Post on 16/08/2020

เอ็มมา กอนซาเลซ: ผู้รอดชีวิตเหตุกราดยิง แกนนำม๊อบ ม.ปลาย ที่ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจกฎหมายครอบครองอาวุธปืน

ตลอดชีวิตของ เอ็มมา กอนซาเลซ (Emma González) เด็กสาวชาวอเมริกันวัย 18 ปี (ตอนที่เหตุการณ์เกิด) คงไม่มีช่วงเวลาไหนที่เธอจะนึกฝันว่าตัวเองต้องมาขึ้นเวที และพูดถึง ‘อาวุธปืน’ สิ่งที่พรากชีวิตเพื่อน ๆ ของเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ

กอนซาเลซเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนมัธยม มาร์จอรี สโตนแมน ดักลาส เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 2018 โดยนิโคลัส ครูซ ผู้ก่อเหตุวัย 19 ปี ได้ถือปืนไรเฟิล AR-15 บุกเข้าไปกราดยิงในช่วงบ่าย ก่อนจะหลบหายไปพร้อมกับฝูงชนที่พยายามหนี ซึ่งหลังจากแวะไปซื้อน้ำอัดลมกินต่อที่ร้านซับเวย์ในวอลมาร์ต เขาก็ถูกจับได้ในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เหตุการณ์นี้ได้คร่าชีวิตนักเรียนและเจ้าหน้าที่ไปถึง 17 คน

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ เอ็มมาและเพื่อน ๆ กำลังสนุกอยู่กับกิจกรรมวันวาเลนไทน์ของโรงเรียน ชั่วขณะที่กำลังสนุกสนาน จู่ ๆ สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นการซ้อมหนีไฟ หากไม่ได้ยินเสียงปืนและเสียงกรีดร้องตามมา กอนซาเลซและเพื่อน ๆ หนีไปซ่อนในที่ที่คิดว่าปลอดภัย เธอพยายามตั้งสติและหาข้อมูลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากอินเทอร์เน็ต ก่อนจะพบว่าหนึ่งในรายชื่อผู้เสียชีวิตคือเพื่อนสนิทของเธอ

“เวลาประมาณ 6 นาทีกับอีก 20 วินาที ชีวิตของคน 17 คนถูกพรากไป ในขณะที่ชีวิตของทุกคน ขอย้ำว่าทุก ๆ คนที่อยู่ในโรงเรียนดักลาสตอนนั้นต้องพลิกผัน ทุกคนที่ได้สัมผัสช่วงเวลาอันแสนสั้น แสนโกลาหล แต่กลับเงียบงัน ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นล้วนเข้าใจดี” กอนซาเลซกล่าวบนเวทีประท้วง ‘March for Our Lives’ ที่เธอและเพื่อน ๆ ผู้รอดชีวิตผลักดันให้เกิดขึ้น

เธอเริ่มเอ่ยชื่อของผู้เสียชีวิตทีละคนออกมา ก่อนจะให้รายละเอียดคร่าว ๆ ว่า ชีวิตของพวกเขาจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกบ้าง “แค่ 6 นาที 20 วินาที กับ ปืน AR-15 คาร์เมนเพื่อนของฉันไม่สามารถบ่นเรื่องคลาสเปียโนของเธอได้อีก แอรอน ฟาอีส ไม่สามารถเรียกเคียราว่า Ms. Sunshine ได้อีกแล้ว อเล็กซ์ ชัคเตอร์ ไม่มีวันได้มาโรงเรียนพร้อม ไรอัน พี่ชายของเขาอีก และฉันก็คงไม่มีโอกาสได้ฟังมุกตลกของสก็อต บีเกิล กับคาเมรอนที่แคมป์ฤดูร้อนอีกแล้ว…”

หลังกล่าวชื่อพวกเขาออกมาทั้งหมด กอนซาเลซก็เงียบไป เธอยืนนิ่งและพยายามควบคุมลมหายใจ ขณะที่ฝูงชนซึ่งกำลังฟังเธอต่างก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียง มันเป็นชั่วขณะแห่งความเงียบที่น่าอึดอัด กอนซาเลซเงียบอยู่แบบนั้น จนกระทั่งเสียงนาฬิกาจับเวลาดังขึ้น ก่อนจะกล่าวต่อ “ตั้งแต่ฉันเดินออกมาพูด จนถึงตอนนี้ เวลาผ่านมาประมาณ 6 นาทีกับอีก 20 วินาทีแล้ว มันคือเวลาที่ผู้ก่อเหตุเดินเข้ามายิงคน ทิ้งปืนไรเฟิลของเขา ก่อนจะหลบหนีไปพร้อมฝูงชน กว่าจะจับได้ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง”

