Post on 03/06/2021

The People Talk: ‘เทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้นไม่ต่างจากเวทมนตร์’ สุนทรพจน์เบื้องหลังไอเดียของ อีลอน มัสก์

*The People Talk รวมสุนทรพจน์เปลี่ยนโลก
*** ‘Magicians of the 21st Century’ สุนทรพจน์ของอีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัท Tesla และ SpaceX กล่าวในพิธีรับปริญญาของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 2012

แม้อีลอน มัสก์ อาจไม่ใช่ชื่อของบุคคลที่ควรเอาเยี่ยงอย่างในแง่นิสัยส่วนตัวที่ปากไว พูดไม่ค่อยเข้าหูใคร และมีความมั่นใจในตัวเองล้นเกิน แต่ในแง่วิสัยทัศน์และความสามารถ เขาถือว่าไม่เป็นสองรองใคร โดยการันตีได้จากความสำเร็จมากมายจนทำให้กลายเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดคนหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน

นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เขาคิดและสร้างขึ้นมามีผู้คนให้ความสนใจและพยายามเดินตามจนเรียกได้ว่า อัจฉริยะชาวอเมริกันผู้นี้คือหนึ่งในผู้นำเทรนด์เทคโนโลยีของโลกสมัยใหม่

สุนทรพจน์ชิ้นนี้บอกเล่าที่มาของความคิดและไอเดียเริ่มต้นที่ทำให้คนชื่ออีลอน มัสก์ กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก เขาเริ่มเล่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบชำระเงินออนไลน์ PayPal ก่อนเริ่มก้าวไปสู่การตั้งบริษัทพัฒนาจรวดอวกาศเอกชนชื่อ SpaceX และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหน้าตาหรูหรายี่ห้อ Tesla

โดยส่วนตัวแม้อีลอน มัสก์ อาจไม่ใช่นักกล่าวสุนทรพจน์ที่น่าฟัง เพราะมักพูดติด ๆ ขัด ๆ แต่สุนทรพจน์ความยาว 16 นาทีนี้น่าจะเป็นการบอกเล่าที่มาความสำเร็จในชีวิตของชายผู้นี้ได้ดีที่สุด

และนี่คือสุนทรพจน์เต็มของชายที่ได้ชื่อว่า ‘จอมขมังเวทย์แห่งศตวรรษที่ 21’ ที่ชื่อ อีลอน มัสก์

“ผมขอขอบคุณท่านที่ไม่ใช้คำว่า ‘คนบ้า’ ในการแนะนำตัวผม

“ผมคิดว่า ผมกำลังพยายามนึกถึงเรื่องที่มีประโยชน์มากที่สุด ซึ่งผมพูดออกไปแล้วจะมีคุณค่าและเป็นประโยชน์กับพวกคุณได้จริง ๆ ในอนาคต และผมคิดว่า บางทีผมควรเล่าเรื่องราวว่าผมมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และบางทีอาจมีบทเรียนอยู่ตรงนั้น ผมมักสงสัยกับตัวเองเสมอว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

“ตอนผมเป็นวัยรุ่น ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำอะไรตอนโตขึ้นไป ผู้คนคอยถามผมตลอด แต่ในที่สุดผมก็คิดได้ว่า การประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาน่าจะเป็นไอเดียที่เจ๋งดี

“เหตุผลที่ผมคิดเช่นนั้นเป็นเพราะผมไปอ่านเจอประโยคหนึ่งของอาร์เธอร์ ซี.คลาร์ก (นักเขียนแนว sci-fi ชาวอังกฤษ) ซึ่งบอกว่า ‘เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากพอนั้นไม่ต่างจากเวทมนตร์’ และนั่นคือเรื่องจริงแท้แน่นอน

“หากย้อนกลับไปสัก 300 ปี สิ่งต่าง ๆ ที่เรารับมาในวันนี้เสี่ยงที่จะทำให้คุณถูกจับไปเผาไฟ การที่เราสามารถบินได้นั่นมันเป็นเรื่องบ้าบอ การที่เราสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ การมีอินเทอร์เน็ตที่ทรงประสิทธิภาพในการรวบรวมความรู้ด้านต่าง ๆ และการเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างบนโลกจากเกือบทุกแห่งของโลกได้อย่างทันท่วงที สิ่งเหล่านี้แหละที่จริง ๆ แล้วจะกลายเป็นเวทมนตร์ จะถูกมองเป็นเวทมนตร์ในอดีตที่ผ่านมา

