Post on 25/10/2020

ฟรีเซอร์: ทั้งจักรวาลเขาคือตัวร้าย แต่สำหรับพนักงานในองค์กร เขาคือสุดยอดบอส

ที่ญี่ปุ่นนั้นนอกจากการโหวตตัวเอกของการ์ตูนแล้ว ก็ยังมีการโหวตตัวร้ายยอดนิยมอีกด้วย สำหรับเรื่อง Dragon Ball ก็มีตัวร้ายหลายตัวที่ติดอันดับในการโหวตของสำนักโพลต่าง ๆ มากมาย เช่น เบจิต้า, ฟรีเซอร์, หรือเซล แต่ที่น่าสนใจคือ มีนักอ่านจำนวนมาก กลับมองฟรีเซอร์อย่างชื่นชม และไปในทิศทางเดียวกัน คือเป็น “สุดยอดบอสในอุดมคติ” และมีหลายสำนักที่แนวโน้มสำรวจออกมาใกล้เคียงกัน เช่น Middle-Edge, Anime! Anime!, หรือ Nico-Nico News (ลิงก์อ้างอิงอยู่ท้ายบทความ)

วิเคราะห์เรื่อง Dragon Ball ที่ผ่าน ๆ มาของ The People ก็เอาแต่วิเคราะห์คาแรกเตอร์ของกลุ่มตัวละครเอกมาตลอด วันนี้มาพูดถึงตัวร้ายตลอดกาลอย่างฟรีเซอร์กันบ้าง

ฟรีเซอร์นี่แหละ ถอดแบบมาจากยากูซ่าญี่ปุ่นขนานแท้ พวกที่เถื่อน, โหด, ตัวใหญ่ ๆ มักจะเป็นแค่ลูกน้อง แต่เจ้าพ่อตัวจริงจะมีบุคลิกแบบฟรีเซอร์ คือ ตัวเล็ก นิ่ง ๆ สุขุม เลือดเย็นมาก แต่ว่าสุภาพเรียบร้อย มีบุคลิกแบบคนทำงานมืออาชีพ

ญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1980s เป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกและมีผลกระทบต่อสังคมญี่ปุ่นเป็นวงกว้าง คือพอฟองสบู่แตก มีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้มาผ่อนอสังหาริมทรัพย์ได้ ทำให้ถูก “ยึด” เป็นจำนวนมาก ผู้เขียนเรื่อง Dragon Ball คือ โทะริยะมะ อะกิระ ในวัยเด็กมีชีวิตที่ยากจนข้นแค้น เคยต้องอดข้าวทีละหลาย ๆ วันและหนีจากความจริงโดยการวาดการ์ตูนไปเรื่อย ๆ เพื่อประทังความหิว (จึงสะท้อนออกมาในงานเขียนที่ตลกเสียดสี หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้) ด้วยความทรงจำวัยเด็กอันเลวร้ายที่มีต่อนักธุรกิจ อะกิระจึงเกลียดนักธุรกิจที่ทำนาบนหลังคนประเภทนักการเงินแนวอสังหาริมทรัพย์ยิ่งกว่าอาชีพใดทั้งหมด (เช่น ปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ทำให้ราคาขึ้นดอย, ปล่อยดอกเบี้ยกู้แพงหูฉี่, แล้วหาทางยึดกลับไปเพื่อปล่อยเจ้าอื่นต่อ ฯลฯ)