เธอจงใจใช้ความเงียบเพื่อทำให้ผู้คนเข้าใจว่า 6 นาทีที่พวกเธอกำลังซ่อนตัวจากเหตุการณ์นี้ มันยาวนานมากขนาดไหน และมันสามารถพรากอะไรไปจากเราได้บ้าง สุนทรพจน์ในครั้งนั้น ถูกหลายคนยกย่องว่าเป็น ‘การใช้ความเงียบได้ดังกึกก้องที่สุด’ เธอสามารถทำให้พลเมืองชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจประเด็นความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมายครอบครองปืนในอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดคดีกราดยิงและคดีฆาตกรรมเป็นจำนวนมาก

อันที่จริง การประท้วงให้มีการพิจารณาแก้กฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืน ไม่ใช่ข้อเรียกร้องใหม่ เพราะทุกครั้งที่มีเหตุกราดยิงลักษณะนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ก็จะมีการประท้วงให้ยกหัวข้อนี้มาพิจารณาเสมอ ช่วงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง และสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ (National Rifle Association – NRA) ต่างก็ออกมาพร่ำบอกกับประชาชนว่าจะไม่มีวันยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แต่มันก็ยังมีจนได้ คราวนี้จึงถึงทีของเด็ก ๆ ที่ไม่อาจรอให้ผู้ใหญ่หันมาสนใจปัญหาที่คาราคาซังมาหลายปี พวกเขาจะขอลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

“ผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเด็ก ๆ ใช้แต่อารมณ์ แต่เพื่อนเราบางคนถูกพรากชีวิตไปในเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิด ถ้าไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย พวกเขาก็จะตัดสินเราอีก” กอนซาเลซให้สัมภาษณ์กับ Harper’s Bazaar “เราเบื่อหน่ายกับการถูกมองข้าม เราจึงลุกขึ้นมาพูดแทนคนที่ไม่มีใครรับฟัง คนที่ยังไม่อาจพูดเรื่องนี้ออกมาอย่างเสรีได้ รวมถึงคนที่ไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว” เธอยังโต้ตอบไปถึงฝั่งสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ ที่เคยออกมาพูดว่า พวกนักเรียนเอาแต่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการเรียกร้องว่า

“ถ้าคุณเคยสูญเสียใครสักคน คุณก็น่าจะเข้าใจว่าที่เราทำแบบนี้มันไม่ใช่เพราะอยากเรียกร้องความสนใจ ถ้างานศพพวกนี้มันเป็นของเพื่อนคุณ คุณก็จะรู้ว่าความเสียใจเหล่านี้มันคือเรื่องจริง ไม่ได้มีใครจ้าง”

“ผู้ใหญ่บอกว่าเราทำตัวหยาบคายไม่สุภาพ แต่จะให้เราแสดงความเคารพกับคนที่ไม่เคารพเราได้อย่างไร?” เธอตั้งคำถาม “เราถูกสอนว่าถ้าเห็นอะไรไม่ถูกต้อง ให้พูดมันออกมา พอเราพูดแล้ว คนที่เคยสอนเรื่องพวกนี้กลับโจมตีเราเสียเอง ผู้ใหญ่ชอบเวลาเรามีคะแนนสอบสูง ๆ แต่เกลียดเวลาเราแสดงความเห็นของตัวเองอย่างหนักแน่น”

ขบวนประท้วง ‘March for Our Lives’ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2018 ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญ เพราะในวันเดียวกัน นอกจากผู้เข้าร่วมประท้วงกว่า 200,000 คนที่วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานหลัก ก็ยังมีงานชุมนุมน้อยใหญ่อีกกว่า 800 งานจัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก แถมสัดส่วนของผู้ชุมนุมก็ยังมีเด็กและวัยรุ่นมาเข้าร่วมมากเป็นประวัติการณ์

