Post on 11/01/2020

ภัคพันธุ์ สมัครสมาน ลาออกจากงานประจำ เพื่อขายแกงกะหรี่สุดดังบนโลกออนไลน์

เมื่อความอร่อยในแบบแกงกะหรี่ญี่ปุ่น มาพบกับความกรอบมันของหมูกรอบผัดพริกเกลือ ที่ผัดใหม่สด หั่นชิ้นใหญ่ ๆ คลุกเครื่องปรุงเฉพาะของทางร้าน จนเกิดสมดุลรสชาติอย่างลงตัว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน Freddie RiceCurry ร้านแกงกะหรี่ฟิวชั่นที่เป็นกระแสในโลกออนไลน์ได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่นักร้องวง Queen, การเมือง ไปจนถึงเรื่องน้ำประปาเค็ม ซึ่งหนึ่งในเบื้องหลังของความอร่อยนี้คือ ภัคพันธุ์ สมัครสมาน หนุ่มกราฟิกดีไซเนอร์ผู้ชื่นชอบรสแกงกะหรี่ ที่ตัดสินใจหันหลังให้กับงานฟูลไทม์เพื่อมาทำงานร้านอาหารที่รัก จนเปิดร้าน Freddie RiceCurry ร้านแกงกะหรี่ออนไลน์เจ้าแรก ๆ ที่นำอาหารไทยรสเด็ดอย่าง ยำหมูกรอบสุด crispy กะเพราเป็ดเผ็ดนุ่ม หมูสับผัดไข่เค็มรสนัวลิ้น เนื้อเสือร้องไห้ชุ่มฉ่ำชิ้นโต ๆ มาคลุกเคล้าเข้ากันจนกลมกล่อม เกิดเป็นแกงกะหรี่ฟิวชั่นที่ทั้งเผ็ดจัดจ้านในแบบไทย เครื่องเทศหนักแน่นแบบอินเดีย แต่ยังคงแฝงความละมุนในสไตล์อาหารแดนอาทิตย์อุทัย

รสกะหรี่ในแบบ Freddie RiceCurry เป็นอย่างไร ทำไมถึงกลายเป็นแกงกะหรี่ขายดีบนโลกออนไลน์ ขนาดคนที่ไม่ชอบกินแกงกะหรี่ยังต้องลองสั่งมาชิม อยากให้อ่านในบทความนี้

The People: ก่อนจะเป็น Freddie RiceCurry
ภัคพันธุ์: ตอนแรกผมเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ ตัดสินใจลาออกจากออฟฟิศมาทำงานฟรีแลนซ์ พอทำงานฟรีแลนซ์ได้สักพักก็เริ่มไม่ค่อยมีงาน เลยลองหาอะไรทำที่เป็นแบบประจำ เลยมาเปิดร้านอาหาร

จริง ๆ ก่อนหน้านี้เปิดมา 2-3 ร้านแล้ว มีร้านข้าวผัดกะเพราและร้านคราฟต์เบียร์ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ สุดท้ายเลยคุยกับเพื่อนที่เป็นเชฟว่าลองเปิดร้านข้าวแกงกะหรี่ดูไหม ที่เป็นแกงกะหรี่เพราะอยากเปิดร้านด้วยกันง่าย ๆ เพราะเราเอาเงินทุนไปลงกับร้านอื่น ๆ หมดแล้ว แต่คราวนี้ขายแบบออนไลน์นะ เพราะใช้ต้นทุนไม่เยอะ ในตอนนั้นถ้าเป็นพวกไก่ทอด หรือพิซซ่า ในตลาดเดลิเวอรีจะมีคนที่เป็นเจ้าตลาดหมดแล้ว แต่สำหรับแกงกะหรี่แปลกตรงเจ้าดัง ๆ ก็ยังไม่ขายเดลิเวอรี ต้องเดินไปที่ร้านแล้วถือเอากลับเองเท่านั้น ผมเลยมองว่าแกงกะหรี่ยังไม่มีคนมาเล่นตลาดออนไลน์เลย ร้านแกงกะหรี่ที่มีอยู่ในตอนนั้นจะเป็นร้านที่เปิดมา 10-15 ปี เป็นแฟรนไชส์มาจากญี่ปุ่นบ้าง ที่จะโด่งดังเรื่องแกงกะหรี่ มีน้ำเฉพาะตัว เราก็หาจุดขายเด่นทางอื่น เพราะเราเองมีชื่อเสียงไม่เท่าเขา เมนูส่วนใหญ่เราก็ช่วยคิดกันเองกับเพื่อนที่เป็นเชฟ ช่วยกันคิดช่วยกันชิม

