Post on 24/10/2021

Fast & Furious 9: สายใยครอบครัวที่เหนียวแน่นขึ้นทุกภาค กับความยุติธรรมที่กลับมาของ ‘ฮาน’

/ บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious 9 (2021) /

นี่คือการกลับมาอีกครั้งของครอบครัวที่มีสายใยผูกพันเหนียวแน่นยิ่งกว่าเชือกไนลอนอย่าง ‘ครอบครัวฟาสต์’ จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทุกคนรอคอย ‘Fast & Furious 9’ (2021) ซึ่งครั้งนี้ ทีมเขียนบทและผู้สร้างไม่ได้พาแค่น้องชายอย่าง ‘เจคอบ โทเรตโต’ (รับบทโดย จอห์น ซีน่า – John Cena) กลับมาขับเคี่ยวกับพี่ชายอย่าง ‘โดมินิค โทเรตโต’ (รับบทโดย วิน ดีเซล – Vin Diesel) เท่านั้น เพราะพวกเขายังได้นำความยุติธรรมคืนสู่อ้อมอกคนดูโดยการพา ‘ฮาน’ (รับบทโดย ซอง กัง – Sung Kang) กลับมาร่วมทำภารกิจกู้โลกอีกครั้ง

Fast & Furious 9 ยังคงจุดเด่นของแฟรนไชส์ที่พูดถึงสายสัมพันธ์ครอบครัวอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่มีความผูกพันทางสายเลือด หรือครอบครัวที่เกิดจากมิตรสหายที่ตายแทนกันได้ก็ตาม ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ทำให้ภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยฉากแอ็กชันสุดโม้ ฝืนทุกกฎฟิสิกส์มีความกลมกล่อมมากขึ้น ทั้งยังสร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทุกฉากที่มีการกล่าวถึง ‘ไบรอัน โอ’คอนเนอร์’ ตัวละครที่รับบทโดย ‘พอล วอล์คเกอร์’ ผู้จากโลกไปตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2013

ต้องบอกเลยว่าหลังจาก Fast & Furious 7 ออกฉาย ใครที่ได้ยินชื่อของเขาก็มีแต่คำว่า ‘คิดถึง’ ดังขึ้นในหัว

อาจมีหลายสาเหตุที่ทำให้เราคิดถึงใครสักคน แต่สำหรับพอล วอล์คเกอร์ เราคุ้นเคยกับเขาในบทบาทนักซิ่งหนุ่มมาตลอดตั้งแต่ภาพยนตร์ภาคแรก ‘The Fast and the Furious’ ออกฉายในปี 2001 ยาวจนถึงปี 2015 ที่ได้เห็นใบหน้าของพอลอย่างเต็มตาในภาค 7 เป็นครั้งสุดท้าย และถึงแม้ตัวของพอลจะหายไปจากจอ แต่ชื่อของไบรอันก็ยังถูกเรียกถึงเสมอไม่ขาด นั่นเพราะเขาคือส่วนหนึ่งของครอบครัวฟาสต์ (ทั้งในจอและนอกจอ) ตลอดกาล

ครอบครัวที่ฝ่าทุกนรกไปด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ภาคไหนในแฟรนไชส์ Fast & Furious สิ่งหนึ่งที่เป็นอมตะเสมอมาคือการพูดถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวนักซิ่งที่นำโดย ดอม โทเรตโต ซึ่งไม่ว่าสมาชิกครอบครัวคนใดจะหายไป คนในครอบครัวที่เหลือก็จะดื้อดึงตามกลับมาเสมอ นั่นไม่ใช่แค่เพราะความผูกพัน แต่เป็นเพราะความรักและความเชื่อใจที่มีให้กันอย่างไร้ข้อกังขา

ครั้งนี้แก๊งนักซิ่งจะต้องเผชิญหน้ากับวายร้ายทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่อย่าง เจคอบ น้องชายของดอมที่หวังจะกางกรงเล็บนำพี่ชายมาอยู่ใต้เงาของเขา รวมไปถึง ‘ไซเฟอร์’ (รับบทโดย ชาร์ลิซ เธอรอน – Charlize Theron) สาวเก่งเจ้าเก่าที่กลับมาปั่นหัวชาวแก๊งอีกครั้ง ซึ่งเปิดฉากแรกมาเราก็ได้เห็นฉากซิ่งฝ่าดงกับระเบิดกันแล้ว

