Post on 05/05/2020

แฟรงก์ แทสโซน แห่ง Bad Education: ตีแผ่คดีคอร์รัปชันการศึกษา ผลเสียจากแนวคิดที่ว่า ‘เขาเป็นคนดี จึงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ’

*คำเตือน* มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (เรียกว่าเล่าให้ฟังจนจบเลยก็ว่าได้)

 

เราสามารถนำคำว่า ‘คนดี’ มาต่อรอง เพื่อทำเรื่อง ‘ไม่ดี’ ได้หรือไม่?

 

เราทำความดีมาตั้งมากมาย ความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ครั้งนี้ ปล่อยผ่านไปสักหน่อยได้หรือเปล่า?

 

คำถามข้างต้น ดูเหมือนจะกลายเป็นชนวนที่จุดขึ้นในความคิดของตัวละคร แฟรงก์ แทสโซน (แสดงโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน) จากภาพยนตร์เรื่อง Bad Education (2019) ชายผู้ดำรงตำแหน่งใหญ่โตในบอร์ดผู้บริการเขตการศึกษา จนทำให้เขาตัดสินใจยักยอกเงินภาษีที่รัฐบาลจัดสรรไว้ให้ จนกลายเป็นหนึ่งในคดีฉ้อโกงสุดยิ่งใหญ่ที่เรียกได้ว่าสั่นสะเทือนทุกภาคส่วนของแวดวงการศึกษา

Bad Education สร้างขึ้นโดยมีเค้าโครงจากเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นในเขตการศึกษารอสลีน บนเกาะลอง ไอส์แลนด์ มลรัฐนิวยอร์ก แฟรงก์ แทสโซน (Frank Tassone) ดำรงตำแหน่งเป็นศึกษาธิการ (Superintendents) ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการงบประมาณ เพื่อพัฒนาเขตการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของโครี ฟินลีย์ ที่เคยมีผลงานอย่าง Thoroughbreds (2018) แถมยังได้ ไมค์ มาคาวสกี ศิษย์เก่าจากรอสลีน ผู้กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมต้นขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดมาเขียนบทให้อีกด้วย

เหตุการณ์ส่วนใหญ่ใน Bad Education เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมปลายรอสลีน สถานศึกษาชื่อดังที่ได้รับการจัดอันดับจาก The Wall Street Journal ว่าเป็นโรงเรียนรัฐบาลที่ดีที่สุด อันดับที่ 4 ของอเมริกา โดยมีตัวชี้วัดเป็นคุณภาพของหลักสูตรการศึกษาที่พาให้เด็ก ๆ กว่า 1 ใน 4 ของโรงเรียน สอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งทั่วโลก ข้อความหนึ่งจาก New York Magazine เคยระบุว่า “ใบจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลายรอสลีน คือตั๋วที่จะพาคุณเข้าสู่ฮาร์วาร์ด”

แต่กว่าที่โรงเรียนธรรมดา ๆ สักแห่งหนึ่ง จะถูกพิจารณาว่ามีคุณภาพมากพอที่จะติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ ย่อมไม่ใช่แค่เพราะครูหรือนักเรียนอย่างเดียว บอร์ดผู้บริหารเองก็มีหน้าที่ต้องจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการศึกษาเล่าเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์การเรียน หลักสูตรที่พรั่งพร้อม และการสอนจากครูเก่ง ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้นักเรียนสามารถตักตวงความรู้จากโรงเรียนให้ได้มากที่สุด

โรงเรียนผลิตเด็กเก่งออกมาได้แล้วดีอย่างไร? แน่นอนว่าผลลัพธ์ต่อไป ย่อมเป็นการที่เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครอง จะอยากพาลูกหลานมาเรียนที่นี่ เหล่านี้นำมาสู่งบประมาณมหาศาลที่รัฐจะจัดสรรมาให้แก่โรงเรียนที่ใคร ๆ ก็อยากเข้า โดยนอกจากจะเป็นหน้าเป็นตาของเขตแล้ว พื้นที่การศึกษาดี ๆ ยังส่งผลต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นสูง เพราะจะมีครอบครัวฐานะดีที่พร้อมจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ 