The People: จุดเด่นที่ทำให้ Freddie RiceCurry เป็นกระแสในโซเชียล?
ภัคพันธุ์: จริง ๆ ค่อนข้างบังเอิญ จากที่คุยกับเพื่อนว่าอยากขายแกงกะหรี่ พออยากขายก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เริ่มจากลองไปถามเพื่อนตามกรุ๊ปไลน์ต่าง ๆ พอถามทุกคนไปแล้ว 80% ไม่กินแกงกะหรี่กัน พอทุกคนไม่กินแกงกะหรี่ ผมก็เพิ่งรู้ปัญหาว่า อ้าวเหรอ คนอื่นเขาไม่ชอบกินแกงกะหรี่กันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ เลยหาทางแก้ด้วยการมาดูว่าแกงกะหรี่มันมีปัญหาอะไร อย่างเช่น แกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นจะมีความมัน มีเนยครีม ที่มีความเลี่ยนเยอะมาก เราเลยปรับด้วยการเริ่มตัดผลิตภัณฑ์บางอย่างออกไป พวกมันฝรั่ง พวกครีม พวกเนย และแกงกะหรี่ของเราจะไม่ใช้การผัดด้วยน้ำมันเลย ซึ่งก็จะทำให้รสชาติมีความเป็นไทย พอไม่มีมัน ไม่มีครีม ก็จะมีความเป็นอินเดียเพิ่มเข้ามาอีก

ตอนแรกตั้งใจกันว่าแกงกะหรี่ของเราจะขายหมูกรอบ เพราะว่าหมูกรอบเป็นอาหารที่ขายดีของคนไทย คือเมนูอะไรมีหมูกรอบ เมนูนั้นขายดีแน่นอน แต่เราจะขายหมูกรอบธรรมดาก็กลัวว่าจะเลี่ยนไป เลยเป็นหมูกรอบผัดพริกแกง วันแรกเราโพสต์ไปว่าชื่อร้าน Freddie RiceCurry บังเอิญว่าเรามีเป็นเชฟคนหนึ่งหน้าตาคล้ายกับ Freddie Mercury เลยโพสต์ไปว่า “เชฟพร้อมแล้ว” โพสต์ไปแค่คืนเดียว มีคนแชร์ไปประมาณ 500 แชร์ คือเราเพิ่งเปิดเพจแล้วโพสต์ไปโพสต์เดียว มีคนแชร์เต็มไปหมด เราก็ตื่นเต้นมากว่ามีคนสนใจเยอะขนาดนี้ เลยรีบเปิดร้านทันที วันแรกตกใจมาก มีลูกค้าเยอะจนทำแทบไม่ทัน เพราะคิดกันว่าวันแรกจะยังไม่มีคนสั่ง ตอนนั้นเรายังไม่เคยเปิดแอปออนไลน์มาก่อนเลย ร้านยังไม่ได้ทำป้ายราคาอะไรกันเลยด้วยซ้ำ ลูกค้า Line Man, Grab Food ก็เริ่มมานั่งรอกันแล้ว เลยค่อนข้างวุ่นวายหน่อย

ชื่อร้าน Freddie RiceCurry มีที่มาจากตอนแรกเราตั้งใจอยากใช้ชื่อฝรั่งเชย ๆ เราก็ไปหาชื่อฝรั่งมา ทั้ง Michael, George พอหามาถึงชื่อที่ 11 ชื่อ Freddie พอเราฟัง Freddie ก็คิดถึง Freddie Mercury นักร้องนำวง Queen แล้วมันก็พ้องเสียงอาหาร RiceCurry เลยตั้งชื่อเล่น ๆ ว่า Freddie RiceCurry ให้คนจำง่าย อีกอย่าง Freddie เป็น meme ในโลกอินเทอร์เน็ตที่หลาย ๆ สาขารู้จักกันอยู่แล้ว ทั้งวงการหนัง, การ์ตูน และ ดนตรี จริง ๆ เราเน้นทำโซเชียลอย่างเดียวเลยครับ เพราะเราเริ่มจากขายออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน ก็จะอัดโซเชียลอย่างเดียวเลย

