Post on 16/01/2021

ถอดบทเรียน 10 กว่าปี จากความฝันแรกสู่บทบาทสุดท้ายที่อยากเฉิดฉายในวงการบันเทิงของ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา 

จากเด็กสาวลูกครึ่งไทย-มาเลเซียที่ไม่เคยมีภาพฝันในวงการบันเทิง เธอได้ลองเริ่มต้นงานแรกจากการแคสโฆษณาก่อนจะ ‘เรียนรู้’ บทบาทที่หลากหลายจนเริ่ม ‘หลงรัก’ อาชีพนักแสดง ซึ่งถ้าใครเคยดูละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอนคุณชายรณพีร์ คงสะดุดตากับบทหม่อมหลวงวิไลรัมภา ที่เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลาได้ฝากผลงานชิ้นโบแดงเอาไว้ รวมทั้งผลงานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซิตคอม ภาพยนตร์ ไปจนถึงผลงานเพลง 

ล่าสุดเธอได้รับบทเป็น ‘ลลิสา’ ในละครเรื่องเนตรมหรรณพ ออกอากาศทางช่อง one31 ไปพร้อมกับเริ่มบทบาทใหม่นอกวงการที่ท้าทายไม่แพ้กัน

The People คุยกับเอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา ถึงมุมมองและชีวิตในวงการบันเทิงตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา พร้อมบทบาทใหม่ในฐานะเจ้าของกิจการร้านอาหารและร้านกาแฟ

 

 

The People : ความฝันในวัยเด็กคืออะไร

เอสเธอร์ : เท่าที่จำความได้คืออยากเป็นแอร์โฮสเตสตอนช่วงมัธยมฯ เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าการได้เป็นแอร์โฮสเตสคือการได้ไปในสถานที่ต่าง ๆ ได้ไปท่องเที่ยว เหมือนเที่ยวด้วยทำงานด้วย รู้แค่นั้นเลย 

 

The People : ตอนนั้นเคยนึกไหมว่าจะได้มาอยู่ในวงการบันเทิง

เอสเธอร์ : ไม่นึกเลย ไม่ได้นึกว่าตัวเองจะเข้ามาเต็มตัว มาเป็นนักแสดงเต็มตัว มาทำงานในวงการบันเทิงเต็มตัว ตอนนั้นแค่สมัครเล่น ลองดูแล้วกัน มีโอกาสก็ลอง ๆ ทำดู 

 

The People : มุมมองของเด็กหญิงเอสเธอร์ที่มีต่อวงการบันเทิงกับตอนนี้ต่างกันไหม

เอสเธอร์ : จริง ๆ ก็ไม่ต่างนะ หมายถึงว่าตอนเด็ก ๆ เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงการบันเทิงเลย เราไม่มีภาพในหัวเลยว่าวงการบันเทิงคืออะไร แค่เรารู้สึกว่าอ๋อ… วันนี้เราต้องไปเล่นละคร วันนี้เราต้องไปแคสต์โฆษณา แต่พอมาถึงอายุตอนนี้ เราเพิ่งมองเห็นภาพวงการบันเทิงออกว่ามันเป็นยังไง มันก็เลยไม่รู้สึกว่าต่างไปมาก 

 

The People : สิ่งที่เซอร์ไพรส์ตอนเข้าวงการช่วงแรก ๆ 

เอสเธอร์ : น่าจะมีหลายเหตุการณ์เหมือนกัน อย่างเช่นเซอร์ไพรส์มาก ๆ เลยคือการเป็นข่าว เราไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาเป็นข่าว หรือสิ่งที่คนอื่นพูดถึงเรา เราแค่แปลกใจ แล้วก็เป็นความรู้สึกแบบ… ข่าวนี้ดีก็ดี ข่าวไม่ดีก็อืมม์…เราก็มีโกรธมีเสียใจ มันเหมือนยังจัดการกับอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ด้วยความที่มันใหม่ แต่ตอนนี้คืออ้อ! ฉันเข้าใจแล้วว่าวงการบันเทิงมันเป็นอย่างนี้ มันก็ต้องเสียความเป็นส่วนตัวบ้าง มีคนพูดถึงเราบ้าง ทั้งดีและไม่ดี แต่ว่าเวลาผ่านไป ข่าวมันก็จะหายไป แล้วมันก็จะวนลูปอย่างนี้ ทำให้รู้ว่ามันเหมือนเป็นวัฏจักรวงการบันเทิง