ทั้งหมดยังเกี่ยวพันไปถึงการยกระดับคุณภาพชุมชน ซึ่งทำให้บทบาทของคนที่ดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหาร มีความสำคัญต่อเขตการศึกษารอสลีน และแน่นอน ตัวละครที่อยู่เบื้องหลังการบริหารจัดการ จนโรงเรียนรอสลีนกลายมาเป็นอันดับ 4 ภายในเวลา 12 ปีได้ ก็คือศึกษาธิการอย่าง แฟรงก์ แทสโซน 

แฟรงก์ แทสโซน มีชีวิตอยู่จริง เขาเกิดที่เมืองบรองซ์ จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ก่อนจะค่อย ๆ ไต่เต้ามาจนถึงระดับบริหาร แทสโซนเข้ามาทำงานในเขตการศึกษารอสลีนในช่วงปี 1992 ด้วยภาพลักษณ์โอบอ้อมอารี พร้อมรับฟังปัญหา และให้คำปรึกษากับทุกฝ่าย เขาจึงกลายมาเป็นไอดอลที่เด็ก ๆ เคารพ แถมผู้ปกครองหลายคนก็ยังวางใจ

เพราะเขา ‘ดี’ ขนาดนี้ จึงไม่มีใครสงสัยเลยว่าแทสโซนจะแอบยักยอกเงินภาษีที่รัฐจัดสรรมาให้ไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย และไม่เกรงกลัวว่าจะถูกจับ เขาร่วมมือกับผู้ช่วยศึกษาธิการอย่าง พาเมลา กลัคคิน (Pamela Gluckin) เธอคนนี้ก็มีตัวตนอยู่จริง ๆ บนโลก พาเมลารู้เห็นเป็นใจกับแทสโซนในการยักยอกเงินไปใช้จ่าย ทั้งตกแต่งบ้าน ซื้อรถ ซื้อภาพเขียน โดยต่างคนต่างก็นำบัตรเครดิตของโรงเรียนไปใช้ ก่อนจะกลับมาตกแต่งบัญชี ตบเงินเข้างบนู้นงบนี้ จนไม่มีใครรู้ว่ามีเงินบางส่วนหาย

“ขอโทษที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ไม่มีใครปิดบังอะไรเธอหรอก เรามาทำงานที่นี่ทุกเช้า เพราะเราใส่ใจพวกเธอ เราอยากให้เธอได้รับการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ เราเป็นคนดีกันทั้งนั้น โอเคไหม” นี่คือคำตอบหนึ่งของตัวละครพาเมลา ในบทสนทนาที่เธอคุยกับเด็กจากชมรมหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นพวกเขากำลังทำข่าวเกี่ยวกับโครงการสร้างสะพาน ที่ดูเหมือนจะใช้งบประมาณสูงผิดปกติ

คงต้องขอบคุณความผิดพลาดครั้งเดียวจากลูกชายคนโตของพาเมลา ที่นำบัตรของแม่ไปใช้จ่ายโดยไม่มีใครเห็น ความซวยจึงพุ่งมาหาเธอ เพราะร้านค้าได้ติดต่อกับทางโรงเรียนเพื่อแจ้งว่ามีการใช้งานบัตรอย่างผิดปกติ และนั่นก็คือจุดจบการฉ้อโกงของพาเมลา ที่ทำให้เธอต้องลาออกจากโรงเรียนและถูกยึดใบอนุญาต

แต่ถามว่าทำไมเธอจึงไม่ซัดทอดไปถึงแทสโซน สาเหตุก็เพราะเขาเองก็ปกป้องเธอด้วยการโน้มน้าวบอร์ดผู้บริหารไม่ให้ฟ้องร้องจนเป็นข่าว เพราะหากเป็นข่าว ชื่อเสียงของโรงเรียนก็จะป่นปี้ มหาวิทยาลัยก็อาจจะเลี่ยงรับเด็กจากโรงเรียนนี้ คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อาจจะเดือดร้อนได้ ทั้งที่ถูกโกงเงินโรงเรียนไปถึง 250,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8 ล้านบาท) ด้วยเหตุผลที่กล่าว เธอจึงรอดตัวไป แม้จะต้องลาออกแต่ก็ไม่โดนฟ้อง