The People: เป็นคนชอบกินแกงกะหรี่ด้วยไหม
ภัคพันธุ์: ผมก็พูดไม่ถูกนะ แต่เวลาไปเดินหาข้าวกิน ถ้าเห็นร้านแกงกะหรี่เราก็คงกินเป็นเมนูแรก คือจะชอบกิน ชอบกินเรื่อย ๆ อย่างแกงกะหรี่ญี่ปุ่นจริง ๆ จะมีความนัว ความข้น ความครีมของน้ำ พวกความข้นความครีม จริง ๆ คือความอร่อย แต่คนส่วนใหญ่จะมองว่านั่นคือความเลี่ยน เราเลยพยายามตัดออก พวกแป้ง มันฝรั่ง ที่เป็นบอดี้หนา ๆ ก็ตัดออก แกงกะหรี่ของเราเลยมีรสชาติต่างออกไป ซึ่งหลังจากเราปรับสูตรแล้ว เพื่อน ๆ หลายคนที่ไม่เคยกินแกงกะหรี่ก็เริ่มมาลองกิน และมีหลายคนที่ติดใจกินประจำ เพราะเรามีรสชาติเฉพาะ บางคนก็บอกว่าของเราเหมือนแกงกะหรี่ญี่ปุ่นผสมอินเดียมากกว่า

เมนูเด็ดของเราเป็นข้าวแกงกะหรี่หมูกรอบผัดพริกเกลือ เป็นเมนูขายดี เราเอาหมูกรอบที่เราทำสดใหม่ทุกวัน หั่นชิ้นใหญ่ ๆ ไปผัดกับเครื่องปรุงเฉพาะของทางร้าน พริกไทย ใบมะกรูด แล้วก็เครื่องผัด ผัดให้เข้ากันโดยไม่ใช้น้ำมันเลย แล้วก็จะมีความเค็ม ความเผ็ด ความกรอบ ความมันของหมูกรอบ กินคู่กับแกงกะหรี่และข้าวญี่ปุ่นร้อน ๆ เป็นความลงตัวที่สุดยอดมากเลย อยากให้ลองชิมครับ ความเป็นหมูกรอบช่วยตัดกับรสชาติแกงกะหรี่ที่ไม่เลี่ยน แล้วจริง ๆ มันเป็นอาหารสไตล์คนไทยจ๋า ๆ แต่คนต่างชาติอาจไม่ได้ชอบเมนูนี้มาก

ตอนแรกเราคิดออกแค่เมนูเดียวคือ แกงกะหรี่หมูกรอบพริกเกลือ เลยคิดอีเวนท์กันในเพจ ตอนนั้นรัฐบาลแจกเงิน 500 บาท เราก็เลยคิดแคมเปญว่าช่วยคิดเมนูให้หน่อย แจกเงิน 500 บาท เลยได้ข้าวแกงกะหรี่กะเพราเป็ดหนังกรอบขึ้นมาอีกเมนูหนึ่ง ซึ่งกะเพราเป็ดเราจะรู้รสชาติอยู่แล้ว มันจะมีความเหนียวนุ่มของเนื้อเป็ด ผัดกับกะเพราซึ่งมีรสชาติร้อนแรงสไตล์ไทย จะมีความเผ็ดเยอะหน่อย แล้วก็โรยด้วยหนังกรอบเพื่อเพิ่มความกรอบ ความ crispy เข้ามา ให้กินแล้วทั้งกรอบ ทั้งกรุบ ทั้งเค็ม เข้ากับเนื้อแกงกะหรี่ได้ดีมาก

เรามีแกงกะหรี่เสือร้องไห้ ที่เราเอาเนื้อเสือร้องไห้ทั้งชิ้นมาย่างสดแบบว่าเนื้อยังชุ่มฉ่ำข้างใน ย่างเสร็จแล้วราดด้วยน้ำจิ้มแจ่วสูตรของทางร้าน พอกินคู่กับแกงกะหรี่ก็จะเหมือนเรากินเนื้อเสือร้องไห้สไตล์ไทย แต่เข้ากับแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ซึ่งจะมีทั้งเค็ม ทั้งเผ็ด ทั้งหวาน เข้ากับแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่มีความละมุน ความครีม เข้ากันดีมาก

อีกเมนูที่แนะนำคือ ข้าวแกงกะหรี่หมูสับผัดไข่เค็ม เริ่มจากตอนที่กระแสไข่เค็มเยอะมาก มีคนเอาไข่เค็มไปผสมกับขนม อาหาร เครื่องดื่ม เยอะมาก เราเลยทำแซวร้านอื่น ๆ กะทำขายแค่เดือนเดียวเป็นอีเวนท์สนุก ๆ แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นเมนูขายดี เลยได้ขายยาวเลย (หัวเราะ) แต่บางอย่างเช่นหมูตุ๋น 40 ดีกรี เราทำมาแค่เป็นอีเวนท์หนึ่ง ทำได้เดือนหนึ่งก็เลิกขายไป

The People: ที่มาของความเผ็ดหลายระดับ?
ภัคพันธุ์: ตอนขายครั้งแรกเรามีเผ็ดตั้งแต่ 1-3 แต่ว่าแกงกะหรี่เราค่อนข้างเผ็ดมาก ลูกค้าหลาย ๆ คนก็จะบ่นว่าเผ็ดจนเขากินไม่ได้ เพราะคนทั้งร้านกินเผ็ดกันหมดเลย (หัวเราะ) เราเลยเทสต์แต่เมนูที่มันเผ็ด แล้วก็ถูกใจพวกเราเอง หลัง ๆ เลยต้องปรับลง ยิ่งพอมีร้านที่ป้อมพระสุเมรุ มีคนต่างชาติเยอะ เลยต้องเพิ่มระดับความเผ็ดให้มีความละเอียด 0-5 ซึ่งแต่ละระดับคือพริก 1 ช้อนชา เพื่อที่จะทำให้เผ็ดน้อยลง ส่วนใหญ่ถ้าเป็นคนไทยเผ็ดแต่ว่าอร่อยก็จะยอมรับได้ แต่ว่าคนที่ตกใจจริง ๆ คือพวกฝรั่ง ญี่ปุ่น จะตกใจว่าต้องเผ็ดขนาดนี้เลยเหรอ แม้จะเป็นเผ็ดระดับ 0 แต่เขาก็ยังเผ็ดกันอยู่ดี ส่วนคนไทยตอนนี้สถิติกินได้สูงสุด 31 ช้อนชา ก็ลูกค้าที่มากินในร้านนี่แหละ

The People: ความรู้สึกเมื่อมากินที่ร้านกับสั่งผ่านเดลิเวอรีแตกต่างกันไหม
ภัคพันธุ์: เราขายออนไลน์อย่างเดียวประมาณ 3-4 เดือนแรก ลูกค้าก็จะบ่นหน้าเพจว่าอยากมากินที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ที่หน้าร้านเลย เพราะว่าเดลิเวอรีจะทำให้รสชาติอาหารดร็อปลง พอลูกค้ารบเร้ามาเรื่อย ๆ เราก็เลยหาทางเปิดร้านให้ได้ จริง ๆ ยอดขายหน้าร้านกับเดลิเวอรีก็ยังครึ่ง ๆ ออนไลน์คนก็ยังสั่งเยอะอยู่

The People: ความประทับใจที่มีต่อลูกค้า?
ภัคพันธุ์: มีหลายคนที่กลายเป็นลูกค้าประจำ มากันบ่อย ๆ ที่ประทับใจคือร้านเราไม่ได้รีวิวอาหารเลย แล้วก็ไม่ได้จ้างรีวิวด้วย เราจะแชร์เฉพาะลูกค้าที่เช็คอินแล้วก็รีวิว คือพอเราเล่นเพจเป็นตลก เล่นสนุกเรื่อย ๆ การที่เราจะขายตัวเองตรง ๆ ก็จะมีความเขิน แต่ลูกค้าหลาย ๆ คนจะช่วยกันแชร์ แท็กกันในโลกออนไลน์ ชวนกันมากิน เราก็ประทับใจว่าส่วนใหญ่ลูกค้ามาจากปากต่อปาก เพื่อนต่อเพื่อนเสียส่วนใหญ่ เราน่าจะเป็นร้านเดียวที่ขายแกงกะหรี่กับอาหารไทย คนที่ชอบแกงกะหรี่อยู่แล้วก็ชอบ คนที่ชอบอาหารไทยด้วยยิ่งชอบกันไปใหญ่ เลยมีความแตกต่างว่าเป็นตัวเลือกเดียวของอาหารแบบนี้