 

The People : เวลาเจอเรื่องไม่ดีจัดการกับความรู้สึกตัวเองและสถานการณ์นั้นอย่างไร

เอสเธอร์ : แรก ๆ จัดการไม่ได้นะคะ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนก้อนหินใหญ่ ๆ มาทับอกตัวเอง แบบโห… ยกไม่ออก ไม่ว่าจะกินข้าวก็นึกถึง ตาจะหลับก็นึกถึง ทำอะไรก็นึกถึงตลอด มันเป็นปัญหาใหญ่มากในชีวิต เรานึกถึงคำพูดที่เขาเขียนถึงเรา เขาว่าเรา มันเอาออกจากหัวไม่ได้ แต่ว่าพอเหมือนมันใช้เวลาผ่านไป ข่าวมันเงียบไป แล้วมันกลับมาใหม่อีก มันกลายเป็นรู้สึกว่าเราเข้าใจ มันกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ มันอาจจะเป็นเพราะเรามีภูมิคุ้มกันแล้ว เราเข้าใจวงการบันเทิงมากขึ้น  ทุกวันนี้ชิลล์มาก ไม่ว่าใครจะพูดอะไร จะทำอะไร ก็อ้อ! เราเข้าใจ มันเป็นความเคยชิน แทบไม่มีผลต่อความรู้สึกแล้ว อาจเพราะว่ามีประสบการณ์กับมันมาแล้ว อยู่กับมันแล้วค่อยแก้ไขกันไป 

 

The People : ตอนนี้ยังรู้สึกอยากกลับไปเป็นแอร์โฮสเตสอยู่ไหม

เอสเธอร์ : ไม่อยากค่ะ พอเข้ามาตรงนี้เต็มตัวแล้วเราก็ไม่มีความรู้สึกแล้ว

 

The People : แล้วทุกวันนี้ชอบงานในวงการบ้างหรือยัง

เอสเธอร์ : เป็นสิ่งที่เรารักค่ะ รักเลย เพราะว่ามันเหมือนค่อย ๆ ซึมมา จากตอนแรกไม่ชอบ แต่พอได้ลองทำจริง ๆ ได้ลองลุยกับงานอีกที มันก็มีความสุขมาก คือในแต่ละวันงานเราไม่ซ้ำกันเลย ในบทบาทแต่ละบทบาทที่เราได้รับ มันมีความท้าทายแล้วก็ตื่นเต้น เป็นงานที่เราต้องเรียนรู้ใหม่ตลอด เปิดละครเรื่องใหม่ เปิดหนังเรื่องใหม่ ก็เหมือนเป็นการนับหนึ่งใหม่ มันเหมือนเราต้องเรียนรู้แบบไม่มีวันหยุดเลย 

 

The People : หลงใหลอะไรในการแสดง

เอสเธอร์ : เราชอบความท้าทาย คือเราไม่มีทางรู้เลยว่าบทบาทที่เราจะได้รับ ตัวละครนั้นเป็นคนนิสัยยังไง เหมือนเราต้องหาทางเข้าไปในตัวละครว่าอ๋อ…ความนึกคิดของตัวละครนี้เป็นยังไง มันสนุกที่เราได้ค้นหา ได้ทดลอง แล้วก็เหมือนเป็นการทดลองตัวเองด้วยว่าลิมิตขั้นสุดเราเล่นได้ประมาณไหน มันออกจากกรอบไปเอง ได้ทำอะไรที่แปลกใหม่

 

The People : บทบาทหน้าที่ที่อินหรือประทับใจมากที่สุด

เอสเธอร์ : ชอบหมดทุกบทบาทเลย แต่ถ้าให้เลือกอันที่มากสุดน่าจะเป็นการเล่นเป็นตัวละครร้ายครั้งแรก เพราะรู้สึกว่าตอนนั้นเรายังเด็กด้วย วุฒิภาวะเรายังไม่ได้รู้เรื่องขนาดนั้น ไม่ได้เข้าใจคนเท่าทุกวันนี้ มันเลยมีความท้าทายมาก มันเป็นตัวร้ายแบบโรคจิตเบา ๆ อะไรอยากได้ต้องได้ มันมีความยาก แล้วก็เล่นไปตื่นเต้นไป เวลาเข้าฉากยาก ๆ แต่ละทีจะมีความรู้สึกเหมือนกำลังจะขึ้นเวทีเลย ตื่นเต้นมากเลย เหงื่อแตก แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะต้องทำยังไง เพราะเราไม่มีภาพในบทเลยว่า เราจะพูดแบบนี้ เราจะต้องแสดงสีหน้าท่าทางอย่างนี้นะ แต่ว่าเราพอเหมือนแอ็คชันแล้วเราปล่อยให้ไหลไปตามบทที่มันควรจะเป็น ตัวละครที่มันควรจะเป็น ปรากฏว่าเฮ้ย! เราทำได้เหมือนกันนะ มันยากมากเลย แต่ว่าเราผ่านมาแล้ว เราผ่านฉากนี้มาแล้ว

