Post on 27/04/2021

ฟลอเรนติโน เปเรซ: ประธาน ‘เรอัล มาดริด’ กับปรัชญา ‘กาลาคติกอส’ สู่ความท้าทายใหม่ใน ‘ซูเปอร์ลีก’

ยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก เผชิญเสียงวิจารณ์และกระแสต่อต้านอย่างหนัก (จนล่าสุดหลายทีมเริ่มถอนตัว) หลังจาก 12 สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของยุโรป นำโดย เรอัล มาดริด, บาร์เซโลนา, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ประกาศจับมือกันจัดตั้งลีกฟุตบอลรูปแบบใหม่ที่จะมาท้าทายศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า)

ผู้คัดค้านส่วนใหญ่ รวมถึงแฟนบอล และองค์กรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างยูฟ่า พากันโจมตีว่า ซูเปอร์ลีกเกิดขึ้นมาจากความโลภและความเห็นแก่ตัวของบรรดาทีมใหญ่ พร้อมขู่ตัดสิทธิ์นักเตะที่จะลงเล่นในลีกใหม่ ไม่ให้เข้าร่วมรายการของยูฟ่า และฟีฟ่า (สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ) ในอนาคต

เรื่องนี้กระทบโดยตรงต่อ ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด หนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดลีกใหม่ และเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคนแรกของซูเปอร์ลีก จนต้องออกมาชี้แจงเหตุผลของการ ‘คิดใหม่ทำใหม่’ ในครั้งนี้

“เมื่อใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลง มักจะมีคนต่อต้านเสมอ เรากำลังทำสิ่งนี้เพื่อช่วยรักษาวงการฟุตบอลให้อยู่รอด”

เปเรซกล่าวโดยให้เหตุผลว่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งแข่งขันกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 มีความล้าสมัย และทำให้คนรุ่นใหม่สนใจกีฬาฟุตบอลน้อยลง นอกจากนี้ ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เป็นอีกตัวเร่งที่ทำให้ฟุตบอลยุโรปต้องเปลี่ยนแปลง

ประธานซูเปอร์ลีกชาวสเปน ระบุว่า ปัจจุบันมีวัยรุ่นสูงถึงร้อยละ 40 ที่ไม่สนใจกีฬาฟุตบอล เพราะมีเกมคุณภาพต่ำและน่าเบื่อมากเกินไป ขณะเดียวกันบรรดาสโมสรใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด ของเขาก็ขาดทุนไปแล้ว 400 ล้านยูโร ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระหว่างปี 2020 – 2021

“เมื่อคุณไม่มีรายได้เข้ามา นอกจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพียงอย่างเดียว คุณต้องหาทางแก้ไขให้แมตช์แข่งขันดึงดูดความสนใจมากขึ้น เพื่อทำให้แฟนบอลทั่วโลกสามารถรับชมเกมของสโมสรใหญ่ ๆ ได้ทั้งหมด

“ฟุตบอลจำเป็นต้องดึงดูดใจคนทั่วโลกให้มากขึ้น เกมอย่าง แมนเชสเตอร์ (ยูไนเต็ด) ปะทะบาร์เซโลนา จะน่าดูมากกว่าแมนเชสเตอร์ ปะทะทีมเล็ก ๆ”

 

ตำนานรวมดารา

ฟลอเรนติโน เปเรซ เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในการพลิกฟื้น ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด จากยุคตกต่ำให้กลายเป็นทีมฟุตบอลชั้นนำของโลก ด้วยนโยบาย ‘กาลาคติกอส’ (Galácticos) หรือการสร้างความสำเร็จด้วยการทุ่มเงินมหาศาลซื้อนักเตะซูเปอร์สตาร์มารวมไว้ในทีมเดียวกัน

นักเตะคนแรกที่เปเรซซื้อเข้าทีมตั้งแต่ปีแรกที่เขาชนะการเลือกตั้งได้นั่งเก้าอี้ประธานเรอัล มาดริด คือ หลุยส์ ฟิโก้ จอมทัพชาวโปรตุเกสจากทีมคู่ปรับร่วมลีกอย่างบาร์เซโลนา