“ตามข้อเท็จจริงแล้ว ผมคิดว่ามันไปไกลกว่านั้น มีหลายอย่างที่เรารับมาทุกวันนี้ที่ไม่เคยแม้แต่จะมีใครในอดีตจินตนาการได้ ไม่แม้แต่ในบริบทของคำว่าเวทมนตร์ด้วยซ้ำไป

“ดังนั้นมันจึงไปไกลกว่านั้นจริง ๆ ผมคิดว่า หากผมสามารถทำบางสิ่งเหล่านั้นได้ หากผมสามารถสร้างความก้าวหน้าให้เทคโนโลยีได้เป็นอย่างน้อย สิ่งนั้นน่าจะคล้ายเวทมนตร์ และสิ่งนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่เจ๋งจริง

“ผมมักเจอวิกฤตที่เป็นรูปธรรมเพราะพยายามหาคำตอบว่า ‘ทั้งหมดทุกอย่างมันหมายความว่าอะไร?’ อะไรคือวัตถุประสงค์ของสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้? และผมมาได้ข้อสรุปว่า หากเราสามารถทำให้ความรู้ของโลกก้าวหน้า หากเราสามารถทำสิ่งที่ขยายขอบเขตและขนาดของการตระหนักรู้ เราจะสามารถตั้งคำถามที่ถูกต้องและรู้แจ้งเห็นจริงได้มากขึ้น และนั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้เดินไปข้างหน้า

“ด้วยเหตุนี้ผมจึงศึกษาด้านฟิสิกส์และธุรกิจ เพราะเชื่อว่าการจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ คุณจำเป็นต้องรู้ว่าจักรวาลทำงานอย่างไร และต้องรู้ว่าเศรษฐกิจทำงานอย่างไร คุณยังจำเป็นต้องสามารถระดมผู้คนจำนวนมากให้มาทำงานกับคุณเพื่อสร้างสรรค์บางอย่างขึ้นมาร่วมกัน เพราะมันยากมากที่จะทำบางอย่างเป็นการส่วนตัวหากมันคือเทคโนโลยีที่สำคัญ

“อันที่จริงแล้วผมมาที่แคลิฟอร์เนียเพื่อพยายามหาคำตอบว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับพลังงานต่อหน่วย (energy density) ของรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาได้ โดยพื้นฐานแล้วก็คือพยายามหาคำตอบว่าจะมีตัวเก็บประจุ (capacitor) ที่ก้าวหน้าซึ่งสามารถมาทดแทนแบตเตอรี่ได้หรือไม่ และนั่นคือในปี 1995

“นั่นยังเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเกิดขึ้นมา และผมคิดว่าผมอาจต้องไล่ตามเทคโนโลยีนี้ หรือเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในอินเทอร์เน็ต ซึ่งความสำเร็จด้านนี้อาจไม่ใช่หนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ เพราะมันมักยุ่งยากไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจก้าวออกมา

“โชคดีที่พวกเราเรียนจบแล้ว ดังนั้นผมคงไม่อาจโดนกล่าวหาว่าแนะนำสิ่งนั้นกับพวกคุณ พวกคุณรู้ว่าผมได้ทำบางอย่างเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ผมทำ 2 – 3 สิ่งตรงนี้และตรงนั้น หนึ่งในนั้นคือ PayPal

“บางทีมันอาจมีประโยชน์ที่จะเล่าว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญตอนสร้าง PayPal ขึ้นมาคือมันเริ่มต้นขึ้นมาอย่างไร เพราะในตอนแรก ความคิดแรกเกี่ยวกับ PayPal คือการสร้างกลุ่มก้อนของบริการทางการเงินขึ้นมา ทำให้เป็นที่ซึ่งความต้องการบริการทางการเงินทั้งหมดของคุณสามารถมาอยู่รวมกันแบบไร้รอยต่อและทำงานได้อย่างราบรื่นในที่เดียวกัน