เล็ตตี้ (มิเชลล์ รอดริเกซ – Michelle Rodriguez) และดอมยังคงเข้าขากันดีด้วยการช่วยเหลืออีกฝ่ายในการฝ่ากับระเบิดและลูกน้องของเจคอบเพื่อทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ แม้กระทั่งตอนที่ดอมสละตัวเองเพื่อหยุดลูกน้องของ ‘อ็อตโต้’ (รับบทโดย ทู เออร์สเตด ราสมุสเซน – Thue Ersted Rasmussen) เขาฝากเล็ตตี้บอกลูกชายของเขาว่า “พ่ออยู่นี่เสมอ บอกลูกด้วย” และกระโดดลงไปตะลุมบอนแบบไม่คิดชีวิต เพื่อให้ครอบครัวที่เหลือมีชีวิตรอด

แน่นอนว่าเล็ตตี้ไม่ยอม ไม่ใช่แค่เพราะดอมเป็นคนรักของเธอ แต่เพราะพวกเขาฝ่าฟันอุปสรรค และร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานจนสายสัมพันธ์ดังกล่าวแน่นแฟ้นอย่างยากจะตัดขาด ดอมไม่ใช่แค่คนรัก ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นครอบครัวที่เธอเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน ด้วยเหตุนี้เล็ตตี้จึงกระโดดลงไปช่วยดอมที่หมดสติอยู่ในน้ำแบบไม่ต้องคิดเยอะ และนั่นก็ทำให้ดอมรอดชีวิตกลับมาได้

ต้องบอกว่า Fast & Furious ทำให้เรารับรู้ว่านิยามของคำว่าครอบครัวไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะกลุ่มคนที่มีความผูกพันกันทางสายเลือด แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มคนที่เอนหลังพิงกันในวันที่เหนื่อย และพร้อมช่วยเหลือกันในวันที่ลำบาก ซึ่งดอมเคยเน้นย้ำถึงนิยามครอบครัวของเขาที่ลึกซึ้งกว่าแค่คำว่า ‘เพื่อนสนิท’ เอาไว้ว่า “I don’t have friends, I got family.” (ฉันไม่มีเพื่อน แต่ฉันมีครอบครัว)

การฟันฝ่าอุปสรรคของครอบครัวนักซิ่งทำให้พวกเขาพบพานกับมิตรภาพที่แท้จริง แต่ในทางกลับกัน พวกเขาก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียหลายครั้ง แค่เกือบทุกครั้ง (ไม่นับการตายของจีเซลที่กัล กาด็อต อาจต้องรีบไปรับบทสาวน้อยมหัศจรรย์) คนเหล่านั้นจะหาทางกลับบ้านได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเล็ตตี้ที่ความจำเสื่อมในภาค 6 ดอมที่จำใจหักหลังครอบครัวในภาค 8 หรือแม้กระทั่งฮานที่ตายด้วยฝีมือของ ‘เด็คการ์ด ชอว์’ (รับบทโดย เจสัน สเตแธม – Jason Statham) ตั้งแต่ภาค 3 (แต่นำมาเล่าแยกในภาค 7) รวมไปถึงน้องชายอย่างเจคอบที่หายไปจากชีวิตของดอมตั้งแต่เขายังเป็นวัยรุ่นก็กลับมาอีกครั้งในภาค 9

การกลับมาของน้องชายที่หายไปกับสายใยที่ตัดไม่ขาด

ครอบครัวโทเรตโตเป็นครอบครัวที่รักความเร็วและรถยนต์ตั้งแต่รุ่นพ่อ พ่อของดอมและเจคอบเสียชีวิตในสนามแข่งรถ ซึ่งเรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นให้สองพี่น้องผิดใจกัน จนถึงขั้นดอมขอท้าแข่งรถกับเจคอบ โดยมีเดิมพันเป็นการที่เจคอบจะต้องหายไปจาก ‘ครอบครัว’ ตลอดกาล

“สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับโทเรตโตคือการพรากครอบครัว”

ชายผู้ให้ที่อยู่แก่เจคอบในวันที่เขาไม่เหลือใครเอ่ยขึ้นกับดอม 

“นายยังมีคนที่รัก มีคนที่คอยห่วงใย แต่เขาไม่มีใครเลย”

