Post on 07/01/2022

เอลิชา เกรฟส์ โอทิส : ชายผู้ยอมเสี่ยงชีวิต โชว์ตัดสายเชือกลิฟต์ เพื่อพิสูจน์ว่าลิฟต์แบรนด์ Otis ปลอดภัย

ไม่ว่าจะเป็นตึกระฟ้า หรือราคาที่อยู่อาศัยที่ ‘ยิ่งสูง ยิ่งแพง’ ล้วนมีนวัตกรรมอำนวยความสะดวกอย่าง ‘ลิฟต์’ อยู่เบื้องหลัง

หลายคนอาจจะเคยเห็นชื่อ Otis อยู่ตามลิฟต์ในอาคารอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

คงต้องย้อนกลับไปในยุคหนึ่งที่ลิฟต์กลับเป็นอุปกรณ์สุดอันตราย เพราะหากเชือกหรือสายเคเบิลขาดเมื่อไร ชะตากรรมของคนที่อยู่ในลิฟต์ก็มีโอกาสสิ้นสุดลงเมื่อนั้น 

โชคดีที่ราว 170 ปีที่แล้ว ‘เอลิชา เกรฟส์ โอทิส’ (Elisha Graves Otis) สามารถคิดค้นวิธีที่ช่วยให้ลิฟต์ปลอดภัยขึ้นมาได้ 

และนี่คือเรื่องราวเบื้องหลังลิฟต์ Otis กับชายผู้คิดค้นและเปิดตัวลิฟต์ให้ ‘โลกจดจำ’

ย้อนไปในปี 1811 เด็กชายโอทิสลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ณ เมืองแฮลิแฟกซ์ (Halifax) รัฐเวอร์มอนต์ (Vermont) สหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่เมืองทรอย ในมหานครนิวยอร์ก เมื่ออายุได้ประมาณ 19 – 20 ปี

ในช่วงเวลานั้น เขาทำงานเป็นคนขับรถม้าก่อนจะพบรักแล้วแต่งงานกับ Susan A. Houghton ภรรยาคนแรกของเขา ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน ทว่าไม่นานหลังจากนั้นภรรยาของเขาได้จากไปอย่างไม่หวนกลับ โอทิสจึงกลายเป็นพ่อม่ายที่ดูแลลูกทั้ง 2 คนเพียงลำพัง 

จนกระทั่งปี 1845 เขาย้ายไปที่เมืองออลบานี (Albany) แล้วเริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่กับ Elizabeth A. Boyd ภรรยาคนที่สอง พร้อม ๆ กับเริ่มต้นชีวิตการทำงานอีกสายงานหนึ่ง โดยโอทิสรับหน้าที่เป็นช่างในบริษัทผลิตเตียง ซึ่งเขาค่อย ๆ ฉายแววความเป็นนักประดิษฐ์ออกมาทีละน้อยจากการคิดค้นเครื่องจักรที่ช่วยประหยัดแรงงานคนภายในบริษัทแห่งนี้

ต่อมาในปี 1852 เขาถูงส่งตัวไปยังเมืองยองเกอร์ส (Yonkers) เพื่อดูแลโรงงานแห่งใหม่พร้อมติดตั้งเครื่องจักรชนิดต่าง ๆ โอทิสและพนักงานอีกหลายคนจึงต้องหาวิธีนำเครื่องจักรหนักอึ้งขึ้นไปยังชั้นบน ๆ แต่การใช้รอกนับเป็นวิธีที่เสี่ยงอันตราย เพราะหากเชือกหลุดหรือขาดลงเมื่อไร ก็คงกลายเป็นโศกนาฏกรรมในโรงงานทันที ส่วนลิฟต์ในช่วงเวลานั้นเหมาะกับการท่องเที่ยวมากกว่าการโดยสารขึ้น-ลงในชีวิตประจำวัน อย่าง ‘ascending room’ ที่สร้างขึ้นในปี 1823 แม้จะมีหน้าตาและฟังก์ชันคล้ายลิฟต์ แต่ก็ใช้เพื่อพานักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวแบบพาโนรามาในกรุงลอนดอนเพียงเท่านั้น 

จึงไม่น่าแปลกใจที่หากได้ย้อนกลับไปราว 2 ทศวรรษก่อนหน้า เราจะไม่พบตึกระฟ้าสูง ๆ หรือพบว่าราคาห้องชั้นบน ๆ จะถูกกว่าชั้นล่างอย่างลิบลับ 

เมื่อมองเห็นสิ่งที่ ‘ยังไม่มี’ บวกกับปัญหาตรงหน้า โอทิสจึงเริ่มคิดว่า นี่อาจจะเป็นโอกาสสำหรับการคิดค้นสิ่งใหม่ในอุตสาหกรรมนี้ก็เป็นได้

และโอกาสที่ว่า ก็คือการทำรอกและลิฟต์ให้ ‘ปลอดภัย’ มากยิ่งขึ้น 

โอทิสจึงสร้างสิ่งที่เป็นเหมือนเบรกนิรภัยแบบอัตโนมัติให้กับลิฟต์ เพื่อให้ลิฟต์ไม่ตกลงมากระแทกพื้นหากเชือกขาด 

