Post on 14/01/2021

เอลวิส เพรสลีย์: ราชาเพลงร็อกผู้เปลี่ยนโลกดนตรีด้วยบทเพลงจาก ‘คนผิวดำ’

“ก่อนหน้าเอลวิส เพรสลีย์ บนโลกนี้ไม่มีอะไรเลย”

จอห์น เลนนอน นักร้องนำแห่งวง The Beatles เคยกล่าวไว้เช่นนั้น และนั่นไม่ได้ผิดไปจากความจริงนัก

ใบหน้าหล่อเหล่า เสียงร้องทรงเสน่ห์ ท่วงท่าเพลินตาเมื่อเขาขยับกาย วาดลวดลายบนเวที เหล่านี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์ของ ‘เอลวิส เพรสลีย์’ (Elvis Presley) ชายที่ถูกขนานนามว่าเป็นราชาแห่งบรรดาเพลงร็อก ขณะเดียวกัน เขาคือผู้เผยแพร่และฝากฝังวัฒนธรรมหลายต่อหลายอย่างไว้บนโลก ไม่ว่าจะเป็นแฟชัน แนวดนตรี หรือท่าเต้นบนเวทีที่นักร้องรุ่นหลังมากมายต่างหยิบมาปรับใช้ในช่วงเวลาต่อมา

เรียกได้ว่าเอลวิสคือดวงดาวที่สุกสกาวที่สุดดวงหนึ่งของยุค 1950s – 1970s หากเบื้องหลังชีวิตที่รุ่งโรจน์บนเส้นทางสายดนตรีของเขา เอลวิส เพรสลีย์ เป็นเพียงชายคนหนึ่งที่เกิดในมิสซิสซิปปี รักเสียงดนตรี และเกิดมาเพื่อ ‘ตายคนเดียว’

 

ตะวันขึ้นที่มิสซิสซิปปี

เด็กชายเอลวิสลืมตาดูโลกครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มกราคม 1935 เขาเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัวชนชั้นแรงงานในตูเปโล มิสซิสซิปปี พ่อและแม่ของเอลวิสทำงานรับจ้างที่ได้ค่าแรงเพียงเพื่อประทังชีวิตให้ผ่านแต่ละวันไปได้เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ครอบครัวของเอลวิสก็ศรัทธาในพระเจ้า หนูน้อยวัยจิ๋วฟังและร้องเพลง gospel ในโบสถ์มาตั้งแต่ยังไม่เข้าเตรียมอนุบาลเสียด้วยซ้ำ

พ่อและแม่ของเอลวิสเลี้ยงดูเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คอยพร่ำสอนให้เด็กน้อยพูดจาสุภาพและเป็นเด็กดี เอลวิสเป็นเด็กขี้อาย หากก็มีความกล้าและช่างฝัน ครั้งหนึ่งที่ฐานะการเงินของครอบครัวเข้าขั้นวิกฤติ สองสามีภรรยาตระกูลเพรสลีย์ที่นั่งกุมขมับอยู่ก็มีอันต้องหลุดยิ้มเพราะคำพูดของลูกชายสุดที่รักที่เพิ่งอายุเพียงสิบขวบต้น ๆ

เอลวิสบอกว่า “อย่ากังวลเลยครับแม่ ถ้าผมโตขึ้นผมจะซื้อบ้านดี ๆ ให้แม่ จะจ่ายหนี้ที่แม่ค้างกับร้านสะดวกซื้อ จะซื้อรถคาร์ดิแลกสองคัน ให้พ่อกับแม่หนึ่งคัน ให้ตัวผมเองหนึ่งคัน”

วันนั้น ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เจ้าหนูเอลวิสพูดจะกลายมาเป็นความจริง ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กน้อยตรงหน้าพวกเขาคือดวงตะวันที่คนทั้งโลกต้องหันมอง

 