ใช่แล้ว ขณะที่ดอมมีเพื่อนนักซิ่งที่กลายมาเป็นครอบครัว เจคอบต้องอยู่อย่างปวดร้าวด้วย ‘คำสัญญาลับ’ ที่ให้ไว้กับพ่อ และสิ่งที่ต้องยอมรับจากการแพ้พนันกับดอม เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีคนที่ไว้ใจได้ และไม่มีครอบครัว

“ไม่มีพลังไหนแกร่งเท่าครอบครัว แต่นายเปลี่ยนมันเป็นความโกรธแค้น”

เมื่อพี่ชาย สมาชิกคนเดียวที่เหลืออยู่ในครอบครัวหันหลังให้กับเจคอบ เขาเปลี่ยนความรัก ความเคารพ และความเสียใจเป็นความโกรธแค้น และความพยายามสยายปีกบินหนีจากเงาของดอมผู้เป็น ‘ลูกรักของพ่อ’ เสมอมา

ในฉากที่ดอมจับตัวเจคอบขังเอาไว้ในสถานที่รวมพลของพวกเขา ดอมได้โผเข้ากอดฮานที่กลับมาจากโตเกียวด้วยความดีใจอย่างล้นปรี่ ซึ่งเจคอบได้แต่มองอ้อมกอดของพี่ชายที่เขาไม่เคยได้รับเลยสักครั้งด้วยความน้อยใจปนความโกรธ ก่อนจะกระแทกช่องหน้าต่างปิดเพื่อไม่ต้องเห็นภาพนั้นต่อ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ดอมไม่เคยเข้าใจ และกว่าจะเข้าใจ เขาก็เสียน้องชายไปหลายสิบปี

“รถแบบนี้ดูแลดีอยู่ได้เป็นร้อยปีเลย สร้างให้ดี ดูแลให้ดี เราตายก็ยังอยู่ เหมือนกับครอบครัว”

ดอมย้อนคิดถึงวันที่เขาอยู่ในโรงรถกับพ่อ ซึ่งประโยคนี้ทำให้เขาเข้าใจในที่สุดว่า น้องชายของเขาไม่ใช่คนที่เลวร้าย หากแต่เป็นเด็กน้อยที่ไม่มีที่พึ่งพิง แม้กระทั่งพี่ชายของตนเอง สุดท้ายดอมจึงเลือกจะเปิดใจให้กับเจคอบอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ เขาได้น้องชายคนเดิมที่เข้มแข็งขึ้นกลับมา

“สักวันจะดี เจคอบ จากนี้มันจะลำบาก แต่สักวันมันจะดี เพราะเราคือครอบครัว”

ประโยคนี้คือสิ่งที่ดอมบอกกับน้องชายก่อนที่เขาจะต้องเข้าไปรับโทษในคุกหลังจากทำร้ายร่างกายของคนที่ทำให้รถแข่งของพ่อพวกเขาคว่ำและพ่อต้องเสียชีวิตในสนาม ถึงแม้ว่าวันคืนอันยากลำบากของเจคอบจะยาวนาน แต่สุดท้ายเขาก็กลับมา และพี่ชายของเขาก็คิดได้ว่าไม่ว่าอย่างไร เจคอบก็คือน้องชาย และไม่ว่าจะตัดสายสัมพันธ์นี้อย่างไรก็ตัดไม่ขาด เพราะพวกเขาคือ ‘ครอบครัว’

ใน Fast & Furious ภาคนี้ นอกจากเจคอบที่รอวันแก้แค้นมาอย่างเนิ่นนาน ผู้ชมเองก็รอคอยการกลับมาของชายคนนี้เช่นกัน

ฮานจากไปอย่างไม่ยุติธรรมในภาค 3 และเฉลยในภาค 7 ว่าเขาถูกเด็คการ์ด ชอว์ฆ่า ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การติดแฮชแท็ก #justiceforhan เพื่อเรียกร้องให้ทีมเขียนบทคืนความยุติธรรมให้กับโอปป้าหลังจากที่เด็คการ์ด ชอว์ถูกเขียนให้กลับตัวกลับใจ และมีบทบาทสำคัญร่วมกับครอบครัวฟาสต์ ทั้งยังมีภาคแยกร่วมกับเจ้าหน้าที่ ‘ฮอบส์’ (รับบทโดย ดเวย์น จอห์นสัน – Dwayne Johnson) อีก

