25 มี.ค. 2568 | 17:20 น.
วันที่ 21 มีนาคม 2568 ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วย คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล พบสื่อมวลชน “Meet the Press” สื่อสารข้อมูลโครงการพลิกโฉมการศึกษา วิจัย และบริการสุขภาพสู่ Real World Impact และเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะองค์รวมระดับโลกพร้อมเร่งปั้นโรงงานยาที่มีชีวิต ยกระดับวงการแพทย์ และผลักดันไทย สู่ศูนย์กลาง Cell & Gene Therapy แห่งภูมิภาค ณ ห้องประชุม Chadra ชั้น 2 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับกระแสความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ใน 6 มิติ 1. สังคมสูงวัย (Aging Society) ในอีก 8 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aging) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและระบบการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมาก 2. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) ที่ขับเคลื่อนโดย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล 3. ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม 4. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งกระทบรุนแรงต่อความอยู่ดีมีสุขของคนทั่วโลก 5. การเปลี่ยนแบบแผนระหว่างช่วงชีวิต (Generation Change) การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่หลากหลายมากขึ้น 6. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร (Organization Change) ที่เน้นการทำงานแบบ Data-Driven และขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความท้าทายที่มหาวิทยาลัยมหิดลต้องรับมือและปรับตัวตามให้ทัน และต้องเร่ง “ทรานส์ฟอร์ม” สู่ยุคใหม่ในทุกมิติ
มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้าง Academic Impact โดยผลิตบัณฑิตคุณภาพมากกว่า 6,000 คนต่อปี ได้รับการจัดอันดับ THE Impact Ranking ติดอันดับ 1 ของไทย และด้าน SDG3: Good Health & Well- Being เป็นอันดับที่ 3 ของโลก นอกจากนั้น ได้รับการจัดอันดับ QS Ranking อันดับ 1 ในประเทศไทยใน 8 สาขาวิชาหลัก ด้านดนตรี อันดับที่ 28 ของโลก และอีกมากมาย
แต่มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ต้องการมุ่งสร้าง Academic Impact เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องการใช้ความรู้สร้าง “Real World Impact” ที่แท้จริงที่ช่วยแก้ปัญหา พัฒนาสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีกว่าเดิม พร้อมมุ่งเป้าสู่การเป็น "World-Class University" และเป็นผู้นำในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) และสุขภาวะแบบองค์รวม (Holistic Wellbeing) ในระดับโลก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชนแบบองค์รวมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
นอกจากนี้ ยังมุ่ง Upskill ให้กับคนทำงานทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชนโดยมีโครงการนำร่องที่วิทยาเขตอำนาจเจริญเป็นแห่งแรก พร้อมพัฒนาหลักสูตรใหม่ GenEd Plus เพื่อเสริมสร้างทักษะในการเป็นพลเมืองโลกที่พร้อมปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคใหม่ ตลอดจนส่งเสริมการศึกษาไร้พรมแดนโดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดหลักสูตรการเรียน การสอนและกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่าง ๆ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่สำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีความโดดเด่นทางด้านนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลได้เรียน General Education เกี่ยวกับทางด้านกฎหมาย และมีหลายภาคส่วนของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งหลังจากจบการเรียนของมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว ต้องการที่จะสอบนิติศาสตร์ เขาสามารถเอาเครดิตเหล่านี้ไปเชื่อมโยงกันได้
โดยในอนาคตจะมุ่งส่งเสริมและผลักดันใน 3 ด้านหลัก สู่การพลิกโฉมวงการสาธารณสุขไทย ประกอบด้วย
1. ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านเซลล์บำบัดและยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) ระดับอาเซียน โดยมหาวิทยาลัยมหิดลจะเป็นผู้นำในการสร้าง Ecosystem ที่สมบูรณ์ของการรักษาแบบเซลล์บำบัดและยืนบำบัดในประเทศไทยตั้งแต่การส่งเสริมพัฒนางานวิจัย การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ไปจนถึงการผลักดันนโยบายและความร่วมมือระดับนานาชาติ ควบคู่ไปพร้อมกับการเร่งปรับปรุงโรงงานยาที่มีอยู่เดิมให้เป็น โรงงานยาที่มีชีวิต (MU-Bio Plant) สำหรับผลิตยากลุ่ม Advanced Therapy Medicinal Product (ATMP) เพื่อรองรับการการรักษาแบบเซลล์บำบัดและยีนบำบัดในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้ในราคาที่ถูกลงอย่างมากแล้ว ยังจะส่งเสริมให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเซลล์บำบัดและยีนบำบัดของภูมิภาคอาเซียน ยกระดับมาตรฐานวงการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมสากล
2. เสริมศักยภาพการแพทย์และสาธารณสุขไทยด้วย AI & Health Care นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการแพทย์และระบบสาธารณสุข โดยร่วมมือกับ บริษัท สยาม เอไอ คลาวด์คอร์เปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็น NVIDIA Cloud Partner (NPC) เพียงรายเดียวในประเทศไทย นำนวัตกรรมที่ทันสมัย และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อประโยชน์ด้านการแพทย์ เช่น การวินิจฉัยโรคการคาดการณ์แนวโน้มของโรค การคาดการณ์ความเสี่ยงโรคเรื้อรัง การดูแลสุขภาพส่วนบุคคล และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างสุขภาวะของประชาชน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ให้มีความเชี่ยวชาญด้าน AI และ Health Tech ให้สามารถใช้งานได้จริง ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อถ่ายทอดความรู้และทักษะทางเทคนิคร่วมกัน
3. สร้าง StartUp Ecosystem และผลักดัน Startup Health Tech ไทย ก้าวไกลสู่ระดับ Unicorn ตั้งเป้าให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็น One Stop Service สำหรับส่งเสริมและพัฒนา Health Tech Startup และสร้าง Startup Ecosystem แบบครบวงจร โดยจัดตั้งโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัพ (Health Tech Incubator & Accelerator) โดยร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก เช่น Silicon Valley รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) เพื่อร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาสตาร์ตอัพไทยในทุกมิติตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการขยายตลาดเพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยมี Unicorn Startup ในสาย Health Tech
การผลักดันในเรื่องของสมุนไพร ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นสิ่งที่มีค่า สารสกัดจากขมิ้นชันสามารถนำไปรักษากลุ่มคนที่เป็นธาลัสซีเมีย เม็ดเลือดแดงแตกเร็วมากเขาต้องได้รับเลือดทุกเดือน พบว่า การใช้ขมิ้นชันสามารถชะลอการให้เลือดได้กว่าเท่าตัว จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความสำคัญถึงการยกระดับชีวิตของเกษตรกร ให้เกิดอาชีพความเป็นอยู่อย่างยั่งยืนผ่านการเพาะปลูกสมุนไพร โดยได้รับการสนับสนุนจากคุณบัณฑูร ล่ำซำ และภาคีเครือข่าย
“มหาวิทยาลัยมหิดล ถือเป็นต้นแบบที่สะท้อนถึงความสำเร็จครอบคลุมหลายมิติจากหลายๆ โครงการ ที่เริ่มจากงานวิจัยจนนำมาสู่การต่อยอดให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำเป้าหมายการเป็น Mahidol University for Real World Impact”