ดังนั้นตัวละครที่ชั่วร้ายที่สุดในจักรวาล (ณ ตอนนั้น ที่อะกิระต้องการวาดให้ Dragon Ball อวสานไปหลังจบศึกฟรีเซอร์ ก่อนที่จะดังระเบิดจนต้องขยายไปภาคต่อ ๆ มา) จึงต้องเป็นพวกชั่วร้ายที่ประกอบอาชีพยึดบ้านช่องคนอื่น ยึดอสังหาริมทรัพย์ของชาวบ้าน แล้วเอาไปหมุนเป็นเงิน แบบที่ฟรีเซอร์ทำคือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, ยึดดาว, ยึดพืชผลและทรัพยากรบนดาวดวงนั้น แล้วเอาไปขายให้เผ่าพันธุ์อื่นที่มีเงินมาซื้อ อะกิระแสดงความเห็นของตัวเองที่มีต่ออาชีพ Property Management ของญี่ปุ่นในยุคนั้นว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายที่สุดในจักรวาลนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม นักอ่านชาวญี่ปุ่นจำนวนมากก็เห็นพ้องต้องกันว่า ฟรีเซอร์เป็นผู้นำที่ดี ไม่นับว่านิสัยชั่วร้าย แต่พูดถึงในแง่ของภาวะผู้นำองค์กร ฟรีเซอร์เป็นหัวหน้าที่น่าร่วมงานด้วยมาก ๆ เริ่มตั้งแต่ข้อแรก ฟรีเซอร์มีความสามารถมากจริง คือไม่ใช่เป็นแค่หัวหน้าที่เอาแต่นั่งในห้องแอร์โดยไม่รู้สภาวะหน้างานจริง แล้วดีแต่ใช้ลูกน้องไปทำแทน ฟรีเซอร์มีพลังที่จะทำงานแทนลูกน้องทั้งกองทัพได้เลย แต่เลือกที่จะไม่ลงมือเอง เพราะเข้าใจระบบองค์กร และไม่ลงรายละเอียด (มีดาวบริวารตั้งหลายร้อยดวง ฟรีเซอร์จึงเลือกจ้างคนทำงานแทนตัวเอง) เวลาที่ลูกน้องจัดการอะไรเองไม่ได้แล้วจริง ๆ จึงจะสั่งมือขวา-ซ้าย (โดโดเรีย และ ซาร์บอน) หรือ สั่งหน่วยรบกีนิวไปลุย จนปัญหาใหญ่มากจริง ๆ ฟรีเซอร์ถึงจะออกโรงเองสักครั้ง จากคำกล่าวของฟรีเซอร์ มีคนเคยเห็นแค่ร่าง 1 และร่าง 2 เท่านั้น ในจักรวาลนี้ยังไม่เคยมีใครทำให้ฟรีเซอร์ต้องเอาจริงถึงขั้นใช้ร่าง 3 และ 4 มาก่อน

ฟรีเซอร์ยังประเมินความสามารถลูกน้องอย่างเป็นกลางมาก โดยการใช้ “ตัวเลขที่วัดผลได้” มีการแจกจ่ายเครื่องวัดพลังให้พนักงานทุกคนในกองทัพได้ใช้ เพื่อวัดพลังทั้งของศัตรูและของพวกตัวเองอย่างเป็นกลาง สามารถรู้ได้ทันทีว่าพนักงานระดับไหนมีความสามารถเท่าไหร่แล้ว และฟรีเซอร์ยังประกาศออกสื่อเป็นปกติว่าในร่างแรกของตัวเองมีพลังเฉลี่ยคือ 530,000 นับว่าเป็นผู้นำองค์กรที่ประเมินผลงานลูกน้องอย่างไร้อคติเพราะใช้ระบบตัวเลขล้วน ๆ

ยังมีสวัสดิการอีกหลายรูปแบบ เช่น ยานพาหนะ, อาวุธทันสมัยสำหรับพนักงานที่ยังไม่ค่อยเก่ง, มีชุดยูนิฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูง ขนาดตอนเบจิต้ากลายเป็นลิงยักษ์ ชุดก็ยังไม่พัง นอกจากนี้ยังมีเครื่องปฐมพยาบาลสุดไฮเทคสำหรับรักษาลูกน้องที่บาดเจ็บ เรียกว่าสวัสดิการดีมากจัดเต็มสุด ๆ ฟรีเซอร์ยังเป็นคนสุภาพมาก พูดด้วยภาษาสุภาพของญี่ปุ่นที่ลงท้ายด้วย -เดะซุ หรือ -มะซุ ตลอดเวลา เรียกลูกน้องลงท้ายด้วยคำว่า -ซัง ทุกคำ ให้เกียรติลูกน้องเสมอ ไม่เคยจิกหัวเรียกใช้ ทำงานด้วยความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพที่แท้จริง

เวลาลูกน้องทำพลาด ก็มีการให้โอกาสแก้ตัวได้ด้วย แถมยังระบุสาเหตุที่ลูกน้องทำผิดพลาดได้อีกต่างหาก เช่น ตอนซาร์บอนเอาชนะเบจิต้าจนบาดเจ็บตกทะเลสาบไป แล้วซาร์บอนรักสวยรักงามไม่กล้าดำน้ำลงไปเช็คว่าเบจิต้าตายแล้วหรือยัง ฟรีเซอร์ระบุสาเหตุที่ซาร์บอนทำงานพลาดได้ทันที ว่าเพราะซาร์บอนกลัวเปียกจึงไม่ยอมดำน้ำ ทำให้ทำงานพลาด และให้โอกาสซาร์บอนได้ทำงานแก้ตัวอีกครั้งด้วย พร้อมกับคาดโทษว่าถ้าทำพลาดเรื่องเดิม ๆ ครั้งต่อไปโทษถึงตายนะจ๊ะ