การกลับมาของฮาน

หลังจากที่ภาพยนตร์เฉลยว่าฮานยังไม่ตาย เพราะมิสเตอร์โนบอดี้ (รับบทโดย เคิร์ต รัสเซลล์ – Kurt Russell) ได้จัดฉากช่วยเขาไว้ เพื่อให้เขาทำภารกิจที่ ‘สำคัญ’ และ ‘ลับสุดยอด’ ฮานก็กลับมาปรากฏตัวให้ทุกคนได้ชื่นใจและหายคิดถึงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้กลับมาคนเดียว

‘แอล’ (Elle) รับบทโดย แอนนา ซาวาย (Anna Sawai) ลูกสาวของสองสามีภรรยานักวิทยาศาสตร์ที่ฮานแอบเข้าบ้านไปขโมยสิ่งประดิษฐ์ได้กลายมาเป็นหนึ่งในครอบครัวของฮานด้วยความ ‘ไม่บังเอิญ’ อีกคน

ฮานรับรู้ว่าแอลจะต้องถูกฆ่าตายแน่ เมื่อมีกลุ่มชายฉกรรจ์อีกฝ่ายบุกเข้ามาเอาสิ่งประดิษฐ์ของพ่อแม่แอลด้วย ซึ่งสิ่งที่ฮานตัดสินใจได้เปลี่ยนชีวิตของเด็กสาวไปตลอดกาล เธอได้รับการฝึกทักษะการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และกลายเป็นกุญแจสำคัญของภาพยนตร์ภาคนี้

การกระทำของฮานถือเป็นอีกครั้งที่สมาชิกครอบครัวฟาสต์พิสูจน์นิยามความเป็นครอบครัวของพวกเขาว่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของสายเลือด แต่อยู่ที่การมอบความรักและความไว้วางใจให้กันอย่างไม่มีอะไรมาขวางกั้น

ในท้ายที่สุดแล้ว ถึงแม้ทุกฉากทุกตอน ตั้งแต่การฝืนกฎฟิสิกส์ขับรถบนสะพานที่ถูกตัดขาดจนไร้แรงตึง การใช้รถโหนเชือกข้ามฝั่งเขา และการใช้รถธรรมดาพุ่งขึ้นอวกาศ ทั้งยังพุ่งชนดาวเทียมจนระเบิดจะเป็นเพียงเรื่องโม้เพื่อความมันส์ แต่ประเด็นสำคัญที่ภาพยนตร์มุ่งถ่ายทอด และถ่ายทอดมาโดยตลอดอย่างเรื่องครอบครัวกลับยังคงอยู่ และไม่จืดจางลงแม้แต่น้อย

ระหว่างเรื่องที่น้องสาวของดอม ‘มีอา’ (รับบทโดย จอร์ดานา บริวสเตอร์ – Jordana Brewster) ตัดสินใจมาช่วยเหลือพี่ชายของเธอหลังจากลาออกจากวงการไปเลี้ยงลูกแล้ว เธอได้บอกกับดอมว่า ลูกของพวกเขาอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก นั่นก็คืออยู่ในการดูแลของไบรอัน โอ’คอนเนอร์ นั่นเอง แถมหลังจากนั้นในฉากจบ ครอบครัวฟาสต์ยังถามถึงสมาชิกคนสุดท้ายที่ยังไม่มาปรากฏตัวในงานฉลองของพวกเขา ก่อนที่ภาพจะตัดไปบริเวณหน้าบ้าน ขณะที่รถยนต์คันสีน้ำเงินขับพุ่งเข้ามาจอด ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากไบรอันที่ยังมีลมหายใจอยู่ในภาพยนตร์แฟรนไชส์นี้ตลอดกาล

ทั้งหมดคือเรื่องราวของครอบครัวฟาสต์ในภาค 9 ที่ยังคงความสนุกและความผูกพันในครอบครัวไว้ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขาได้บอกให้ผู้คนทั่วโลกเล็งเห็นความสำคัญของคนรอบกายที่สักวันอาจไม่ใช่แค่เพื่อน พี่น้อง หรือคนรู้จัก แต่พวกเขาอาจกลายมาเป็นครอบครัว คนที่เราสามารถพึ่งพา และช่วยเหลือกันและกันได้เสมอ ซึ่งในชีวิตของเราก็คงไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าการพบคนที่จริงใจต่อกันแล้ว

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ: https://www.imdb.com/title/tt5433138/

อ้างอิง:

ภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious (2021)

https://www.imdb.com/title/tt5433138/fullcredits?ref_=tt_cl_sm


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม