Post on 13/02/2020

เอริค คันโตน่า: จาก “ราชา” ปีศาจแดง สู่ “ดารา” ร็อคแอนด์โรลล์

ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ภายในห้องอาหารคฤหาสน์ใหญ่ ข้างหน้ามีขวดบรรจุน้ำหมักองุ่นชั้นเลิศวางเรียงราย เขาดีดแก้วพร้อมเรียก “คนรับใช้” ให้เติมไวน์ลงไป สีแดงของน้ำรินลงวัตถุแก้วใส เขาหมุนก้าน และเริ่มฮัมท่อนแรกของ เพลง “Once” มิวสิควิดีโอใหม่ล่าสุดของ เลียม กัลลาเกอร์ ศิลปินตัวพ่อของชาว Brit Pop

ชายผู้นั้น ที่เห็นแต่แผ่นหลังในตอนแรก คือ เอริค คันโตน่า (Eric Cantona) อดีตกองหน้าระดับตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวัย 53 ปี  

“ก็องโต้” รับบทบาทเป็นนักแสดงนำในซิงเกิลที่ 3 จากอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ของเลียม ที่ใช้ชื่อว่า “Why Me?  Why Not”

เลียมยกให้ Once เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดที่ตัวเองรู้สึกภูมิใจมากกับการได้เป็นส่วนหนึ่งในการแต่งเพลงนี้

“เชื่อผมเถอะ ผมเคยร้องเพลงเจ๋ง ๆ มาเยอะแยะไปหมด ผมหวังว่าคุณจะชอบมันพอ ๆ กับผมนะ”

เมื่อเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพลงหนึ่งในชีวิตนักดนตรี น้องคนสุดท้องแห่งตระกูลกัลลาเกอร์ ก็ต้องทำ MV ให้เป็นที่จดจำด้วยเช่นกัน และดึงเอาบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดมารับบทตัวเอก ซึ่งเมื่อภาพตัดมาปรากฏกายเป็นคันโตน่า ก็ทำให้เซอร์ไพรส์กันไปใหญ่ เพราะนอกจากจะนำเอาคนที่มีชื่อเสียงมาเป็นตัวเอกใน MV ครั้งแรกแล้ว

อดีตดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส ยังเคยเป็นนักฟุตบอลของทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรที่อดีตฟรอนต์แมนแห่งวง Oasis เกลียดที่สุด เนื่องจากเขาเชียร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอริร่วมเมือง

แต่เหตุผลที่ดึงตำนานหมายเลข 7 ของแมนฯ ยูไนเต็ด มารับหน้าบทบาทนี้ เลียมบอกไว้แล้วว่า เป็นที่ความพิเศษในตัวตนของก็องโต้

“ผมแม่งโคตรระทึกเลยว่ะ ที่ได้ทำงานกับนักบอลร็อคแอนด์โรลล์คนสุดท้าย เพลงแบบนี้แม่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เหมือนกับนักบอลแบบเขานั่นแหละ”

 

“เอริค เดอะ คิง” คือสมญานามที่คันโตน่าได้รับการยกย่องจากแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด หลังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำปีศาจแดงกลับสู่ความยิ่งใหญ่ โดยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ 4 สมัย และถ้วยเอฟเอคัพ อีก 2 ครั้ง ตลอดเวลา 5 ปีที่เขาเป็นลูกรักเบอร์ 1 ของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ศิลปินลูกหนังจากแดนน้ำหอมยังทำ 82 ประตูจาก 182 นัด และคว้าอันดับ 3 รางวัลบัลลงดอร์ในปี 1993

คันโตน่าอำลาทีมขณะที่ยังเป็นกัปตัน และประกาศแขวนสตั๊ดแบบช็อคแฟนบอลหลังสิ้นสุดฤดูกาล 1996/1997 ด้วยวัยเพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า “หมด passion กับเกมฟุตบอล” ซึ่งอาจทำให้เขาไม่สามารถเล่นในเกมระดับสูง และพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกได้ จึงเลือกที่จะหยุดชีวิตการค้าแข้งไว้ ซึ่งเขาก็ได้รับเกียรติให้มีการจัดเกม “เทสติโมเนียล แมตช์” เพื่อฉลองการค้าแข้งของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างยิ่งใหญ่ในปี 1998

การลาโอลด์แทรฟฟอร์ดในเวลานั้นสร้างความงุนงงให้กับแฟนบอลทั่วโลก เพราะดูกะทันหัน ทั้งที่ในสนามเขายังสุดยอด และยังเหลือภารกิจในการพาทีมคว้าแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีก ที่ยังทำไม่สำเร็จ ถือเป็นการตัดสินใจที่สุดแสนจะ “ติสท์” ไม่ต่างจากลีลาการเล่นอันสุดแสนจะตื่นตาตื่นใจ ทั้งการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยมมีทั้งหนัก เบา รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ในการทำเกมสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูที่หาตัวจับยาก จน “เรดอาร์มี” ต้องแต่งเพลง Ooh! Ah! Cantona! เพื่อไว้อุทาน ยามดาวเตะจากเมืองมาร์กเซยคนนี้โชว์ความเหนือชั้นในสนาม