The People: ถ้าไม่ได้เปิดร้านเฟรดดี้?
ภัคพันธุ์: ถึงจะไม่ได้เปิดร้านแกงกะหรี่ เราก็คงทำร้านอาหารอีกสักร้าน หรืออะไรที่เกี่ยวกับอาหารอย่างเดียวเลย คงไม่ทำอย่างอื่นแล้ว ถ้าไม่ได้เปิดร้านแกงกะหรี่ตอนนี้ อาจจะเปิดร้านของหวาน จริง ๆ เรามองของหวาน แม้ว่าในแต่ละพื้นที่ค่อนข้างมีคนขายกันเยอะแล้ว แต่เราคิดว่าน่าจะมองหาของหวานสักอย่างเพื่อขายจนได้ ตั้งแต่ผมออกจากงานด้านดีไซน์ ผมก็รู้สึกว่าการมาเปิดร้านอาหารถึงรายได้จะไม่ดี มีปัญหาวุ่นวายเยอะทั้งวัน แต่จริง ๆ เป็นงานที่เราชอบมาก ที่เราชอบจริง ๆ ในการทำร้านอาหารคือฟีดแบคลูกค้า เวลาเขามาบอกเราตรง ๆ ไม่ว่าจะชอบหรืออยากให้ปรับปรุง หรือบางทีก็มีเรื่องที่เราผิดแย่ ๆ แต่เขามาบอกให้เราปรับปรุง เพราะเขาอยากกินต่อ เขาไม่ได้เกลียดหรือหายกันไป ผมเลยรู้สึกว่ามันมีฟีดแบคจริง ๆ แบบมองหน้าแล้วบอกกันเลย

ถ้าเทียบกับงานออกแบบที่ทำแล้วเหนื่อยไหม ต้องตอบว่าเหนื่อย เพราะปัญหามีทุกแบบ เรื่องวัตถุดิบที่มันรวนได้เรื่อย ๆ บางทีก็ไม่ตรงสเปกทุกวัน เราก็ต้องไปสรรหามาจนได้ มีความเหนื่อยเยอะมาก แต่ก็สนุก ทำให้อยากทำต่อไปเรื่อย ๆ ร้าน Freddie RiceCurry เป็นข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น แต่เราปรับปรุงให้เป็นสไตล์ไทย อยากให้ลองชิมดู ชอบไม่ชอบก็มาว่ากันอีกที ตอนนี้มีสองสาขา มีสาขาป้อมพระสุเมรุ ตรงข้ามป้อมพระสุเมรุ และสาขาวังหิน 34 แล้วก็สั่งออนไลน์ได้ทั้ง GET!, Line Man หรือเข้า Facebook Freddie RiceCurry


นักเขียนที่ชอบนั่งนิ่งเงียบแอบมองโลกและผู้คนที่ผ่านไป แล้วแปลงให้กลายเป็นเรื่องราวบนโลกดิจิทัล

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

Related

โซฟี ทาลส์ ทิลด์ “Invisibobble” ยางรัดผมสุดเก๋ ที่ปิ๊งไอเดียจากสายโทรศัพท์

ชัยวัฒน์ แต้ไพสิฐพงษ์ ขายผ้า ทำโรงสี ก่อนปั้น “เบทาโกร” สู่หมื่นล้าน

สมพงษ์ กิจกำจาย ขายของแบกะดิน สู่ “กีโต้-แกมโบล” รองเท้าพันล้าน

รีด แฮสติ้งส์: จากร้านเช่าซีดีสู่เจ้าพ่อสตรีมมิง NETFLIX ที่คอหนังต้องรู้จัก

SEAC ชวนพลิกวิกฤต COVID-19 เป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ใหม่ผ่าน ‘Virtual Learning’

Kodak ทำกล้องดิจิทัลก่อนใคร แต่พ่ายแพ้ล้มละลายในยุคเปลี่ยนผ่าน

ลลิต ศรีธรา ผู้อาสาลดช่องว่างทางชนชั้นด้วย “สตาร์ทอัพ”

โชคชัย บูลกุล คาวบอยเมืองไทย ตำนาน “ฟาร์มโชคชัย” กับชีวิตที่โชคชะตาไม่เคยเข้าข้าง