เหล่าผู้จัดงานและแกนนำซึ่งยังเป็นเพียงเด็ก ม.ปลาย ขึ้นอ่านคำปราศรัยอย่างหนักแน่น และชี้ชัดถึงข้อบกพร่องของรัฐบาลที่หย่อนยานด้านการตรวจสอบประวัติของผู้ซื้อปืน พวกเขาต้องการให้เพิ่มเกณฑ์อายุผู้ครอบครองปืนให้สูงขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้นักการเมือง เลิกรับเงินสนับสนุนจากสมาคมไรเฟิลแห่งชาติ ที่ดูเหมือนจะมีอำนาจเหนือพรรคการเมือง ไม่ว่าจะพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมเครต มานานหลายปีด้วย

ถามว่า การชุมนุมโดยพลังเยาวชนครั้งนี้นำสู่อะไร? เพราะการถกเถียงเรื่องนี้มีมานานแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่เหล่าผู้ชุมนุมรู้มาตั้งแต่ต้น แต่ความคาดหวังของผู้จัดงานนั้น มากไปกว่าสร้างการรับรู้ คือกระตุ้นการมีส่วนร่วมในแบบประชาธิปไตย พวกเขาเชิญชวนให้เหล่าคนรุ่นใหม่ ที่มีสัดส่วนการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยที่สุด (อ้างอิงจากผลสำรวจของ Pew Research Center ปี 2016) รอคอยที่จะโหวตนักการเมืองที่แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อข้อเรียกร้องออกไปจากสภา

แม้เด็ก ๆ หรือวัยรุ่นบางคนที่มาประท้วงอาจยังไม่มีแม้แต่สิทธิเลือกตั้ง แต่ขบวน March for Our Lives ก็สร้างความตระหนักรู้ถึงอิทธิพลของการออกมาใช้สิทธิ ว่ามันสามารถกำหนดทิศทางชีวิตของประเทศได้อย่างไร วันใดที่คลื่นลูกใหม่เหล่านี้ สามารถเข้าไปกาเลือกประธานาธิบดี หรือตัวแทนเข้าไปในสภาได้ ถึงตอนนั้นเราก็จะเห็นผลลัพธ์เอง ว่าพลังของคนรุ่นใหม่นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

 

ที่มา
https://www.nytimes.com/2018/03/24/us/emma-gonzalez-march-for-our-lives.html?searchResultPosition=1
https://www.harpersbazaar.com/culture/politics/a18715714/protesting-nra-gun-control-true-story/
https://edition.cnn.com/2018/03/25/us/emma-gonzalez-what-you-need-to-know-trnd/index.html
https://www.vox.com/2015/10/3/9444417/gun-violence-mass-shootings-us-america
https://giffords.org/blog/2019/03/7-ways-america-changed-since-the-march-for-our-lives/
https://time.com/5764543/young-activists-letters-to-elders/

 

 

เรื่อง: พาขวัญ ศักด์ขจรยศ


Related

นิยม กุลาชัย เปลี่ยนภูลมโล ให้เป็นสีชมพู ด้วยดอกนางพญาเสือโคร่ง และการท่องเที่ยว

มาร์ชา พี. จอห์นสัน: สตรีข้ามเพศผิวดำที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมของรัฐ

โคลิน เคเปอร์นิก: นักกีฬาดาวรุ่งที่ตกงานเพราะเรียกร้องความเท่าเทียม

มาร์ซี บอร์เดอร์ส หญิงสาวในภาพ ‘Dust Lady’ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ 9/11

จีน แมนฟอร์ด: คุณแม่ยุค 70s ที่ออกมารณรงค์ไม่ให้คนทิ้งลูกเพียงเพราะเป็นเกย์

ชญานิน หาญการสุจริต ความสุขที่ได้ให้โอกาส เพื่อส่งต่อความสุขและความฝัน

ทิงเกอร์ แฮตฟิลด์ จากนักกีฬาค้ำถ่อ สู่ผู้ออกแบบ Nike Air Max สนีกเกอร์ดีไซน์แปลก ที่กลายมาเป็นตำนานของไนกี้

Air Zoom Pulse: รองเท้ารุ่นที่ Nike มอบให้บุคลากรทางการแพทย์ช่วงโควิด