เมื่อคิดค้นได้สำเร็จ เขาจึงก่อตั้งบริษัทลิฟต์ของตัวเองอย่างเป็นทางการในปี 1853 โดยในช่วงแรกเริ่มเขาใช้ชื่อว่า Union Elevator Works  (ก่อนจะกลายเป็นชื่อ Otis Elevator Company ในเวลาต่อมา) แต่สิ่งที่ยากพอ ๆ กับการคิดค้นสิ่งใหม่ขึ้นมา คือการสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ให้กับลูกค้า เพราะคงไม่มีใครอยากจะลองเสี่ยงชีวิตมาใช้งานลิฟต์ตัวแรกที่อ้างว่า ‘ปลอดภัย’ 

โอทิสจึงเริ่มคิดว่า หากการขายสินค้าด้วยวิธีการธรรมดาแล้วโลกไม่จำ ก็ต้องทำให้โลกจดจำลิฟต์ของเขาในวิธีที่ ‘ไม่ธรรมดา’

ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน เวลาจะบอกเล่าถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจส่วนใหญ่คงเป็นการยืนบนเวที TED Talks หรืองาน WWDC (Apple’s World Expos) แต่ในยุคของโอทิส หนึ่งในงานที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนมหาศาลในช่วงศตวรรษที่ 19 คงจะเป็นงาน World’s Fairs ที่เริ่มมีครั้งแรกในลอนดอนราวปี 1850 – 1851

และเมื่องาน World’s Fair มาจัดที่นิวยอร์กในปี 1854 โอทิสจึงคว้าโอกาสนี้เรียกความสนใจจากสาธารณชนด้วยการยืนอยู่บนลิฟต์ที่เขาสร้างขึ้น แล้วตัดสายเคเบิลด้วยขวาน 

ฉึบบบ!

หากอยู่ในภาพยนตร์สักเรื่อง เป็นไปได้ว่านี่คงจะเป็นฉากที่ผู้คนนิ่งเงียบ จับจ้องไปที่โอทิสด้วยสายตาตื่นตระหนกกึ่งลุ้นว่าเขาจะรอดชีวิตหรือไม่

“ผมปลอดภัยดี” 

เขากล่าวอย่างภูมิใจ หลังจากที่ลิฟต์หยุดอยู่กับที่โดยไม่ร่วงตกลงสู่พื้น ความเชื่อมั่นในลิฟต์ของโอทิสจึงเริ่มต้นขึ้นนับแต่วินาทีนั้น…

บริษัท  Otis Elevator Company เริ่มมีลูกค้าสั่งทำลิฟต์เพิ่มมากขึ้น โดยปี 1857 ลิฟต์โดยสารตัวแรกเกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าขนาด 5 ชั้นของ E.V. Haughwout & Co. แห่งมหานครนิวยอร์ก และความสำเร็จในครั้งนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานของลิฟต์สมัยใหม่ รวมทั้งทำให้เริ่มมีตึกหลายชั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อมา เพราะผู้คนสามารถโดยสารลิฟต์ขึ้น – ลงในอาคารได้อย่างปลอดภัยและสบายใจมากกว่าเดิม

ปัจจุบัน Otis Elevator Company กลายเป็นบริษัทติดตั้งลิฟต์และบันไดเลื่อนขนาดใหญ่ รวมทั้งติดตั้งในอาคารที่มีชื่อเสียงของโลกหลายแห่ง เช่น หอไอเฟล ตึกเอ็มไพร์สเตต เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 

แม้ว่าโอทิสจะไม่ใช่คนคิดค้นลิฟต์คนแรกของโลก แต่เขาคือคนเปลี่ยนให้ลิฟต์ปลอดภัยมากพอที่ผู้คนจะสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้อง ‘เสี่ยงชีวิต’ และทำให้ผู้คนสามารถขึ้นราคาห้องพักชั้นบน ๆ ไปจนถึงการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในแนวดิ่งผ่านตึกสูงได้อย่างในปัจจุบัน

 

ที่มา:

https://edition.cnn.com/style/article/short-history-of-the-elevator/index.html

https://www.britannica.com/biography/Elisha-Otis

https://www.thoughtco.com/history-of-the-elevator-1991600

https://study.com/academy/lesson/elisha-otis-biography-inventions-quotes.html

http://www.elevatorhistory.net/elevator-inventor/elisha-otis/ 


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

เจมส์ อี. เบิร์ก: กู้ยอดขาย Tylenol ด้วยการเรียกคืนยา 31 ล้านขวด เพราะคดีฆาตกรรม

Oronamin C: เปลี่ยนฝาเกลียวเป็นฝาดึง เพราะคดีฆาตกรรมหมู่แบบสุ่ม

‘เวอร์จิล แอบโลห์’ แด่การจากไปของหนึ่งในผู้บุกเบิกสตรีทแฟชั่นระดับไฮเอนด์

ฟรานเชสโก รากาสซี่: ‘Palm Angels’ แบรนด์ไฮสตรีท จากริแอนนา สู่ทิดไพรวัลย์

Tiger Sugar: ต้นตำรับชานมไข่มุกบราวน์ชูก้าไต้หวัน ที่โปรดเขย่า 15 ทีก่อนดื่ม 

Sushiro กับกลยุทธ์เรียกลูกค้า ถ้าคุณชื่อ ‘แซลมอน’ เราจะให้คุณกินซูชิฟรี 2 วัน

ญาดา ปิยะจอมขวัญ : คนไทยผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Ajaib’ สตาร์ทอัพพันล้านในอินโดนีเซียที่ช่วยให้ ‘การลงทุน’ เป็นเรื่องเข้าถึงง่าย

ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ: 9 ปีที่ล้มเหลวในจีน ‘สตาร์บัคส์’ แก้เกมได้ด้วยการเพิ่มสวัสดิการด้านสุขภาพแก่พ่อแม่พนักงาน