อีกข้อของความใจกว้าง ฟรีเซอร์เปิดกว้างสำหรับคนมีความสามารถโดยไม่เลือกเผ่าพันธุ์สัญชาติ ขนาดโกคูเองก็ยังโดนรีครูทให้เข้าทีมฟรีเซอร์ ถ้าอ้างอิงจากที่กัปตัวกีนิวบอก ทั้ง 5 คนในหน่วยรบกีนิวรวมทั้งฟรีเซอร์ด้วย คือสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์ จึงมีพลังสูงผิดธรรมชาติ กระบวนการทางชีวภาพตามธรรมชาติจะไม่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้ ฟรีเซอร์เปิดกว้างที่จะจ้างคนเก่ง ๆ เข้าทีมโดยไม่เลือกเผ่าพันธุ์จริง ๆ

ประการสุดท้าย ฟรีเซอร์มีการมองการณ์ไกลมากว่ามีบางเผ่าพันธุ์ที่จะลุกฮือขึ้นเป็นคู่แข่งทางธุรกิจได้ จึงฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้ล่วงหน้าหลายทศวรรษ เพื่อให้กิจการของตัวเองสามารถผูกขาดธุรกิจทำนาบนหลังคนระดับจักรวาลได้แต่เพียงผู้เดียวตลอดไป แล้วยังไม่ต้องทำแผน Succession Plan เพื่อหาผู้สืบทอดตำแหน่งด้วย เพราะฟรีเซอร์เล่นรวมรวม Dragon Ball เพื่อให้ตัวเองเป็น CEO & President ตลอดกาลไปเลย แก้ปัญหาเรื่องหา Successor ให้องค์กรแต่เนิ่น ๆ อีกต่างหาก

แม้ว่าฟรีเซอร์ร่าง 2, 3, 4 จะเปลี่ยนบุคลิกไปบ้าง (ร่าง 2 ป่าเถื่อนแบบยากูซ่า, ร่าง 3 เยือกเย็นแต่อัปลักษณ์, ร่าง 4 กลับมาเป็นมืออาชีพแต่ไม่ได้ใช้ภาษาสุภาพ -เดะซุ หรือ -มะซุ เหมือนร่างแรก) แต่ความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพและภาวะผู้นำองค์กรของฟรีเซอร์ก็เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ และน่านำไปคิดต่อ เพราะการเสพสื่อบันเทิงให้สนุก ไม่ควรหยุดแค่ความบันเทิง แต่ควรคิดต่อไปแม้ว่าผู้แต่งเรื่องอาจจะไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะถ้าผู้เสพสื่อไม่คิดต่อ ไม่ต่อยอดการจินตนาการ ก็อาจจะพลาดโอกาสดื่มด่ำกับคุณค่าใหม่ ๆ ของสื่อบันเทิงนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

อ้างอิง
https://middle-edge.jp/articles/I0000329
https://animeanime.jp/article/2016/05/05/28379.html
https://news.nicovideo.jp/watch/nw1560569


วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล

ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมมวลชนญี่ปุ่น ศึกษาภาษาและสังคมญี่ปุ่นมายาวนานมากกว่า 20 ปี ทั้งจากมุมมองของชาวญี่ปุ่นเอง, มุมมองของชาวไทย, และมุมมองของชาวตะวันตก

Related

โรส เลสลี หญิงเถื่อนผู้กุมหัวใจ จอน สโนว์ ทั้งในและนอกจอ

The Farewell จะเลือกอะไร? ระหว่างคำโกหกที่สบายใจ หรือความจริงที่เจ็บปวด

“แค้น 23 ปี ดีกันเพราะเงินใกล้หมด ?” สังเวียนมวยคู่หูร็อคแอนด์โรล แอ็กเซิล โรส และ สแลช แห่งวงร็อคจอมเกรี้ยวกราด Guns N’ Roses

บงจุนโฮ: ผู้กำกับ Parasite ที่ชวนก้าวข้ามซับไตเติลเพื่อค้นหาเมจิกของภาพยนตร์

เจสซี ไอเซนเบิร์ก หน้าเนิร์ดก็ยอมรับว่าเนิร์ด กับการรับมือโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)

The Trial of the Chicago 7 : การต่อสู้ของ 7 แกนนำ ในกระบวนการยุติธรรมที่ “โลกกำลังเฝ้าดู”

เอโนลา โฮล์มส์: เมื่อโลกไม่เปิดโอกาสให้สตรีได้เป็นตัวของตัวเอง

ครูคีตติ้ง แห่ง Dead Poets Society: เมื่อสังคมตีกรอบชีวิตจนทำให้คนไม่กล้ามีฝัน