กลับมาที่ตัวแทสโซน หลักจากคดีของพาเมลาถูกแฉไปเมื่อปี 2002 เขาก็ยังใช้ชีวิตเป็นคนดีที่แอบขี้โกงลับหลังต่อ เขาทั้งนำเงินไปจ่ายซื้อตั๋วเครื่องบินเฟิร์สคลาสเที่ยวกับแฟน จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ ค่าซักรีดเสื้อผ้า และค่าศัลยกรรมใบหน้า เพราะเขาเป็นคนเจ้าสำอางที่กังวลเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองประมาณหนึ่ง เงินทั้งหมดเมื่อรวมกันแล้วมากจนคำนวณแทบไม่ไหว แทสโซนใช้ชีวิตอย่างฟู่ฟ่าต่อไปไม่กลัวเลยว่าจะมีใครผิดสังเกต

แน่นอนว่ามีคนสงสัยในการกระทำของเขา และเริ่มทำการขุดคุ้ยประวัติการใช้จ่ายงบประมาณของโรงเรียน ที่น่าตกใจคือ เธอเป็นคนเดียวกับเด็กสาวที่เคยไปขอสัมภาษณ์เรื่องงบประมาณสร้างสะพานมาก่อนหน้านี้ ตอนนั้นแม้จะถูกตอบกลับมาว่า ‘เราเป็นคนดี เชื่อเราสิ’ แต่เธอก็ยังตามสืบประเด็นนี้แบบกัดไม่ปล่อย สุดท้ายเมื่อได้ลองไล่โทรสอบถามตามบริษัทรับเหมาและร้านค้าต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบัญชี เธอก็พบว่าบริษัทบางแห่งไม่มีอยู่จริง บางแห่งถูกอ้างแค่ชื่อ หลังตรวจสอบข้อมูลจนแน่ใจแล้ว ในช่วงต้นปี 2004 เธอจึงตัดสินใจเสนอข่าว

เหตุการณ์ต่อมาก็ไม่ต้องเดา เพราะแทสโซนโดนจับจนเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วนิวยอร์ก เงินที่เขาโกงไปรวม ๆ แล้วมากกว่า 11 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 356 ล้านบาท เขาถูกแฉว่านำเงินดังกล่าวไปเช่าอพาร์ตเมนต์ราคาแพงลิบลิ่วในแถบอีสต์-ไซด์ แถมยังเอาไปซื้อบ้านหลังใหญ่ในลาส เวกัสอยู่ นี่ยังไม่รวมรถยนต์ Jaguar และ BMW อย่างละคัน ทั้งหมดนี้ทำให้แทสโซนตัวจริงต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 12 ปี แต่เพราะความประพฤติที่ดี เขาจึงถูกปล่อยตัวในปี 2010

“หลายปีก่อนผมไปกินพิซซ่า แล้วเผลอรูดบัตรผิดใบ เงินมันแค่ 20 ดอลลาร์เอง ผมก็ว่าจะคืนให้วันจันทร์ แต่รู้อะไรไหม พอถึงวันจันทร์ก็ไม่เห็นมีใครพูดอะไร ไม่เห็นมีใครสังเกต วันอังคารผมก็เลยซื้อเบเกิลราคา 60 เซนต์อีก” ส่วนหนึ่งจากบทสนทนาที่แทสโซนพูดคุยกับสมาชิกบอร์ดบริหาร

ไม่ต่างจากคนทั่วไป ที่ความผิดครั้งใหญ่ เริ่มต้นจากการพลาดในจุดเล็ก ๆ แทสโซนเริ่มจากการตอดใช้เงินทีละเล็กละน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเพราะไม่มีใครสังเกตเห็น เขายกเอาความสำเร็จ ความดีงาม ที่ตัวเองเคยสร้างไว้แก่โรงเรียน มาอ้างเพื่อตักตวงผลประโยชน์ ก็อุตส่าห์ทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จได้ ขอแบ่งนิดหน่อยจะเป็นอะไร? ทั้งปรับหลักสูตรจนเด็กเก่งขึ้น สอบติดมหาวิทยาลัยดี ๆ ได้มากขึ้น ตอบแทนกันหน่อยไม่ได้หรือ? ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่เขาพยายามยกมาถกเถียง

“คุณเขียนว่า ‘ชีวิตที่เต็มไปด้วยตัณหา’ โดยไม่พูดถึงการทำงานวันละ 14 ชั่วโมงตลอด 10 ปีของผมเนี่ยนะ” แทสโซนเขียนจดหมายถึง New York Times ในปี 2005 “ไปถามพ่อแม่หลายคนที่รอสลีนได้เลยว่าโรงเรียนภายใต้การนำของผมมันดีขึ้นขนาดไหน ราคาอสังหาริมทรัพย์ก็เพิ่มขึ้น จำนวนนักเรียนก็สูงขึ้นถึง 33% ในช่วง 12 ปีที่ผมทำงานอยู่” 

แทสโซนอาจมองว่าเขาทำความดีไว้ตั้งมากมาย แต่เงินเดือนก็ยังเท่าครูทั่วไป แบบนี้ไม่แฟร์เลยใช่หรือ? ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนเสนอให้บรรจุวิชาบริการชุมชนในหลักสูตรของเด็กมัธยม และเริ่มต้นสอนภาษาภาษาต่างประเทศให้เด็กอนุบาล เขายังส่งเสริมให้มีการก่อตั้งชมรมหนังสือท้องถิ่น เพื่อเป็นสถานที่ที่คนในชุมชนจะใช้แลกเปลี่ยนความรู้ ที่ผ่านมาก็ทำแต่เรื่องดี ๆ เป็นคนดี ช่วยเหลือสังคม แบบนี้ความผิดก็ควรจะเบาบางลงหรือเปล่า? แล้วถ้าเปลี่ยนเป็นการโกงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบช่วงแรก สังคมจะยอมรับได้หรือไม่?

ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไร แต่ Bad Education ที่พยายามสื่อสารทั้งด้านดี ด้านร้ายของแทสโซน ก็นับว่าประสบความสำเร็จที่สามารถทิ้งอะไรไว้ให้คนดูหลายคนคิดต่อ หลายประเด็นพยายามทดสอบขอบเขตแห่งการยอมรับ และสำนึกต่อผิดชอบชั่วดีที่ผู้คนอาจมีไม่เท่ากัน คำถามเหล่านี้จึงยากจะหาคำตอบที่ถูกที่สุด 

ที่แน่ ๆ แฟรงก์ แทสโซน ทำผิดกฎหมาย และได้รับโทษจำคุกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรื่องราวของเขาคงทิ้งบทเรียนไว้แก่สังคมอเมริกาว่า ต่อให้คนคนหนึ่งจะดูเป็น ‘คนดี’ แค่ไหน ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่ควรถูกตรวจสอบ

 

 

ที่มา

https://www.townandcountrymag.com/leisure/arts-and-culture/a32291684/bad-education-hbo-true-story-frank-tassone-pamela-gluckin/

https://nymag.com/nymetro/urban/features/9908/#_ga=2.67526297.903826293.1588011806-1931024216.1588011806

https://www.nytimes.com/2005/03/03/nyregion/audit-describes-8-years-of-theft-at-li-schools.html

https://www.rollingstone.com/culture/culture-features/bad-education-hbo-true-story-scandal-fact-check-992263/

https://www.esquire.com/entertainment/movies/a32268352/bad-education-hbo-true-story-frank-tassone-now/

https://www.vanityfair.com/hollywood/2019/09/hugh-jackman-movie-bad-education-scandal


Related

รีวิวคอนเสิร์ต Noel Gallagher’s High Flying Birds ถึงไม่กลับไปรวมวง แต่จัดเต็มเพลง Oasis เกือบสิบเพลง แถมเด็ด ๆ อีกเพียบ!

บทวิเคราะห์ภาพยนตร์ Parasite ชนชั้นที่ต่าง ใครกันแน่ที่เป็นปรสิต?

รีวิวคอนเสิร์ต Alvvays ค่ำคืนแห่งความฝันของวงดนตรีอินดี้ป๊อป ที่ทั้งเท่ น่ารัก หวาน และมัน ครบ จบในคืนเดียว

ตูรันด็อต โอเปราชิ้นเอกที่แสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์ คุณค่าของโลกที่หุ่นยนต์ไม่มีวันแทนที่

รีวิวคอนเสิร์ต LANY พัฒนาการก้าวกระโดด สนุกกว่าทุกครั้ง ดีเท่และเก่งขึ้นมาก

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย “สื่อและการปรับตัวเพื่อ disrupt”

รีวิวคอนเสิร์ต Snow Patrol โชว์อะคูสติกที่ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด เครื่องดนตรีน้อยชิ้นแต่เอาอยู่ และชวนให้นึกถึง MTV Unplugged

สฤณี อาชวานันทกุล “5 เรื่องที่ควรทำและไม่ควรทำ ในการถกเถียงบนโลกออนไลน์”