Post on 27/10/2019

G-Gundam – จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนิยายกิมย้งมาผสมกับนิยายสงครามอวกาศกันดั้ม

เมื่อเอ่ยถึง Gundam คนส่วนใหญ่มักจะรู้ว่าหมายถึงอะไร ประมาณไหน

เมื่อเอ่ยถึง นิยายกิมย้ง คนส่วนมากก็มักจะรู้ว่าหมายถึงนิยายแนวไหน

แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อจับทั้งสองอย่างมารวมกัน? 

แต่เดิม การ์ตูน Gundam มักจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง สงครามอวกาศ การพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร โดยผู้กำกับ โทะมิโนะ โยะชิยุกิ (富野由悠季) เป็นต้นคิดและมีอิทธิพลต่อ Gundam หลาย ๆ ภาค ซึ่งเป็นเหตุการณ์สมมติในอนาคตและใช้ศักราชว่า U. C. (Universal Century) แต่ใน ค. ศ. 1994 ก็ได้มีความพยายามจะแหวกขนบของ Gundam ขึ้น ตอนนั้นอิทธิพลของหนังจีนกำลังภายในจากฮ่องกงโด่งดังทั่วเอเชียมาก (ยุคนั้นจีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่ค่อยส่งออกสินค้าบันเทิงอย่างทุกวันนี้) อีกทั้งในญี่ปุ่นก็มีกระแส Super Robot แรงมาก จึงเกิดเป็น Gundam แนวใหม่ที่ฉีกขนบ Gundam แบบเดิม ๆ แบบโยนทิ้งอ่าวโตเกียวไปเลย กลายเป็นภาค G-Gundam นี่เอง จึงเป็น Gundam ที่เน้นฉากที่ฮ่องกง และเน้นปรัชญาจีนแนวฮ่องกงมาก ๆ

เนื้อเรื่องของ G-Gundam ได้รับอิทธิพลจากนิยายกิมย้งเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร: 笑傲江湖” (หรือในเวอร์ชันภาพยนตร์จะใช้ชื่อว่า “เดชคัมภีร์เทวดา”) อย่างมาก มีการรวมตัวละคร “งักปุ๊กคุ้ง (岳不群)” เข้ากับ “ตงฟางปุ๊ป้าย (東方不敗)” ให้กลายเป็นตัวละครตัวเดียว และเป็นอาจารย์ของ “โดม่อน” พระเอกในเรื่อง G-Gundam โดยตั้งชื่ออาจารย์ของพระเอกว่า “โทโฮฮุไฮ” ซึ่งเป็นเสียงอ่านแบบญี่ปุ่นของคำว่า  ตงฟางปุ๊ป้าย (東方不敗) ที่แปลว่า “บูรพาไร้พ่าย” กันแบบดื้อ ๆ เลย และผู้ชมที่รู้เนื้อเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรมาก่อนจะรู้ได้ทันทีว่า โทโฮฮุไฮ จะต้องเป็น “วิญญูชนจอมปลอม” อย่างแน่นอนในเรื่อง G-Gundam นี้

G-Gundam มีความน่าสนใจหลายระดับด้วยกันดังนี้ ระดับแรกคือการตั้งคำถามใหม่กับระบบการเมืองและสงคราม ในเนื้อเรื่องจะกล่าวถึงศักราชใหม่คือ Future Century เป็นยุคที่มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีไปจนถึงขั้นสามารถสร้างพื้นที่เพิ่มในอวกาศได้แล้ว หลังจากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกต่างก็ทำสงครามกันอย่างบ้าคลั่ง และเสพสุขจากทรัพยากรโลกอย่างไม่สนใจอนาคต ทำให้สภาพแวดล้อมบนโลกกลายเป็นพิษอย่างมาก คนรวยจึงอพยพไปใช้ชีวิตใน Colony ที่เป็นสถานีอวกาศขนาดยักษ์ของแต่ละประเทศโดยใช้คำว่า Neo- นำหน้าชื่อแต่ละประเทศแทนความเป็นตัวแทนของ Colony ของแต่ละประเทศ และทิ้งให้คนจนใช้ชีวิตอยู่บนพื้นโลกที่ผุพังต่อไป 

เมื่อทุกประเทศตระหนักถึงความจริงที่ว่าการทำสงครามอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นได้ทำลายสภาพแวดล้อมของโลกอย่างมาก ในที่สุดจึงมีมติให้ทุกประเทศทั่วโลกจัดการแข่งขัน Gundam Fight ขึ้น ให้ทุกประเทศแข่งกันพัฒนาระบบหุ่นยักษ์ Gundam และพัฒนาความสามารถในศิลปะป้องกันตัวของนักแข่งแต่ละประเทศ แล้วส่งตัวแทนมาสู้กันทุก ๆ 4 ปีบนพื้นโลกที่ผุพังอยู่แล้ว ใครที่ชนะเลิศในการแข่งขัน ประเทศนั้นก็จะได้เป็นรัฐบาลบริหารโลกไปอีก 4 ปี แล้วค่อยจัดการแข่งครั้งใหม่ หมุนเวียนกันไป เพื่อลดปัญหาสงครามและการฆ่าฟันโดยไม่จำเป็น จึงเป็นที่มาของเรื่อง G-Gundam นั่นเอง