 

The People : ตอนนั้นเล่นบทอะไร

เอสเธอร์ : คุณชายรณพีร์ จุฑาเทพ ดูกันใช่ไหมคะ มันยากมากเลยตอนนั้น (หัวเราะ) 

 

The People : รู้สึกอย่างไรกับการแสดงละครเรื่องล่าสุด ‘เนตรมหรรณพ’

เอสเธอร์ : ยากนะคะตัวนี้ ที่ผ่านมาคือไม่เคยรับบทเป็นคนมีฐานะ คนรวยมาก่อน เพราะว่าบทที่ผ่านมาก็จะเป็นแบบว่าสู้ชีวิต คนเรียบร้อยมาก ๆ หรือคนไม่สู้คน เป็นคนฐานะปานกลางใช้ชีวิตทั่วไป แต่เรื่องนี้พ่อเราทำเกี่ยวกับเครื่องประดับที่โห… ราคาหลายพันล้าน คือรวย เศรษฐีมาก ๆ การแต่งตัว ลักษณะท่าทาง แล้วยิ่งจบมาจากนอก เป็นผู้หญิงมั่นใจมาก ก็ยาก เพราะไม่รู้ว่าจะเอามือวางไว้ตรงไหน การเดิน จังหวะการพูด การพูดก็เร็วแต่ฉะฉาน ก็ยาก นึกภาพไม่ออกก็เลยมีความยาก

 

The People : ความน่าดูของเรื่องเนตรมหรรณพ

เอสเธอร์ : มันเป็นเรื่องสืบสวนสอบสวน สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือเรื่องนี้ตัวละครเยอะมาก แล้วบทละครมันกระจายไปเท่า ๆ กันเกือบทุกตัว มันไม่ได้เทมาที่คนใดคนหนึ่ง ความน่าสนใจคือเราจะได้เห็นนักแสดงหลาย ๆ คนประชันบทบาทกัน ประชันอารมณ์กัน แล้วก็เป็นการสืบหาว่าใครเป็นคนขโมยเพชรไป มันเป็นเรื่องที่ถ้าเฉลยปมปุ๊บ มันตกใจมากว่าเราไม่คิดว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เป็นความตื่นเต้นแล้วก็ลุ้นไปกับหนัง 

 

The People : มีวิธีทำความเข้าใจแต่ละบทบาทที่ได้รับอย่างไร 

เอสเธอร์ : สิ่งที่จะช่วยให้เข้าใจตัวละครก็คืออ่านบท เหมือนอ่านไดอะล็อกตัวละครเวลาเขาตอบกับพ่อเป็นยังไง ตอบกับแม่เป็นยังไง ตอบกับเพื่อนเป็นยังไง ความรู้สึกนึกคิดเขาเป็นคนยังไง บวกกับการคุยกับผู้กำกับว่าเขามองภาพตัวละครตัวนี้เป็นยังไง แต่ว่าจะรู้ลึกซึ้งจริง ๆ ก็เมื่อตอนที่เราลงไปเล่นกับมันแล้วสักพักหนึ่ง เราก็จะอ๋อ…เริ่มเก็ตแล้วว่าตัวนี้มันคิดแบบนี้ ทำไมตัวนี้ถึงจะทำแบบนี้ 

 

The People : นักแสดงที่ดีในมุมของคุณเป็นแบบไหน

เอสเธอร์ : คำว่านักแสดงที่ดีก็อย่างที่บอกค่ะว่ามันเป็นการทำงานที่เราต้องทำงานร่วมกับคนอื่น เพราะฉะนั้นหน้าที่รับผิดชอบที่เราต้องทำ เราก็ควรจะเตรียมตัวเองให้พร้อมเพื่อที่จะไปอยู่กับสถานการณ์ที่เราเจอ ก็เรียนรู้ตลอดเวลา ทำตัวเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว เพราะว่าถ้าเต็มแก้วปุ๊บ เราจะไม่เปิดโอกาส เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เลย 

