Post on 16/11/2021

Frankie Valli – Can’t Take My Eyes Off You: เบื้องหลังเพลงรักคู่ป็อปคัลเจอร์ ที่ถูกคัฟเวอร์มากกว่า 300 เวอร์ชัน

หลังดนตรีวินาทีที่สิบห้า เสียงร้องของ ‘แฟรงกี้ วัลลี’ (Frankie Valli) แว่วถ่ายทอดมาเป็นประโยคบอกรัก เนื้อร้อง ‘You’re just too good to be true. Can’t take my eyes off of you’ หวานซึ้ง ตรึงความสนใจผู้คนมากมายตั้งแต่ครั้งแรกที่ผ่านเข้าโสตสัมผัส และหากแฟรงกี้กำลังชมหญิงสาวในเพลงว่า ‘สวยงามจนยากละสายตา’ เพลงฮิตของเขาเพลงนี้ก็คู่ควรแก่คำว่า ‘ไพเราะจนไม่อาจละหูไปฟังอย่างอื่น’

 

เพลงคู่วัฒนธรรมป็อป

เว็บไซต์ secondhandsongs ได้รวบรวมเวอร์ชันต่าง ๆ ของ ‘Can’t Take My Eyes Off You’ ที่มีการบันทึกเสียงไว้ว่ามีมากถึง 337 ชิ้น (หักลบเวอร์ชันต้นฉบับจะเหลือ 336) ก็จะพอบอกได้ว่าเพลงรักจากปี 1967 เพลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมในหมู่คนฟัง หากเหล่าศิลปินเองก็เพลิดเพลินที่จะหยิบมันมาทำใหม่ในสไตล์ตัวเองด้วย อย่าง ‘ลอริน ฮิลล์’ (Lauryn Hill) ที่เอา ‘Can’t Take My Eyes Off You’ ไปทำใหม่โดยร้องเคล้าเสียงบีตเพลินหู ขณะที่วงดนตรีโปรเกรสซีฟสัญชาติอย่าง ‘Muse’ ก็หยิบมันไปประดับกับเสียงกีตาร์ไฟฟ้าเดือดพล่านได้อย่างลงตัว

และนอกจากความหลากหลายในสายดนตรี ท่วงทำนองของ ‘Can’t Take My Eyes Off You’ ก็เป็นอีกเพลงฮิตที่นิยมนำไปประกอบเป็นซาวนด์แทร็กในภาพยนตร์เช่นกัน หนังแอ็กชันเคล้าสืบสวนสัญชาติอเมริกัน ‘Conspiracy Theory’ (1997) หยิบ ‘Can’t Take My Eyes Off You’ ไปประดับในฉากให้ ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์’ (Julia Roberts) ร้องเล่น ขณะที่ภาพยนตร์รักคอมเมดี้ปี 1999 อย่าง ‘10 Things I Hate About You’ ก็เลือกเพลงนี้ให้ ‘ฮีธ เลดเจอร์’ (Heath Ledger) ผู้ล่วงลับร้องจีบสาว ‘จูเลีย สไตลส์’ (Julia Stiles) จนกลายเป็นฉากที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Best Musical Sequence ใน ‘the 2000 MTV Movie Awards’

เรียกได้ว่า ‘Can’t Take My Eyes Off You’ ไม่เคยห่างหายไปจากป็อปคัลเจอร์ และทุกครั้งที่มันปรากฏทำนองดนตรีในที่แห่งไหน ก็ราวกับว่าเพลงรักเก่าเพลงนี้ได้มีชีวิตขึ้นใหม่ – พาให้หวนคิดถึงถ้อยคำที่ผู้เขียนชอบทุกครั้งที่ได้ยิน เป็นวลีสำหรับบรรยายถึงความสำเร็จของเพลงใดก็ตามที่ผู้คนยังจดจำได้ขึ้นใจแม้จะปล่อยมาหลายสิบปี หรือเป็นเพลงที่บรรจุเรื่องราว บรรยากาศ และความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ เหล่านักฟังมักกล่าวกันว่าเพลงเหล่านี้ ‘มีชีวิตของตัวเอง’

‘แฟรงกี้ วัลลี’ นักร้องนำประจำวง ‘The Four Seasons’ รู้ตั้งแต่คราวแรกที่เขาได้ฟังเดโมเพลงนี้ ว่ามันจะกลายเป็นเพลงที่มีชีวิตเพราะความรักจากผู้คน

 

ชื่อเพลงบนหน้ากระดาษ

“มันยากนะที่จะทำเพลงนี้ให้ออกมาไม่เพราะ” คือคำที่แฟรงกี้ วัลลี พูดถึงผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของตัวเอง พร้อมทั้งขยายความว่า “เพลงนี้แข็งแรงมาตั้งแต่ต้นทางแล้ว และเป็นเพลงประเภทที่คุณจะมองหา ผมหมายความว่า ถ้าผมทำอัลบั้ม ผมจะมองหาเพลงเจ๋ง ๆ ที่ไม่คลุมเครือ และนำพาผู้คนไปสู่ความสำเร็จได้”

‘Can’t Take My Eyes Off You’ เป็นเพลงแบบนั้น และมันนำพาความสำเร็จมาให้เขา ในวันที่นักร้องนำ ‘The Four Seasons’ วงดนตรีป็อปร็อกสัญชาติอเมริกันคนนี้มีผลงานเดี่ยว เพลงนี้คือเพลงฮิตเพลงแรกของแฟรงกี้ ก่อนที่ ‘My Eyes Adored You’ จะทะยานขึ้นอันดับหนึ่งในอีก 6 ปีให้หลัง โดยคนที่ประพันธ์มันให้เขาได้โชว์น้ำเสียงเพราะ ๆ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสมาชิกในวงอย่าง ‘บ็อบ เกาดิโอ’ (Bob Gaudio) ที่ร่วมงานกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์อย่าง ‘บ็อบ ครูว์’ (Bob Crewe) นั่นเอง