“เรามีฟีเจอร์เล็ก ๆ ซึ่งสามารถทำให้เกิดการชำระเงินผ่านอีเมล เมื่อใดก็ตามที่เราแสดงระบบนี้ให้ใครดู เราพยายามแสดงให้เห็นจุดแข็งของมัน ซึ่งก็คือการเป็นกลุ่มก้อนของบริการทางการเงิน ซึ่งค่อนข้างยากที่จะจับมารวมกันได้ และก็ไม่มีใครให้ความสนใจ

“ต่อมาเราจึงแสดงให้ผู้คนเห็นถึงระบบการชำระเงินผ่านอีเมล ซึ่งค่อนข้างง่ายและทุกคนก็ให้ความสนใจมากกว่า ดังนั้นผมจึงคิดว่า ฟีดแบ็กจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวถือเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องการฟีดแบ็กมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ด้วยเหตุนี้เราจึงโฟกัสไปที่ระบบชำระเงินผ่านอีเมล และพยายามทำให้มันใช้การได้ นั่นคือการเริ่มต้นที่แท้จริง แต่ถ้าเราไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้คนพูดถึงกัน บางทีเราอาจไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้ ดังนั้นมันจึงสำคัญในการมองหาสิ่งนั้น โฟกัสกับมันเมื่อคุณเจอ และปรับแก้ไขสมมติฐานก่อนหน้านั้นของคุณ

“ถัดจาก PayPal ผมมาคิดว่าอะไรกันนะคือปัญหาอื่นที่น่าจะกระทบต่ออนาคตของมนุษยชาติมากที่สุด? อันที่จริงมันไม่ได้มาจากมุมมองว่า ‘วิธีอะไรที่ทำให้ได้เงินมากที่สุด’ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่จริง ๆ มันคือ ‘ผมคิดว่าอะไรที่จะกระทบต่ออนาคตของมนุษยชาติมากที่สุด’

“ปัญหาใหญ่ที่สุดของโลกที่เราได้คำตอบก็คือ พลังงานที่ยั่งยืน (sustainable energy) แต่การผลิตและบริโภคพลังงานในแบบยั่งยืน หากเราไม่สามารถแก้ไขได้ภายในศตวรรษนี้ เราจะเผชิญปัญหาที่ยากมากขึ้น

“และอีกเรื่องก็คือ การขยายขอบเขตสิ่งมีชีวิตให้ไปไกลกว่าแค่โลกนี้ ทำให้เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้หลากหลายดวงดาว (multi-planetary) นั่นคือพื้นฐาน ข้อหลังคือพื้นฐานการเกิด SpaceX ส่วนข้อแรกคือพื้นฐานของ Tesla และ SolarCity

“ตอนผมเริ่มทำ SpaceX ในช่วงแรก ผมคิดว่ามันไม่มีทางที่ใครจะสามารถตั้งบริษัทจรวดขึ้นมาได้ ผมไม่ได้บ้าขนาดนั้น แต่ต่อมาผมมาคิดว่า อะไรคือหนทางที่จะเพิ่มงบประมาณให้องค์การนาซา (NASA) นั่นคือเป้าหมายแรกของผม

“ผมคิดว่า หากเราสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในภารกิจเดินทางไปดาวอังคาร (Mars) และโครงการ OASIS (Onboard Autonomous Science Investigation System) ซึ่งจะนำเมล็ดพันธุ์พืชที่บรรจุในเจลสารอาหารไร้น้ำออกไปนอกโลก และไปเพิ่มความชุ่มชื้นให้มันระหว่างยานลงจอด คุณจะได้เห็นภาพอันสวยงามนี้ของพืชสีเขียวท่ามกลางฉากหลังที่เป็นสีแดง (ของดาวอังคาร)

“ผมคิดว่านั่นจะทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันได้จริง ๆ และจะช่วยเพิ่มงบประมาณให้นาซา มันชัดเจนมากว่าผลลัพธ์ทางการเงินจากภารกิจดังกล่าวบางทีอาจเท่ากับศูนย์ แต่บางอย่างที่ดีกว่านั่นคือด้านดีของมัน

“ด้วยเหตุนี้ผมจึงเดินทางไปรัสเซียถึง 3 ครั้ง เพื่อหาซื้อ ICBM (จรวดพิสัยไกลข้ามทวีป) ที่นำมาปรับปรุงใหม่ เพราะนั่นคือดีลที่ดีที่สุด และผมบอกคุณได้เลยว่า มันเป็นเรื่องประหลาดมากที่ทำอย่างนั้นในช่วงปลายปี 2001 – 2002 การเดินทางไปยังฐานปล่อยจรวดรัสเซีย และพูดว่า ‘ผมต้องการซื้อจรวดที่ใหญ่ที่สุดของคุณ 2 ลูก แต่คุณไม่ต้องเอาหัวรบนิวเคลียร์มาให้นะ’

“มันมีอะไรมากกว่านั้น ผมคิดว่าน่าจะ 10 ปีที่แล้ว พวกเขาคิดว่าผมบ้า แต่เพราะผมมีเงิน ดังนั้นมันจึงตกลงกันได้

“หลังจากเดินทางไปรัสเซียมาหลายรอบ ผมได้ข้อสรุปว่า ความรู้สึกแรกของผมเป็นเรื่องที่ผิดเกี่ยวกับ–เพราะตอนแรกผมคิดว่า ความตั้งใจจะออกสำรวจ ขยายภารกิจไปนอกโลก และตั้งฐานบนดาวอังคารยังมีไม่มากพอ อะไรแบบนั้น สิ่งนั้นไม่ถูกต้อง

“ข้อเท็จจริงคือ ความตั้งใจแบบนี้มีมากมายโดยเฉพาะในสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ คือชาติของนักสำรวจ ดังนั้นผู้คนจึงเดินทางมาที่นี่จากพื้นที่อื่น ๆ ของโลก ผมคิดว่าสหรัฐฯ คือดินแดนคัดกรองจิตวิญญาณแห่งการสำรวจของมนุษย์อย่างแท้จริง แต่หากผู้คนคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันจะสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐบาลกลางอย่างสิ้นเชิง และพวกเขาจะไม่ทำสิ่งนั้น

“ด้วยเหตุนี้ หลังการเดินทางครั้งที่ 3 ของผม ผมบอกว่า โอเค สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำจริง ๆ ที่นี่ก็คือ พยายามแก้ไขปัญหาการขนส่งทางอวกาศ และเริ่มทำ SpaceX นี่คือสิ่งที่ขัดต่อคำแนะนำของทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วย

“เพื่อนคนหนึ่งให้ผมดูวิดีโอของจรวดที่ระเบิดมากมาย ผมขอบอกพวกคุณว่าเขาไม่ได้ทำผิดอะไร มันยากที่จะไปถึงจุดนั้นในช่วงต้น เพราะผมไม่เคยสร้างอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ผมหมายถึงผมเคยต่อโมเดลจรวดตอนเป็นเด็กและอะไรแบบนั้น แต่ไม่เคยมีบริษัทที่สร้างจรวดจริง ๆ ขึ้นมา ดังนั้นผมจึงต้องหาคำตอบว่า สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะทำขึ้นมาได้อย่างไร และจะสร้างทีมงานที่เหมาะสมขึ้นมาได้อย่างไร

“ซึ่งผมทำสิ่งเหล่านั้นได้ และก็ล้มเหลวมา 3 ครั้ง มันเป็นเรื่องที่ยากมาก

“ลองคิดดู จรวดสักลูกที่ถูกตัดเกรดที่ 100 เปอร์เซ็นต์ และคุณไม่สามารถทดสอบมันในสภาพแวดล้อมจริงได้ ผมคิดว่าการเปรียบเทียบที่ดีที่สุดของวิศวกรจรวดก็คือ หากคุณต้องการสร้างซอฟต์แวร์ที่มีความสลับซับซ้อนจริง ๆ คุณไม่สามารถเปิดซอฟต์แวร์ทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันได้ และไม่สามารถเปิดกับคอมพิวเตอร์ที่มันควรจะทำงานคู่กัน แต่ครั้งแรกที่คุณเปิดมันกับคอมพิวเตอร์ มันต้องทำงานได้โดยไร้ข้อบกพร่อง (bugs) นั่นคือความจำเป็นพื้นฐานของมัน ซึ่งเราพลาดตรงจุดนั้น