 

The People : 3 สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นนักแสดงคืออะไร

เอสเธอร์ : วินัย เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา แล้วก็รับผิดชอบ 

 

The People : ทำไมถึงต้องเป็น 3 สิ่งนี้

เอสเธอร์ : รู้สึกว่าการทำงานในวงการคือเราไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียว มันเป็นงานที่ต้องอาศัยทีมเวิร์ก เพราะฉะนั้น การมีวินัยมันสำคัญมาก ๆ ถ้าเราไม่มีวินัย เราก็เหมือนกับว่าเราทำอะไร หน้าที่ที่เราควรจะทำ เรารับผิดชอบไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ควรจะทำ เพราะว่างานมันขึ้นอยู่กับคนหลายคน มันต้องการทีมเวิร์กสุด แล้วก็เรียนรู้ตลอดเวลา เพราะด้วยอาชีพที่มันเปลี่ยนอยู่ตลอด ทุกเรื่องมันเปลี่ยน บทบาทมันก็เปลี่ยนตามงาน คนก็เปลี่ยน เพราะฉะนั้น เราควรที่จะต้องเรียนรู้เข้ากับคน ไม่ใช่ว่าฉันอยู่ของฉันอย่างนี้ คนอื่นต้องมาปรับ ไม่ใช่ รู้สึกว่ามันเป็นครึ่งต่อครึ่ง อันไหนที่ว่าถูก โอเค เราทำถูก แต่อันไหนที่คนอื่นทำไม่ถูก เราก็ควรจะชี้ให้เห็นสิ่งที่คุณทำไม่ถูกนะ แต่ถ้าเขามาชี้ว่าการกระทำนี้ของฉันไม่ถูก เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับ ที่จะแก้ เพื่อให้มันบาลานซ์ มาเจอกัน แล้วก็รับผิดชอบ อย่างที่บอกคือเราตัดสินใจที่จะรับบทบาทนี้ เราตัดสินใจว่าจะทำแบบนี้ คำพูดของเราก็จะโอเค จะทำแบบนี้ ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง แล้วก็สิ่งที่ได้รับมอบหมาย ประมาณนี้ คิดว่าน่าจะสำคัญที่สุด 

The People : เคยมีความคิดอยากถอดใจออกจากวงการไหม

เอสเธอร์ : มีค่ะ แต่ว่าความรู้สึกนั้นมันจะเกิดขึ้นตอนที่เราเหนื่อย ๆ หมายถึงตอนที่เราทำงานหนัก ๆ ละครมันถ่ายตู้มเดียว เราไม่ได้พักผ่อน ก็เลยรู้สึกแบบโห… เหนื่อยมากเลย ไม่อยากทำแล้ว แต่ก็จะให้กำลังใจตัวเองว่ามันเป็นแค่ช่วงหนึ่ง เดี๋ยวพอมันจบไปงานหนึ่งแล้วเราก็จะมีเวลามากขึ้น 

 

The People : แล้วอะไรคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้ยังอยากอยู่ในวงการต่อไปเรื่อย ๆ 

เอสเธอร์ : ครอบครัวค่ะ เพราะรู้สึกว่าการที่ได้เข้ามาเป็นนักแสดงมันเปิดโอกาสให้เราหลาย ๆ ช่องทาง มันก็เหมือนเป็นการสนับสนุนครอบครัว ซัพพอร์ตครอบครัวของเราได้อยู่สบาย คุณพ่อคุณแม่เราไม่ต้องทำงาน น้อง ๆ เราได้เรียนที่เขาอยากเรียน แล้วก็ได้มีโอกาสทำธุรกิจ เป็นความฝันตอนเด็ก ๆ ที่ว่าอยากเปิดร้านอาหารครอบครัว เหมือนเป็นอีกขั้นหนึ่งที่เป้าหมายที่เราคิดตอนเด็ก ๆ สำเร็จแล้วนะ เกิดขึ้นจริงแล้วนะ 

 