ตะวันฉายใต้ร่มเพลงบลูส์

เอลวิสรู้ตัวว่าเสียงของเขานั้นมีค่า แม้จะยังไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไรได้บ้าง ตอนเริ่มแตกเนื้อหนุ่มครอบครัวของเขาย้ายบ้านไปที่เมืองเมมฟิส ที่นั่นเขาเริ่มมีความฝันถึงอาชีพศิลปิน เขามักจะร้องเพลงอยู่เสมอ แต่เมื่อถูกถามว่าเขาร้องเพลงแนวไหนหรือมีเนื้อเสียงเหมือนใคร เอลวิสกลับตอบว่า “ผมไม่ได้เสียงเหมือนใครเลย” ในโบสถ์เขาร้องเพลง gospel นอกจากนั้นเขาก็ซึมซับวัฒนธรรมร็อกแอนด์โรลล์และดนตรีบลูส์มาจากศิลปินข้างถนนในละแวกบ้าน 

เอลวิสโอบรับเอาดนตรีทั้งหมดที่เขารู้จัก และถ่ายทอดมันออกมาในรูปแบบของเขาเอง 

เอลวิสหาลู่ทางในวงการเพลงอยู่เสมอ และความพยายามของเขาก็เริ่มมีผลตอบรับในปี 1954 เมื่อเขาหยิบเพลง ‘That’s All Right’ ของ Arthur Crudup นักดนตรีบลูส์ชาวแอฟริกัน – อเมริกัน และเพลง ‘Blue Moon of Kentucky’ ของ Bill Monroe มาแสดงกลางแจ้งที่ Overton Park Shell การผสมผสานที่แปลกหูแปลกตาระหว่างเพลงบลูส์ เนื้อเสียง และท่าทางของเอลวิสได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ราวกับเอลวิสเป็นตะวันที่เพิ่งได้ฉายแสงครั้งแรก ทุกสายตาจับจ้องที่เขา และเอลวิสไม่รู้เลยว่าทำไม

“พวกเขาส่งเสียงร้องตะโกน และผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังตะโกนอย่างคลั่งไคล้ให้กับอะไร”

เอลวิสทำให้เพลงบลูส์กลายเป็นของเขา และอีกไม่นานเขาก็คว้าเอาเพลงร็อกไปด้วย

 

หัวขโมยคนขาว

เอลวิสโด่งดังขึ้นตามลำดับ ปี 1956 เขาเซ็นสัญญากับค่ายเพลงอย่าง RCA และปล่อย ‘Heartbreak Hotel’, ‘Love Me Tender’, ‘All Shook Up’ รวมทั้งบทเพลงอื่น ๆ เอลวิสกลายเป็นศิลปินที่มียอดขายสูงที่สุดและพาให้โลกดนตรีเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยของร็อกแอนด์โรลล์ เขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นเดียวกันและรุ่นหลังอีกมากมาย ในฐานะ ‘King of Rock and Roll’ ที่ถูกเรียกสั้น ๆ จนติดปากว่า ‘The King’

โลกกู่ร้องชื่อเอลวิส ขณะเดียวกันก็แทบจะหลงลืมชื่อ Arthur Crudup เจ้าของบทเพลง ‘That’s All Right’ ที่ราชาเอามาคัฟเวอร์จนโด่งดัง อีกด้านหนึ่งของโลกดนตรี เหล่านักวิจารณ์บางคนมองว่าส่งที่เอลวิสทำนั้นไม่ได้มีอะไรล้ำค่ามากไปกว่าการ ‘ขโมย’ จิตวิญญาณในดนตรีร็อกและบลูส์ซึ่งแต่เดิมถูกขับร้องเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของคนผิวดำ แล้วนำมาทำใหม่เพื่อขายให้ ‘คนขาว’ ได้รับฟัง

อาร์เธอร์ ครูดัพ (Arthur Crudup) กล่าวถึงการโด่งดังของเอลวิสที่ตรงกันข้ามกับความข้นแค้นทั้งในอาชีพนักดนตรีและในชีวิตของเขาว่า “ผมทำให้ทุกคนร่ำรวย แต่ตัวผมกลับยากจน นั่นอาจจะเป็นชะตาของผม เกิดมาอย่างยากจน ใช้ชีวิตอย่างยากจน และตายจากไปอย่างยากจนเช่นกัน”