การตั้งคำถามอีกระดับหนึ่งที่น่าสนใจ คือการตั้งคำถามกับเทคโนโลยีในยุคนั้น Gundam ทุกภาคก่อนหน้านั้นเป็นเทคโนโลยีแบบ Real Robot ที่เป็นการบังคับหุ่นด้วยแป้นพิมพ์และคันบังคับ แต่ G-Gundam ใช้เทคโนโลยีคล้าย Super Robot คือเป็น wearable technology ที่เรียกว่า Mobile Trace System คือนักแข่งจะสวมชุดที่เชื่อมเข้ากับระบบประสาทของหุ่น Gundam นักแข่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และ Gundam ก็จะขยับตามทั้งหมด นอกจากนี้ Mobile Trace System ยังสามารถดึงเอา “กำลังภายใน” หรือลมปราณของนักแข่งออกมาเป็นพลังงานของหุ่นได้ด้วย 

ดังนั้น ทุกประเทศก็จะแข่งกันพัฒนา Mobile Trace System ให้สามารถดึงกำลังภายในของนักแข่งออกมาให้ได้มากที่สุด และพัฒนาฝีมือทางศิลปะป้องกันตัวของนักแข่ง เพื่อให้ชนะในการแข่ง หุ่นในเรื่องจึงไม่เรียก Mobile Suit (MS) เหมือน Gundam ภาคอื่น แต่จะเรียกว่า Mobile Fighter (MF) แทน นอกจากนี้ เทคโนโลยีของตัวร้ายอย่าง Devil Gundam ก็มีการกล่าวถึง nanotechnology ซึ่งถือว่าล้ำหน้ามากในปี 1994 โดย nanotechnology ของ Devil Gundam เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และเชื่อมต่อได้ทั้งกับดิจิทัลทุกระบบ ซึ่งสำหรับผู้ชมในยุคนั้นต้องถือว่า โห คิดได้ไงนั่น

การตั้งคำถามที่น่าสนใจอีกประเด็น คือการตั้งคำถามไปถึงระดับฐานราก ย้อนกลับไปถามถึง “ความเป็น Gundam”  ว่าจำเป็นต้องเป็นแนวของโทะมิโนะผู้เป็นต้นคิดกันดั้มเสมอไปหรือไม่? คำตอบคือ “ไม่” การดำเนินเนื้อเรื่องของ G-Gundam จึงเป็นไปในลักษณะคล้ายกับบุคลิกของ “เหล็งฮู้ชง (令狐沖)” พระเอกเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร ที่ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ หรือ ขนบเก่า ๆ ที่ล้าสมัย ดังนั้น G-Gundam จึงดำเนินเนื้อเรื่องแนวกำลังภายในของจีนแบบจัดเต็มทุกอณู ชนิดที่ไม่แคร์ขนบเดิมของ Gundam แนวโทะมิโนะกันเลย 

หุ่นของพระเอกโดม่อนเปิดเรื่องด้วย Shining Gundam ซึ่งเป็นตัวแทนของลูกพระอาทิตย์คือญี่ปุ่น แต่อาจารย์ของพระเอกคือโทโฮฮุไฮซึ่งเป็นคนฮ่องกง โดม่อนจึงมีวิชาต่อสู้แบบกำลังภายในฮ่องกง ท่าไม้ตายเด่นสุดจึงเป็นท่าแบบกำลังภายในคือ “ดัชนีสุริยัน (Shining Finger)” พอหลังจากหุ่นพังแล้ว มีการเปลี่ยนหุ่นเป็น God Gundam (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อภาคว่า G-Gundam) จึงมีท่าไม้ตายเปลี่ยนเป็น “ดัชนีเทวราช (God Finger)” ที่สุดแสนจะกิมย้งงงงง ในขณะที่โทโฮฮุไฮผู้เป็นอาจารย์ก็ต้องมีท่าคล้ายกันคือ “ดัชนีอนธการ (Darkness Finger)” ประกาศกร้าวความเป็นตัวร้าย แน่นอนว่าจะต้องมีฉากที่ลูกศิษย์ต้องสู้กับอาจารย์ มีความเคารพรักผูกพัน แต่ก็มีความเคียดแค้นที่อาจารย์ที่ตัวเองเคารพทำไมจึงกลายเป็นฝ่ายอธรรมไปได้ และฉากที่โดม่อนต้องต่อสู้กับโทโฮฮุไฮ จึงเป็นฉากที่ “ปล่อยความเป็นหนังจีนกำลังภายใน” กันแบบจัดเต็มมาก เรียกว่าเรื่องนี้มาแปลก คือเสียฐานแฟนคลับ Gundam แนวโทะมิโนะไป แต่ได้ใจแฟนคลับกำลังภายใน และได้ใจแฟน ๆ Super Robot มาแทน ทำให้สร้าง Gundam แนวใหม่ได้อีกเรื่อย ๆ หลังจากภาคนี้โดยไม่ต้องยึดติดกับโทะมิโนะกันอีกต่อไป