The People : เห็นว่าคุณเคยมีผลงานเพลงด้วย

เอสเธอร์ : ใช่ค่ะเมื่อปีที่แล้ว ไม่ชอบเลยค่ะ แต่เราเป็นเด็กที่ถ้าให้ทำ คือเป็นสิ่งที่จะเลือกทำเป็นอันดับสุดท้ายของชีวิต (หัวเราะ) เพราะว่ามันเป็นงานที่ไม่ถนัดเลย คือร้องพอได้ เป็นคนหูไม่เพี้ยน ตรงคีย์ แต่แค่รู้สึกว่ามันยากสำหรับเรา มันยากอาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยได้รับการฝึกฝนมั้งคะ เราก็เลยไม่ค่อยถนัดสักเท่าไร ก็เลยไม่ชอบทำ 

 

The People : ตอนนั้นทำไมถึงได้ไปร้องเพลง

เอสเธอร์ : เพราะว่าเหมือนคุยกับพี่คนหนึ่งเขาบอกลองดูสิ คุณแม่ก็เชียร์บอกลองดูสิ ไม่เป็นไรหรอก อะ ร้องก็ร้อง ก็เลยออกมาเป็นเพลง แต่ว่าก่อนที่จะอัดเพลงนี้เราก็มีการไปเรียนกับครู ซ้อม แล้วก็ด้วยระบบคอมพิวเตอร์มันก็ช่วยเราด้วย ก็เลยออกมาเออ…ใช้ได้อยู่นะ โอเค ๆ ก็เลยโล่ง รู้สึกโล่งแบบไม่ต้องร้องอีกแล้ว (หัวเราะ) 

 

The People : แล้วถ้าให้ร้องเพลงอีกล่ะ

เอสเธอร์ : ต้องบิลต์ใหม่ (หัวเราะ) 

 

The People : ของบางอย่างไม่ชอบ ต่อให้ลองก็ไม่ชอบ

เอสเธอร์ : ใช่ค่ะ เพราะรู้ว่าไม่ได้ เราไม่ชอบจริง ๆ เราจะทำเมื่อต้องทำจริง ๆ เมื่อจำเป็นที่จะต้องทำจริง ๆ ถึงจะทำ แต่ถ้าให้ไปทำ ไม่ทำ 

 

The People : อะไรที่ทำให้ตัดสินใจออกจาก comfort zone ของตัวเองไปทำสิ่งใหม่ ๆ 

เอสเธอร์ : รู้สึกว่าตัวเองแล้วก็แม่ เพราะมีความคิดที่ว่าเหมือนอายุคนเรามันก็ไม่ได้จะอยู่ที่อายุนี้ตลอดไป แล้วงานในวงการบันเทิงอาชีพระยะงานมันสั้น เรารู้สึกว่าเราอายุ 26 ปีแล้ว เหลืออีกไม่กี่ปีเราก็แก่แล้ว 30 ปีแล้ว แล้วก็มีคลื่นลูกใหม่มาตลอด เราก็เลยช่วงนี้อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าลองทำอันนี้ได้ก็ทำ 

 

The People : มองว่าตัวเองในวันนี้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือยัง

เอสเธอร์ : ถ้าตอนนี้ให้ตัวเองว่าประสบความสำเร็จ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราสามารถซัพพอร์ตครอบครัวได้ เรายืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ เป็นที่พึ่งให้คนอื่นได้ เราเลยให้ตัวเองว่าประสบความสำเร็จ

 

The People : มีอะไรที่ยังอยากทำอีกไหม

เอสเธอร์ : น่าจะเป็นธุรกิจที่ทำอยู่ค่ะ ธุรกิจยังไม่ประสบความสำเร็จ เราเลยอยากทำให้มันประสบความสำเร็จ 

 

The People : เห็นมีเปิดคาเฟ่ด้วย

เอสเธอร์ : ใช่ เปิดคาเฟ่ แล้วก็เปิดร้านอาหารไทยอีกร้านหนึ่งด้วย ชื่อร้านสุปรี อยู่ที่รังสิตคลอง 3 เป็นร้านอาหารไทย ขายพวกอาหารไทยทั่วไป 

 