จากนั้นในช่วงแรกของการทำหน้าที่ประธานสโมสร (2000 – 2006) นักเตะซูเปอร์สตาร์คนอื่น ๆ ก็พากันตบเท้าเข้าร่วมทีมตามมา ไม่ว่าจะเป็น ซีเนดีน ซีดาน, เดวิด เบ็คแฮม และ ‘โล้นทองคำ’ โรนัลโด แม้ช่วงนั้นผลการแข่งขันอาจยังไม่น่าพอใจ แต่ชื่อเสียงและรายได้ของทีมเริ่มกลับมามีแนวโน้มที่ดีขึ้น

แผน ‘กาลาคติกอส’ ของเปเรซ เริ่มเห็นผลชัดเจนเมื่อเขากลับมารับตำแหน่งประธานสโมสรรอบสองในปี 2009 หลังหยุดพักงานไปนาน 3 ปี โดยทีม ‘ชุดขาว’ หรือ โลส บลังโกส (Los Blancos) สามารถคว้าซูเปอร์สตาร์มาเสริมทัพได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียโน โรนัลโด, กาก้า, ชาบี อลองโซ, คาริม เบนเซมา และแกเร็ธ เบล 

เรอัล มาดริด ภายใต้ประธานเปเรซ ยุคที่ 2 สามารถผงาดคว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้ถึง 4 สมัย (2014, 2016, 2017, 2018) และยังได้แชมป์ลีก และแชมป์อื่น ๆ มาประดับสโมสรอีกมากมายจนนิตยสารฟอร์บส ยกให้เป็นทีมฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลก

“เรอัล มาดริดมีผู้เล่นที่เก่งที่สุดในโลกอยู่ในทีมเสมอ” ฟลอเรนติโน เปเรซ กล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จ

“นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างและครองตำแหน่งที่ชัดเจนในระดับโลก ผมก็แค่ทำตามสิ่งที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็ก”

 

แรงบันดาลใจวัยเด็ก

ฟลอเรนติโน เปเรซ เกิดวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1947 และเป็นชาวกรุงมาดริดโดยกำเนิด เขามีพ่อเป็นนักธุรกิจ โดยบิดาพาเขาเข้าชมเกมของเรอัล มาดริด ในสนามตั้งแต่อายุแค่ 4 ขวบ

ยุคนั้น ‘ราชันชุดขาว’ อยู่ภายใต้การดูแลของ ซานติอาโก เบอร์นาเบว ตำนานประธานสโมสรชื่อดัง ซึ่งต่อมาชื่อของเขาได้รับเกียรติให้นำไปตั้งเป็นชื่อสนามแข่งหลักของทีมจนกระทั่งปัจจุบัน

เปเรซบอกว่า แผน ‘กาลาคติกอส’ ของเขาได้แรงบันดาลใจมาจากเรอัล มาดริด ชุด ‘ดรีมทีม’ ของเบอร์นาเบว ในยุค 1950s ซึ่งมีนักเตะซูเปอร์สตาร์อย่าง ดิ สเตฟาโน, ปุสกัส และฟรานซิสโก เกนโต รวมอยู่ในทีมเดียวกัน พวกเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์มาได้มากมายด้วยสไตล์การเล่นที่สวยงาม และเน้นเกมรุกเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม แม้เปเรซจะเป็นแฟนบอล ‘ราชันชุดขาว’ มาตั้งแต่เด็ก แต่ชีวิตของเขาไม่ได้เริ่มมาจากวงการลูกหนังเท่านั้น

 

วิศวกร นักการเมือง นักธุรกิจ

ฟลอเรนติโน เปเรซ เรียนจบวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยโปลีเทคนิคแห่งกรุงมาดริด ก่อนเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการทำธุรกิจขนาดเล็กหลากหลายอย่าง จนกระทั่งมาลงเล่นการเมืองท้องถิ่นในเมืองหลวงของสเปน