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจ คือการตั้งคำถามกับการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติกันเลย เพราะแต่เดิมหุ่น Ultimate Gundam มี nanotechnology ไว้เพื่อใช้ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของโลกอันบอบช้ำจากสงคราม แต่เมื่อสร้าง Ultimate Gundam แล้วพอลงสู่พื้นโลก กลับสัมผัสได้ถึงเจตนาแห่งการฆ่าฟันห้ำหั่นของเจตนาแห่งมนุษยชาติ Ultimate Gundam จึงเกิดอาการ malfunction และกลายร่างเป็น Devil Gundam ที่ใช้ nanotechnology เพื่อทำลายล้างมนุษยชาติแทน เพราะต้องการทำลายต้นเหตุแห่งหายนะของโลกใบนี้นั่นเอง 

นอกจากนี้ ในตอนท้ายของเรื่อง ก็เฉลยว่า โทโฮฮุไฮ ที่จริงแล้วไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่โทโฮฮุไฮต้องการจะฆ่ามนุษย์ให้หมดโลก เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของโลกอีกครั้ง สรุปว่า โทโฮฮุไฮ และ Devil Gundam จริง ๆ คือ Thanos แห่ง Marvel ในยุค 1994 นั่นเอง! 

เรียกว่าทีมผู้สร้าง G-Gundam เคยถึงทางตัน ว่าควรทำเรื่อง Gundam อะไรต่อดี และตัดสินใจแหวกขนบสำเร็จ สร้างบรรทัดฐานของ Gundam แนวใหม่ให้คนรุ่นหลังได้, สามารถปลุกผีตลาด SD-Gundam ได้ด้วย, ทำให้เกม Super Robot ขายดีขึ้นไปอีก, ตัวละคร God Gundam กลายเป็นตัวละครยอดฮิตที่เกมหุ่นยนต์ทุกเกมต้องมี, เนื้อเรื่องสนุกน่าติดตาม, ฉากต่อสู้ตระการตา, ปล่อยของจัดเต็ม, เพลงประกอบมีกลิ่นอายญี่ปุ่นผสมฮ่องกง, ดรามาหนักหน่วงไม่มีกั๊ก จัดเป็นอะนิเมะที่สนุกและได้แง่คิดมากมาย และนำไปสู่ยอดขายชุดโมเดล Gunpla แบบเทน้ำเทท่าอีกด้วย แนะนำอย่างมากให้หามาดูกัน


วีรยุทธ พจน์เสถียรกุล

ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมมวลชนญี่ปุ่น ศึกษาภาษาและสังคมญี่ปุ่นมายาวนานมากกว่า 20 ปี ทั้งจากมุมมองของชาวญี่ปุ่นเอง, มุมมองของชาวไทย, และมุมมองของชาวตะวันตก

Related

สามเหมียวยอดนินจา: การ์ตูนที่ทำให้ “ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า” กลายเป็นประโยคยอดฮิต

แค่เชื่อก็เป็นได้ ผ่านสายตาและมุมมองชีวิตของสี่สาว BLACKPINK

สวง ทรัพย์สำรวย: ล้อต๊อก กับเสียงหัวเราะสั่นคลอนเผด็จการ

เจฟฟ์ โกลด์บลุม ดาราดัง Jurassic Park กับความฝันในฐานะ ‘นักเปียโนแจ๊ส’

โมริ ฮามาโกะ: หญิงชรายูทูบเบอร์ นักแคสต์เกมที่อายุมากสุดในโลก

จรัณภัตษญ์ แก้วอ่ำ ใส่ สิตางศุ์ ส้มหยุด สะท้อนภาพร่วมสมัยบนผนังวัด

นิโคไล คอสเตอร์-วัลดาอู ในนามอัศวินผู้หยิ่งยโส จนถึงเรียนรู้ที่จะมอบความรักอย่างถูกต้อง

โมริ โคโกโร่ หรือ “โคโกโร่นิทรา” แห่งโคนัน นักสืบไม่ได้เรื่อง (?) ที่เรารัก