The People : จากนักแสดงแล้วเปลี่ยนมาทำธุรกิจ ถือว่ายากไหม

เอสเธอร์ : ยากตรงที่ว่าเราไม่มีความรู้มาก่อน หมายถึงว่าการทำธุรกิจ การทำร้านร้านหนึ่งมันเหมือนเป็นการต้องเรียนรู้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการหาซัพพลายเออร์ หาสูตร เรียนรู้เรื่องการทำกาแฟ เรียนรู้เครื่อง เรียนรู้การบริหารคน คือมันเป็นของจุกจิก ๆ มากไปหมด เราต้องลองผิดลองถูก เราถึงจะรู้ว่าอ๋อ… ทำแบบนี้มันถูกนะ ทำแบบนี้มันจะโอเค ก็สนุกดีค่ะ มันมีความตื่นเต้นอีกแบบหนึ่ง 

The People : มองภาพอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร

เอสเธอร์ : น่าจะไม่ได้เล่นละครแล้ว น่าจะอยู่กับครอบครัว น่าจะมีลูก 1 คน (หัวเราะ) ที่เห็นภาพตอนนี้ 

 

The People : คุณดูเป็นคนที่โฟกัสกับครอบครัว ?

ใช่ค่ะ เป็นคนรักครอบครัว เป็นคนชอบเห็นคนในครอบครัวมีความสุข มันเป็นความสุข 

 

The People : แล้วอะไรคือความสุขอื่นในตอนนี้นอกจากครอบครัว

เอสเธอร์ : จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลยนะ นอกจากงาน ความสุขกับงาน แล้วก็ครอบครัว ชีวิตหลัก ๆ มีแค่นี้ 2 อย่างนี้จริง ๆ

 

The People : ทั้งหมดทั้งมวลที่ผ่านมา วงการบันเทิงสอนอะไรบ้าง

เอสเธอร์ : สอนเยอะเลย ในเรื่องของการทำงาน สอนเรื่องความรับผิดชอบ ทั้งวินัย แล้วก็ทำให้เราเหมือนได้เจอคนที่หลากหลาย นิสัยหลากหลาย เข้าใจคนมากขึ้นว่า อ๋อ…คนประมาณนี้ คาแรกเตอร์ประมาณนี้เขาจะเป็นคนยังไง แล้วที่สำคัญสอนให้เรารู้สึกว่าเราโตขึ้นด้วยความคิด เราเหมือนเห็นอะไรมาเยอะ 

 

The People : เอสเธอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากให้บทบาทสุดท้ายเป็นบทบาทที่ท้าทายและสวยงาม แบบไหนที่เรียกว่า ท้าทายและสวยงาม 

เอสเธอร์ : ท้าทายคือเป็นบทที่… นึกไม่ออกเลย ไม่เคยเล่นมาก่อน นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าท้าทายมันจะท้าทายแบบไหน ต้องรอดู คือถ้าเรารู้สึกว่าเราใส่ไปเต็มที่กับมัน ผลตอบรับออกมาดีมาก ๆ คนชื่นชอบสิ่งที่เราทำ เรารู้สึกว่านั่นแหละเป็นตัวสุดท้ายในชีวิต

 

ภาพโดย จุลดิศ อ่อนละมุน

มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

Related

ไม่มีเบอร์ท่านอนุทิน! สัมภาษณ์หมอบุรินทร์: การรับมือโควิด-19 ประคองสุขภาพจิตอย่างไร “ไม่ให้เครียดตายก่อน”

สัมภาษณ์ อ.หลง-นพดล มือเบสแจ๊สแกนนำงาน TIJC สร้างชุมชมแจ๊สที่ไม่ใช่ “สลัม”

ปอ-ญาณกร อภิราชกมล เมื่อหัวใจของเทศกาลดนตรีไม่ได้อยู่ที่เสียงเพลง

สัมภาษณ์ ส.พลายน้อย: เรื่องเล่าวัย 90 ของนักเขียนผู้ “เกิดในเรือ”

วสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม: การเดินทางของผ้าไหมไทยที่ต้องไปให้ไกลกว่ากระแสสังคม

คิว วงฟลัวร์ กับ ชีวิตที่ปล่อยไปตามหัวใจ ชายผู้พิสูจน์ว่าปริญญาไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จ

แสตมป์ อภิวัชร์: ก่อนความฝันจะล่มสลาย คุยเรื่องเส้นทางสายดนตรีกับ ‘คนที่คุณก็รู้ว่าใคร’

สัมภาษณ์ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ จากสูงสุดคืนสู่สามัญ ย้อนความหลังในวันที่รุ่งและร่วงที่สุดของ เบเกอรี่ มิวสิค