ปี 1979 เขาสังกัดพรรคสายกลางของนายกรัฐมนตรี อดอลโฟ ซัวเรซ และชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เป็นสมาชิกสภากรุงมาดริด แต่ในการเลือกตั้งใหญ่ปี 1982 พรรคต้นสังกัดกลับพ่ายแพ้การเมืองระดับชาติแบบราบคาบ ทำให้เปเรซเริ่มหันมาเน้นเอาดีทางธุรกิจแทน

เขาใช้ความรู้ทางวิศวกรรม และสายสัมพันธ์อันกว้างขวางพลิกฟื้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เกือบล้มละลายในช่วงต้นทศวรรษ 1980s ให้กลับมาเฟื่องฟู ก่อนควบรวมกิจการจนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ชื่อ ACS โดยเปเรซนั่งเก้าอี้ประธานบริษัท และกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ คนหนึ่งของยุโรป

ด้วยความสำเร็จทางธุรกิจ และเครือข่ายความสัมพันธ์กับบุคคลชั้นนำมากมาย ทำให้เปเรซได้รับความไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ประธานสโมสรเรอัล มาดริด แต่กว่าจะได้ตำแหน่งนี้ เขาต้องลงสมัครถึง 2 รอบ โดยรอบแรกในปี 1995 พ่ายให้กับ รามอน เมนโดซา ก่อนจะมาชนะ โลเรนโซ ซานซ์ ได้นั่งเก้าอี้ประธานสโมสรสมัยแรกในปี 2000

 

ประธานสายเปย์

เปเรซ นอกจากจะกลายเป็นประธานขวัญใจแฟนบอล เรอัล มาดริด ด้วยนโยบายทุ่มเงินจำนวนมหาศาลดึงนักเตะซูเปอร์สตาร์มาร่วมทัพแล้ว เขายังทุ่มงบพัฒนาสนามซ้อม ตลอดจนสนามแข่งขันของสโมสรให้มีความทันสมัยมากขึ้นด้วย

แม้ช่วงแรกเขามักถูกโจมตีเรื่องการก่อหนี้ก้อนโต แต่ความสำเร็จที่ตามมาทั้งในแง่ผลการแข่งขัน และรายได้ทางการตลาด ทำให้สถานะทางการเงินของสโมสรกลับมาฟู่ฟ่าอีกครั้ง และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า วิสัยทัศน์ของเขาพาสโมสรเดินมาถูกทาง

ปี 2020 ทีม ‘ราชันชุดขาว’ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดในยุโรปเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยมูลค่า 3,478 ล้านยูโร สูงกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของอังกฤษ ซึ่งอยู่อันดับสอง ด้วยมูลค่า 3,342 ล้านยูโร

“คุณต้องลงทุนเหมือนกับที่คุณทำในบริษัทใหญ่ ๆ” เปเรซเปิดใจถึงนโยบาย ‘สายเปย์’ ของตนเอง

นอกจากนโยบายดังกล่าวจะทำให้ ฟลอเรนติโน เปเรซ กลายเป็นขวัญใจสาวก เรอัล มาดริด ทั่วโลกแล้ว มันยังการันตีเก้าอี้ประธานสโมสรของเขาว่าจะไม่มีใครกล้าขึ้นมาท้าทาย โดยอย่างน้อยเขาจะได้อยู่ในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสโมสรต่อไปเป็นสมัยที่ 6 จนถึงปี 2025

 

ความท้าทายใหม่

จากความสามารถและประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดาสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ผู้ร่วมก่อตั้งซูเปอร์ลีกจากอังกฤษ, สเปน และอิตาลี ทั้งหมด 12 ทีม จะไว้ใจให้ ฟลอเรนติโน เปเรซ ในวัย 74 ปี ทำหน้าที่ประธานลีกน้องใหม่ที่จะเข้ามาท้าทายอำนาจของยูฟ่า

“มันจบแล้ว การผูกขาดของพวกเขา (ยูฟ่า) ยุติลงแล้ว มันถึงเวลาของยุคสมัยใหม่แล้ว” เปเรซประกาศกร้าวหลังยูฟ่าขู่แบนผู้เข้าร่วมศึกซูเปอร์ลีก ไม่ให้ลงแข่งขันแชมเปียนส์ลีกที่ยูฟ่าเป็นผู้ดูแล

เปเรซยกข้อกฎหมายของยุโรปมาตอบโต้และยืนยันว่า ยูฟ่าไม่มีอำนาจกีดกันพวกเขาจากการเข้าร่วมแชมเปียนส์ลีก พร้อมย้ำว่า ซูเปอร์ลีกรูปแบบใหม่ที่ประกอบด้วยทีมใหญ่ขาประจำ 15 ทีม และทีมอื่น ๆ อีก 5 ทีม สลับหมุนเวียนกันมาร่วมดวลแข้ง ตั้งมาเพื่อ ‘ปกป้องกีฬาฟุตบอล’ (save football) ในโลกยุคใหม่

ไม่ว่าเหตุผลที่ว่ามาจะฟังขึ้นหรือไม่ ดูเหมือนการออกหน้ารับภารกิจใหม่ครั้งนี้ของเปเรซจะไม่ใช่งานง่าย เพราะนอกจากยูฟ่าแล้ว ยังมีบรรดาผู้นำรัฐบาลและคนในวงการฟุตบอลยุโรปอีกมากมายที่ออกมาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงตามข้อเสนอของเขา

นี่จึงเป็นความท้าทายใหม่ของชายที่ชื่อ ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานมากประสบการณ์ผู้ต้องการผลักดันให้เกิดซูเปอร์ลีก หรือลีกของบรรดาทีมซูเปอร์สตาร์ อย่างน้อยก็เพื่อต่อรองผลประโยชน์กับยูฟ่า และเป็นการเดินตามปรัชญา ‘กาลาคติกอส’ หรือทีมรวมดารา ที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้วกับ ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด

 

ข้อมูลอ้างอิง:

https://www.realmadrid.com/en/about-real-madrid/history/presidents/florentino-perez

https://barcauniversal.com/super-league-president-florentino-perez-its-over-their-monopoly-is-over-its-time-for-a-new-era/

https://www.givemesport.com/1678288-european-super-league-president-florentino-perez-answers-all-the-key-questions-in-interview

https://www.bbc.com/sport/football/56812151

https://www.wsj.com/articles/SB10001424052970204488304574427200385809282

https://www.ft.com/content/8d4376b4-56b4-11de-9a1c-00144feabdc0

https://peoplepill.com/people/florentino-perez

 

ภาพ: Angel Martinez / Getty Images


อดีตนักข่าว ผู้ชื่นชอบการอ่านประวัติบุคคลและสนใจทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และกีฬา

Related

เปาโล รอสซี: จากข้อครหาว่าล้มบอล สู่ฮีโรของชาติพาอิตาลีคว้าแชมป์บอลโลกปี 1982

คาสเตอร์ เซเมนยา แชมป์โลกวิ่ง 800 เมตรหญิง ที่ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ผู้หญิง 

เซร์คิโอ ‘กุน’ อเกวโร: วีรบุรุษดาวซัลโวผู้เขียนตำนาน 93:20 ให้แมนฯ ซิตี้

ทอม เคอร์ริดจ์ เชฟมิชลินสตาร์คนใหม่ของแมนฯยูฯ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้เป็น รีสอร์ท แอนด์ สปา ของจริง

จอห์น เดวิด วอชิงตัน จากตัววิ่ง NFL สู่ Tenet หนังฮอลลีวูดสุด “งง” กับวันที่พ้นเงาพ่อ

สัมภาษณ์ แอมแปร์-ณัฐวดี อดีตเด็กเนิร์ด สู่จอมทัพดาวรุ่งว่าที่อนาคตทีม “ชบาแก้ว” กับชีวิตที่เรียนรู้จากฟุตบอล

บรูโน่ แฟร์นันเดส ตำนาน “48 ชั่วโมง” แมนฯยูฯ เจ้าของฉายา “มาเอสโตรสามตา”

ซิมง เคียร์: กัปตันเดนมาร์ก ผู้พิสูจน์ความเป็นผู้นำที่วัดด้วยการกระทำมากกว่าคำพูด