เอลวิสกลายเป็นคนร่ำรวย เขาซื้อบ้านให้แม่และชำระบิลทุกบาททุกสตางค์อย่างที่เขาในวัยเด็กเคยเอ่ยสัญญาไว้ เขาซื้อรถให้ครอบครัว เขาซื้อหาทุกอย่างที่พอใจ โลกรังสรรค์ทุกความสุขมาให้เขาเพื่อขับเคลื่อนให้เขายังก้าวเท้าขึ้นไปบนเวที

เสียงร้องทุ้มต่ำแบบฮัสกีวอยซ์ (ใช้เรียกเสียงร้องทุ้ม มีปลายเสียงแหบที่ฟังดูน่าดึงดูด) ร่วมกับลีลาการเต้นของเขานำมาซึ่งเสียงตะโกนเรียกชื่อ ‘เอลวิส! เอลวิส!’ อยู่ไม่ขาดสาย สาว ๆ คลั่งไคล้เขา หนุ่ม ๆ ก็เช่นกัน นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่าสิ่งที่เอลวิสขายนอกจากเพลงก็คือ ‘แรงจูงใจทางเพศ’ จนถึงกับบอกว่าเอลวิส ‘ป็อป’ ได้เพราะสิ่งนี้ หากเจ้าตัวก็ออกมาบอกอย่างไม่ยี่หระนักว่า

“ผมก็แค่เต้นบนเวที ผมขยับตัวบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยทำอะไรหยาบคายนี่ ผมไม่ได้ทำท่าทางบัดสี ผมก็แค่นั่งเฉย ๆ ตอนร้องเพลงไม่ได้ มันก็เท่านั้นเอง”

 

เจ็บไข้และได้ตายจาก

ตลอดชีวิตของเอลวิสเขาได้รับความนิยมไม่เคยสร่าง แม้แต่ตอนที่เขาเข้ารับหน้าที่ทหารในประเทศเยอรมัน เสียงร้องและใบหน้าของเขาก็ยังเป็นที่พูดถึงในอเมริกาและโลก และเมื่อเขากลับมา ผู้คนก็แห่แหนไปต้อนรับราชาของพวกเขาอีกครั้ง

บทเพลงมากมายที่เอลวิสร้องโดยไม่เคยแต่ง กลายเป็นบทเพลงระดับตำนานที่ขับขานให้โลกนี้ฟังมาหลายทศวรรษ เขาก้าวขึ้นเวทีคืนแล้วคืนเล่า โหมงานหนัก และลงท้ายด้วยการเจ็บป่วยทั้งกายและใจ

อย่างที่เกริ่นไว้ช่วงต้นว่าเอลวิสเคยเป็นเด็กขี้อาย หลังจากเขากลายเป็นร็อกสตาร์เอลวิสก็ยังคงขี้อายอยู่ เขาจำเป็นต้องใช้ยาเสพติดเพื่อสงบใจตัวเองก่อนที่จะเปิดม่านแล้วก้าวออกไปพบกับผู้ชม เอลวิสเสพยาทุกค่ำและเริ่มมีปัญหาน้ำหนักตัว ความเครียดทำให้เขามีพฤติกรรมการกินผิดปกติ รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่น ๆ ด้วย

ไม่นานนักก่อนการตายของเอลวิส ‘The King’ ได้ส่งสัญญาณความทรมานในจิตใจที่มากเกินแบกให้คนรอบตัวได้รับรู้ ราชาเพลงร็อกบอกกับสตาฟฟ์ที่ร่วมงานกับเขา ยามที่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นฝูงชนมากมายคอยรอรับว่า “พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รักที่ผมเป็นผมหรอก อันที่จริงพวกเขาแทบไม่รู้จักผมเลย”

การใช้ชีวิตอย่าง ‘เอลวิส เพรสลีย์’ นั้นแสนโดดเดี่ยว จอห์น เลนนอนเคยกล่าวถึงความโดดเดี่ยวประเภทนั้นอย่างเข้าอกเข้าใจไว้ว่า “เมื่อยืนอยู่ในจุดที่รายล้อมด้วยผู้คน อาการขาดความรักนั้นจะยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ สำหรับ The Beatles พวกเรายังมีกันสี่คนและร่วมรู้สึกถึงมันไปพร้อมกัน แต่เอลวิสไม่มีใคร”

เอลวิสเริ่มพูดถึงความตายบ่อยขึ้น เขากลัวการตายจากโดยที่ไม่มีใครจดจำ 

ความหวาดหวั่น สับสน และป่วยไข้ของราชาดำเนินมาจนถึงวันสุดท้ายของเขา วันที่ 16 สิงหาคม 1977 เอลวิสจากโลกนี้ไปโดยไม่มีใครคาดฝัน ตลอดชีวิตของเอลวิสรายล้อมด้วยผู้คนที่รักและหลงใหลในตัวเขา ยกเว้นวันสุดท้ายที่เขาตายตัวคนเดียว – ที่ ห้องน้ำในบ้านพักของตัวเอง

 

สิ่งที่ฝากไว้กับโลก

แม้เมื่อครั้งมีชีวิต เอลวิสจะหวาดกลัวการไม่ถูกจดจำมากสักเท่าไร แต่ชีวิตหลังความตายของเขาก็ยังรายล้อมด้วยการระลึกถึงและมอบรักจากฝูงชนอยู่ดี

เอลวิสได้มอบร็อกแอนด์โรลล์ไว้กับโลก แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้สร้างมันขึ้นมา เอลวิสได้มอบความกล้าให้ศิลปินมากมายที่มีฝันอยากเติบโตและกลายเป็นเช่นเดียวกับเขา 

เอลวิสฝากสิ่งต่าง ๆ ไว้บนโลกเสียมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่จนถึงวันนี้ ผู้คนจะยังขับขานชื่อเขาพร้อมทั้งเปิดเพลง ‘Can’t Help Falling in Love’ ให้ได้ยินอยู่ทั่วไปดั่งเช่นวันวาน

 

เรื่อง: จิรภิญญา สมเทพ

ที่มา: หนังสือ Being Elvis a Lonely Life เขียนโดย Ray Connolly

https://time.com/4894995/elvis-in-the-heart-of-america/

https://www.britannica.com/biography/Elvis-Presley

 


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว

Related

จัสติน บีเบอร์ ทิ้งลิงไว้ที่เยอรมนี ไปบ่อย…แต่ไม่เคยกลับไปเยี่ยมเลยสักครั้ง

ไม่มีฮีโรในจักรวาลของ จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน ผู้เขียนหนังสือ A Game of Thrones

เทย์เลอร์ สวิฟต์ สลัดภาพนักร้องที่การเมืองไม่ยุ่ง มามุ่งเรื่องการเมือง

ต้นสน กัญชา และช่วงเวลาที่แสนดี ที่มาของ ‘Somewhere’ ใน ‘Somewhere Only We Know’ เพลงฮิตของ Keane

“เตะเหตุผลทิ้งไป แล้วใช้สว่านของนายทะลวงให้ถึงสวรรค์!” ลูกพี่คะมินะ แห่ง “อภินิหารหุ่นทะลวงสวรรค์”

โรเบิร์ต เอกเกอร์ส ความหวังใหม่แห่งวงการสยองขวัญ ผู้สั่นประสาทด้วยศาสตร์ภาพยนตร์

เจสซี ไอเซนเบิร์ก หน้าเนิร์ดก็ยอมรับว่าเนิร์ด กับการรับมือโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

คริส อีแวนส์ กัปตันอเมริกา รักเด็ก รักหมา ด่าทรัมป์