“ในการปล่อยจรวดครั้งแรก ผมได้ไปเก็บชิ้นส่วนจรวดใกล้กับสถานที่ปล่อย และเราได้เรียนรู้จากการเดินทางในแต่ละไฟลต์ จนในที่สุดเราสามารถไปถึงวงโคจรได้ในไฟลต์ที่ 4 เมื่อปี 2008 นั่นยังเป็นเงินทุนก้อนสุดท้ายที่เรามี ขอบคุณที่มันสำเร็จ ผมคิดถึงคำพูดที่ว่า ทำครั้งที่ 4 ถึงจะสำเร็จ (อีลอน มัสก์ ใช้คำว่า the fourth time is the charm เพื่อล้อกับสำนวน the third time is a charm อันมีความหมายว่า พยายามทำอะไรไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งจะสำเร็จ ในสำนวนใช้ว่าทำอะไรสำเร็จในครั้งที่สาม แต่อีลอน มัสก์จะสื่อในแง่เล่นมุกว่า ตัวเองพยายามถึงสี่ครั้ง จึงจะสำเร็จ)

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีจรวด Falcon 1 ไปสู่วงโคจร จากนั้นจึงเริ่มเพิ่มขนาดขึ้นจนไปถึง Falcon 9 ตามลำดับของขนาดแรงขับที่เพิ่มขึ้น มันมีแรงขับประมาณ 1 ล้านปอนด์ เราสามารถทำให้สิ่งนั้นไปสู่วงโคจร ก่อนจะพัฒนายานอวกาศ Dragon ซึ่งล่าสุดสามารถไปเทียบท่าที่สถานีอวกาศ และกลับจากสถานีอวกาศสู่โลกได้สำเร็จ

“แต่ยังมีอีกมากที่ต้องเกิดขึ้นนอกเหนือจากนั้นเพื่อทำให้มนุษย์มีความศิวิไลซ์ในอวกาศ และกลายเป็นสปีชีส์สิ่งมีชีวิตหลากหลายดวงดาวได้ในที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และหวังว่าพวกคุณบางคนจะเข้ามามีส่วนร่วมใน SpaceX หรือบริษัทอื่น ๆ ด้วย เพราะมันคือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อรักษาไว้ซึ่งการตระหนักรู้และขยายมันให้กว้างออกไป

“มันควรค่าแก่การระลึกไว้ว่า โลกเรามีอายุราว 4,000 ล้านปี แต่ความศิวิไลซ์ในแง่ของการมีการจดบันทึกไว้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว และนั่นเป็นการประเมินให้ยาวนานกว่าปกติแล้วนะ

“ดังนั้น ความศิวิไลซ์และการตระหนักรู้จึงเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ไม่ได้ยาวนานนัก และอันที่จริงผมค่อนข้างมองแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตของโลก ผมไม่อยากให้ผู้คนรับรู้กันผิด ๆ อย่างเรื่องที่ว่าเราทุกคนต้องตาย ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ส่วนใหญ่บนโลกนี้น่าจะไม่เป็นอะไรไปอีกนาน ผมไม่แน่ใจนะ แต่น่าจะเป็นอย่างนั้น

“แต่แม้ว่ามันจะมีโอกาสเกิดแบบนั้น 99 เปอร์เซ็นต์ โอกาสอีก 1 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ยังคงมีค่าให้ใช้ความพยายามบางส่วนเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะมีชีวภาค (biosphere) และมีดวงดาวเหลือเฟือเพื่อคอยรองรับหากเราจะใช้ และผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ

“การไปสู่จุดนั้น เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาครั้งสำคัญเพื่อสร้างระบบขนส่งไปยังดาวอังคารที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ ซึ่งหนึ่งในสิ่งเหล่านั้นตั้งอยู่บนขอบข่ายของความเป็นไปไม่ได้ แต่นั่นคือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำให้ได้ที่ SpaceX

“ในส่วนของ Tesla เป้าหมายของ Tesla คือการพยายามแสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะผู้คนมีการรับรู้กันผิด ๆ และเราต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า เพราะพวกเขาเคยคิดว่ามันเป็นอะไรที่เชื่องช้า หน้าตาน่าเกลียด และวิ่งแค่ใกล้ ๆ คล้ายรถกอล์ฟ นั่นคือเหตุผลที่เราสร้างรถ Tesla Roadster ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่า มันสามารถวิ่งได้เร็วในระยะทางไกล และมีรูปลักษณ์สวยงาม

“และมันน่าประหลาดใจว่าทำได้อย่างไร ถึงแม้คุณจะสามารถแสดงให้เห็นว่าบางอย่างทำงานได้บนกระดาษ และมีการคิดคำนวณมาชัดเจนมากแล้ว แต่มันไม่สามารถทำให้คนเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ จนกว่าคุณจะมีสิ่งที่จับต้องได้จริงออกมา และพวกเขาสามารถขับมันได้จริง นั่นแหละคือสิ่งที่ผมคิดว่า บางอย่างก็ไม่มีค่าอะไร

“หากคุณกำลังจะตั้งบริษัทขึ้นมา สิ่งแรกที่คุณต้องลองทำคือการสร้างแบบจำลองการทำงานของมัน ทุกอย่างมักดูดีบนโปรแกรม PowerPoint คุณสามารถทำให้อะไรก็ได้ทำงานได้บน PowerPoint หากคุณมีบทความบรรยายการทำงานจริง แม้มันจะอยู่ในรูปแบบโบราณแค่ไหน มันสามารถโน้มน้าวให้คนเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ดังนั้นเราจึงสร้างรถ Tesla Roadster ขึ้นมา และตอนนี้เรากำลังจะเปิดตัวโมเดล S ซึ่งเป็นรถประเภทซีดาน 4 ประตูในเร็ว ๆ นี้ เป็นเพราะเราสร้างรถ Tesla Roadster คนจึงพูดกันว่า ‘แน่นอนเรารู้มาเสมอว่าคุณสามารถสร้างรถยนต์แบบนั้นได้ มันเป็นรถราคาแพง ผลิตในปริมาณน้อยและอะไรต่าง ๆ นานา แต่คุณสามารถสร้างรถยนต์จริง ๆ ได้หรือไม่?’

“โอเคไม่เป็นไร เรากำลังจะทำอย่างนั้นด้วย และรถแบบนั้นกำลังจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ นั่นคือเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และหวังว่ามันจะให้บทเรียนอะไรบ้าง

“ผมคิดว่าจุดที่อยู่ไกลเกินเอื้อมที่ผมต้องการจะบอกก็คือ พวกคุณคือจอมขมังเวทย์แห่งศตวรรษที่ 21 อย่าปล่อยให้อะไรมาฉุดรั้งคุณไว้ จินตนาการไม่มีขีดจำกัด จงก้าวออกไปและสร้างสิ่งวิเศษบางอย่างให้เกิดขึ้น ขอบคุณครับ”

ข้อมูลอ้างอิง:
https://singjupost.com/elon-musks-commencement-speech…/…

เรียบเรียง: ภานุวัตร เอื้ออุดมชัยสกุล


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

The People Talk: เคล็ดลับสร้างโลกคนรุ่นใหม่จากใจบิดา Facebook มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก

The People Talk: ‘Unity’ สุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยโจ ไบเดน

The People Talk: ‘อุดมการณ์ที่พร้อมแลกด้วยชีวิต’ สุนทรพจน์ของเนลสัน แมนเดลา นักสู้ผู้เรียกร้องความเท่าเทียม

The People Talk: บทเรียนชีวิตแด่เด็กจบใหม่ยุคโควิด-19 สุนทรพจน์ปลุกใจให้ก้าวไปข้างหน้าจากประสบการณ์ของ มิเชลล์ โอบามา

The People Talk: ‘ความเป็นส่วนตัวต้องมาอันดับหนึ่ง’ สุนทรพจน์ที่ ‘ทิม คุก’ แห่งแอปเปิล ส่งสัญญาณรบกับ Facebook

The People Talk: ‘หากท่านต้องการรับใช้ยุคสมัยใด จงทรยศมันซะ’ สุนทรพจน์ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ของโบโน ร็อกสตาร์วง U2

The People talk: เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม สุนทรพจน์เพื่อเด็ก จากเด็กสาวผู้กล้า มาลาลา ยูซาฟไซ

The People Talk: “Nobody ever has to say ‘Me too’ again” สุนทรพจน์เรียกร้องสิทธิสตรีสุดกินใจของ โอปราห์ วินฟรีย์