จุดเริ่มต้นแรกสุดของเพลงนี้ เกิดจากชื่อเพลงที่เขียนลงบนแผ่นกระดาษ

“‘Can’t Take My Eyes Off You’ คือชื่อเพลงจากบ็อบ ครูว์” บ็อบ เกาดิโอเริ่มเล่า “เราทำงานกันแบบนั้น เขาเขียนชื่อเพลงมาสักยี่สิบชื่อ โยนโครมมาให้ผม และถ้าชื่อไหนฟังดูน่าสนใจ ผมก็ไปต่อ”

จากชื่อเพลงไร้เมโลดี้ในหน้ากระดาษ บ็อบ เกาดิโอเล่าว่าเนื้อเพลงหวานซึ้งจีบสาวในเพลงนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งที่คลับคล้าย ‘จินตนาการ’ มากกว่าอย่างอื่น

“ผมพูดถึงผู้หญิงบางคน แต่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเธอเป็นใคร ผมเป็นคนค่อนข้างช่างสังเกต จึงเฝ้ามองและซึมซับสิ่งต่าง ๆ รอบกายเอาไว้เพื่อรอวันนำมาใช้งาน บางครั้งได้ใช้ใน 6 นาที บางครั้งก็ 6 ปีผ่านไป”

นอกจากนี้ เกาดิโอยังเล่าว่าสำหรับเขา การเขียนเพลง ‘Can’t Take My Eyes Off You’ นั้นนับเป็นเรื่องท้าทาย เมื่อเขาพยายามออกแบบทั้งเนื้อร้องและทำนองให้เข้ากับเสียงร้องและเรนจ์เสียงกว้าง ๆ ของแฟรงกี้ ขณะที่ตัวเพลงก็โลดแล่นอยู่ตรงกลางระหว่าง ป็อป ร็อก และซาวนด์ดนตรีแบบวง ‘Middle Of The Road’ ในคราวเดียว

 

เพลงรักที่โลกจำ

สำหรับคนที่เกิดร่วมสมัย หรือนักฟังที่เกิดหลังช่วงวัยที่บทเพลงต้องบันทึกลงแผ่นเสียงและรับฟังผ่านวิทยุก็ตามที ดนตรีในช่วงเวลาก่อนสิ้นสุดยุค 70s นั้นเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ยากหาอะไรทดแทนได้ ‘Can’t Take My Eyes Off You’ คือหนึ่งในบทเพลงจากช่วงเวลาเหล่านั้น และเช่นเดียวกับบทเพลงที่เป็นตำนานทั้งหลาย อายุขัยของเพลงประเภทนี้ยาวนานดั่งไวน์เลิศรส โดยแฟรงกี้ วัลลี พูดถึงคืนวันสุดคลาสสิกในความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้ว่า

“มีบางอย่างในดนตรีที่ผลิบานในช่วงยุค 50s, 60s และบางเพลงจาก 70s ที่พิเศษมากจริง ๆ เสียงดนตรีอย่าง ‘Crosby, Stills & Nash’, ‘The Eagles’, ‘The Manhattan Transfer’, ‘Billy Joel’ หรือ ‘Elton John’ ไม่ใช่ของหาง่ายแล้ว ผมแน่ใจว่าผมไม่ได้พูดชื่อศิลปินครบทุกคนหรอก แต่มีศิลปินมากมายเลยแหละที่เต็มไปด้วยความสามารถและเสน่ห์ในดนตรี เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ทำเพลงใหม่ ๆ อีกต่อไปแล้ว”

 

ที่มา: https://www.songfacts.com/facts/frankie-valli/cant-take-my-eyes-off-you

https://www.songfacts.com/blog/interviews/bob-gaudio-of-the-four-seasons

https://www.songfacts.com/blog/writing/frankie-valli


อ่านและเขียนเกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี ชีวิต และแมว

Related

วิลสัน: จากโรงงานบรรจุเนื้อ สู่บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาที่สร้าง ‘ลูกบอลเพื่อนรัก’ ของคนติดเกาะใน ‘Cast Away’

ไบรอัน เมย์: ‘(52665) Brianmay’ ดวงดาวนำทางชีวิต ของนักดนตรีที่ใช้ปิ๊กเป็นเหรียญหกเพนนี

แว่นวิดีโอ: ร้านขายหนังเถื่อน ผู้ส่งต่อวัฒนธรรมหนังนอกกระแสให้แก่สังคมไทย 

เชฟ ‘อันโดนี หลุยส์ อดูริซ’ เจ้าของร้าน Mugaritz ที่ได้ 2 มิชลินสตาร์และทำเมนูซูชิจาก ‘รา’ (ที่กินได้)

พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล: จากนักร้องดูโอ สู่นักแสดงโกอินเตอร์ที่ได้กระทบไหล่ 007 ใน ‘The Misfits’

Voice of Baceprot: ร็อกไปให้พระเจ้าได้ยิน วงเมทัลหญิงสวมฮิญาบที่แต่งเพลงขอพระเจ้าเล่นดนตรี

อิญญากิ โกดอย (Iñaki Godoy) เด็กชายวัย 18 ผู้กลายเป็นว่าที่เจ้าแห่งโจรสลัด ‘ลูฟี่’ จาก ‘One Piece’

‘การุณ’ จากตัวประกอบ Eternals สู่ช่างภาพผู้มีโปสเตอร์เป็นของตัวเอง และฟุตเทจของเขาอาจถูกนำมาทำสารคดี