ไรอัน กิ๊กส์ ยอมรับว่า ในช่วงที่เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ คันโตน่าคือบุคคลที่มีอิทธิพลกับเขามาก อีกทั้งยังชื่นชมพรสวรรค์ของยอดแข้งรายนี้ตลอด 5 ปีที่อยู่กับทีมด้วย

“เขามีพรสวรรค์ในการเล่นอันน่าเหลือเชื่อ เขาสร้างมิติการเล่นที่พิเศษให้กับทีม การเดาะบอลหลบ การชิปบอลอย่างเหนือชั้น เขาทำทุกอย่างดูง่ายไปหมด ทั้งที่มันไม่ง่ายเลย ก่อนที่เขาจะมาร่วมทีม เรามีปัญหาในการเข้าทำประตู แต่เมื่อเขามาทุกอย่างก็ลื่นไหล”

ส่วนวีรกรรมห่าม ๆ โหด เลว ดี ที่คันโตน่าเคยทำในสนามตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ก็ “ติสท์” ไม่แพ้ตอนครอบครองบอล ทั้งการต่อยหน้าเพื่อนร่วมทีม, กังฟูคิกครั้งแรกในอาชีพใส่ผู้เล่นของน็องต์สมัยเล่นให้กับโอแซร์ จนโดนใบแดงและโทษแบนอีก 3 เดือน, เคยขว้างลูกบอลใส่กรรมการ, ด่าอองรี มิเชล กุนซือทีมชาติออกทีวี จนถูกแบนจากทีมชาติเป็นเวลา 1 ปี เรื่องทั้งหมดที่เขาก่อ ทำให้เกือบต้องแขวนสตั๊ดตั้งแต่อายุ 25 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาความเถื่อนที่เขาทำทั้งหมด คงไม่มีใครลืม “กังฟูคิก” ที่ คันโตน่าฝากรอยเท้าและหมัดไปที่ แมตทิว ซิมมอนส์ แฟนบอลคริสตัล พาเลซ ที่สนามเซอร์เฮิร์ท ปาร์ก เมื่อเดือนมกราคม ปี 1995 ซึ่งเป็นจังหวะต่อเนื่องหลังจากที่เขาโดนใบแดงจากการอัด ริชาร์ด ชอว์ ผู้เล่นพาเลซ ระหว่างที่กำลังเดินออกจากสนาม คันโตน่าถูกแฟนบอลปราสาทเรือนแก้วด่าตามหลักฐานที่ถูกบันทึกว่า

“เฮียเอ๊ย กลับบ้านไป๊ ไอ้ฝรั่งเศสสารเลว”

จึงเกิดเหตุการณ์ประทับรอยเท้าอันน่าสะพรึงครั้งนั้นขึ้น จนเขาต้องถูกแบนจากการเล่นฟุตบอลถึง 9 เดือน และปีนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 3 ต่อกันอย่างน่าเสียดาย

หากคำว่า “ร็อคแอนด์โรลล์” ใช้แทนภาพลักษณ์ของศิลปินที่ขบถนิด ๆ มีความติสท์หน่อย ๆ  “นักเตะร็อคแอนด์โรลล์” คนสุดท้าย ก็คงเป็นสมญานามที่เหมาะสมกับคันโตน่าอย่างที่สุด

กับบทบาท “คิง เอริค” ใน MV เพลง Once ถือเป็นงานหน้าจอล่าสุดอย่างเป็นทางการของคันโตน่า จากที่ก่อนหน้านี้ในปี 2018 เขารับบทเป็นศิลปินร่วมสมัยซึ่งเป็นตัวเอกในหนังดรามาฝรั่้งเศสเรื่อง Ulysses & Mona ซึ่งหากนับจำนวนปีที่เริ่มเบนเข็มจากการวาดลวดลายในสนามหญ้ามาสู่การแสดงผ่านหน้ากล้อง จนถึงปัจจุบันที่เขาอายุ 53 ปีแล้ว “ก็องโต้” ใช้เวลากับอาชีพนักแสดงยาวนานถึง 22 ปี มากกว่าสมัยเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่เขาเล่นรวมเป็นเวลา 14 ปีเสียอีก

ลูกชายของพ่อที่มีอาชีพเป็นทั้งจิตรกรและพยาบาล เริ่มงานแสดงแบบไม่เป็นทางการครั้งแรก คือช่วงที่ถูกแบนจากโทษกังฟูคิก ปี 1995 เขาได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์ตลกสัญชาติฝรั่งเศส ในชื่อ Le bonheur est dans le pr? (ความสุขอยู่ในสนาม) โดยรับบทเป็นนักรักบี้ที่ชื่อว่า “ลิโอเนล” 

