรือบทความชื่อเดียวกันในหนังสือ “ร่าง แรง อารมณ์ ความรู้สึกในสังคมร่วมสมัย”)

เส้นทางชีวิตของบุ๊ค จึงเกิดขึ้นจากการปฏิวัติวงการฟุตบอลไทย ที่ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นอุตสาหกรรม เกิดมีอาชีพนักฟุตบอลที่สามารถเลี้ยงชีวิตได้จริง ๆ ทั้งยังทำให้เกิดสโมสรของท้องถิ่น และเกิดอะคาเดมีของสโมสรท้องถิ่น โอกาสเหล่านี้เมื่อเปิดขึ้นแล้ว ครอบครัวของบุ๊คไม่รอช้าที่จะรีบคว้าไว้ และตัวบุ๊คเองก็ใช้ความสามารถทุกอย่างที่เขามีเอาชนะมันมาได้โดยตลอด แต่ใช่ว่าทุกอย่างคือพรสวรรค์ล้วน ๆ กระบวนการสร้างความเป็นมืออาชีพที่เกิดขึ้นในอะคาเดมีคือกระบวนการสำคัญที่ทำให้บุ๊คกลายเป็นบุ๊คที่ทั้งแข็งแกร่งด้านร่างกาย รวมถึงเป็นเด็กที่มีทัศนคติที่ดีในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ดังนั้น การเปิดโอกาสและการขยายโอกาสเหล่านี้จะยิ่งเป็นผลดีกับทั้งชีวิตของผู้คน รวมไปถึงทีมชาติในอนาคต เพราะเพชรเช่นบุ๊คนั้น คงไม่มีทางได้ฉายแสง หากไม่มีอะคาเดมีและลีกอาชีพที่แท้จริงเช่นในปัจจุบัน

เรื่อง: พงศกร สงวนศักดิ์

ภาพ: Chiang Rai United FC


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

คอเนอร์ แม็คเกรเกอร์ จากอดีตช่างประปาสู่การเป็นนักสู้เงินล้าน เจ้าของฉายา “หมาบ้าไอริช”

เอรียา จุฑานุกาล “โปรเม” กับความสุขที่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง

อาห์น จุง ฮวาน นักเตะเกาหลีใต้ แพะรับบาป “ความขี้โกง” ในบอลโลก 2002

มาเรีย เทเรซ่า เด ฟิลิปปิส นักขับหญิงคนแรกที่เข้าแข่งขันฟอร์มูล่าวัน

ไมเคิล โอเว่น ตำนานหงส์ที่ยอม “ทรยศ” แฟนบอลเพื่อเป็น “แชมป์” กับผี

แมรี เคน นักวิ่งดาวรุ่ง กลายเป็นดาวร่วงหลังร่วมทีม Nike

นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาที่ปั้นทีมจนขึ้นจ่าฝูง

คาสเตอร์ เซเมนยา แชมป์โลกวิ่ง 800 เมตรหญิง ที่ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ผู้หญิง