ต่อมา หลังประกาศลาสนามหญ้าอย่างเป็นทางการในปี 1997 แม้จะยังเล่นฟุตบอลชายหาดไปด้วย ดาวเตะฝรั่งเศสเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างเป็นทางการในปี 1998 ขยับจากหนังเล็ก ๆ ในประเทศ  มารับบทบาททูตฝรั่งเศสใน Elizabeth หนังอัตชีวประวัติของควีนเอลิซาเบธ ที่ 1 แห่งอังกฤษและไอร์แลนด์

Elizabeth เป็นหนังที่มีรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศสูงที่สุดที่คันโตน่าเคยแสดง ทำไป 82.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังคว้ารางวัลอีกมากมาย ที่เป็นเกียรติสูงสุดคือ ภาพยนตร์สหราชอาณาจักรยอดเยี่ยม (Best British Film) จากเวที BAFTA Awards

นับถึงปัจจุบัน คันโตน่ามีผลงานภาพยนตร์ที่เคยแสดงไปแล้วหลากบทบาทรวม 26 เรื่อง มีงานแสดงละครทางโทรทัศน์อีก 3 เรื่อง เจ้าตัวเคยยอมรับกับสำนักข่าวด้านกีฬาอย่าง Goal.com ว่า อยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักฟุตบอล ซึ่งสอดคล้องกับ BBC ที่เคยลงบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

“ผมรู้สึกมีความสุขมากกับโลกแห่งจินตนาการ เพื่อจะได้หนีไปจากโลกแห่งความเป็นจริงในบางที สำหรับผมแล้ว ฟุตบอล หนัง โรงละคร หรือ การถ่ายภาพ ล้วนแต่เป็นหนทางในการแสดงออกในความเป็นตัวตนของเราเอง”

นอกจากการโชว์แอคติงเองแล้ว ในปี 2002 ลูกคนกลางของตระกูลคันโตน่ายังทำในสิ่งที่เขามีความสุขในโลกแห่งมายา ด้วยการกำกับหนังสั้นความยาว 11 นาที เรื่อง Apporte-moi ton amour (เอารักคุณมาให้ฉัน) กับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปริศนาเกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตของภรรยา โดยเป็นการนำเอานวนิยายและเรื่องสั้นของ ชาร์ลส บูเคาว์สกี นักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมันมาทำเป็นหนังสั้น

 

ทุกบทบาทที่ตำนานหมายเลข 7 ของทีมปีศาจแดงได้รับนั้น มีผลงานบนจอเงินเรื่องเดียวที่เขาได้รับบทเป็นตัวเอง คือ Looking for Eric ที่ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2009 กำกับโดย เคน โลช ผู้กำกับมือรางวัลปาล์มทองคำ 

Looking for Eric เป็นภาพยนตร์แนวสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับ เอริค บิช็อป บุรุษไปรษณีย์วัยใกล้เกษียณ เขาเป็นคอบอลพันธุ์แท้ และมีคันโตน่าเป็นนักฟุตบอลขวัญใจ แต่ชีวิตของบิช็อปกำลังอยู่ในช่วงขาลงเข้าขั้นวิกฤตจากหลายปัญหาที่รุมเร้า ทันใดนั้น คันโตน่าซึ่งเป็นนักเตะที่เขาชื่นชอบก็ปรากฎกายขึ้นมา แล้วเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เสมือนเป็นไลฟ์โค้ชให้บิช็อปสามารถผ่านช่วงเวลายาก ๆ ของชีวิตไป 

ช่วงหนึ่งของ Looking for Eric ที่ตัวเขาร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยนั้น บิช็อปชวนคันโตน่าคุยถึงสมัยตอนเป็นนักเตะ ช่วงที่โดนแบน 9 เดือน พร้อมกับสมน้ำหน้าแฟนบอลคริสตัล พาเลซ  ว่าสมควรโดนแล้ว 

“มันตลกนะ บางที เราก็ลืมไปว่า คุณเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง”

“ก็องโต้”สวนกลับทันควันว่า “ผมไม่ใช่คน แต่ผมคือ คันโตน่า” 

คำตอบนี้สามารถใช้เป็นบทสรุปชีวิตอันสุดแสนจะ “ร็อคแอนด์โรลล์” ของชายคนนี้ตลอด 53 ปีที่ผ่านมาได้ในอีกความหมายว่า เขาก็คือเขา เขาไม่เหมือนใคร 

เพราะเขาคือ “เอริค คันโตน่า”

 

ที่มา

https://www.goal.com/en/news/2377/top-10/2010/11/28/2235602/top-10-eric-cantona-quotes-seagulls-water-carrier-terminator-and-

https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-51323991

https://www.bbc.com/sport/football/30932184

 

เรื่อง: Rushdcplus


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