Post on 19/08/2021

เกบ อดัมส์ : ดาวติ๊กตอกที่แต่งหน้าโดยไม่ใช้แขนขา กับชีวิตที่ถูกบูลลี่สู่การพบตัวตนแท้จริงและความรักที่คู่ควร

เพียงจินตนาการถึงชีวิตที่ปราศจากอวัยวะบางอย่าง ก็ฟังดูเป็นเรื่องยากสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน แน่นอนว่า ‘เกบ อดัมส์’ (Gabe Adams) ย่อมประสบปัญหานั้น เพราะเขาลืมตาดูโลกโดยไม่มีทั้งแขนและขา ส่วนพ่อแม่ที่แท้จริงก็ทิ้งเขาไปตั้งแต่วัยทารก 

“ฉันเคยคิดว่าอยากมีแขนขาไหม ? แน่นอนอยู่แล้ว แต่ฉันรู้ว่าฉันไม่มีทั้งแขนและขาด้วยเหตุผลบางอย่าง ดังนั้นฉันแค่ต้องใช้ชีวิตของฉันให้ดีที่สุด”

มากกว่าการใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง เกบยังเติบโตมาเป็นนักเต้นสุดพลิ้ว นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ และสามารถจับแปรงแต่งหน้าเสกลุคสวยเก๋ออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว จนมีผู้ติดตามใน TikTok มากถึง 1.7 ล้านแอ็กเคานต์ และล่าสุดเขาเข้าสู่ประตูวิวาห์กับอดัมส์ คนรักที่พร้อมจะผ่านร้อนผ่านหนาวไปด้วยกัน 

เรื่องราวต่อไปนี้ คือการเดินทางตลอด 22 ปีของเกบที่ผ่านทั้งความเจ็บช้ำ ปวดร้าวสับสน จนถึงวันที่พบตัวตน แล้วก้าวออกมาใช้ชีวิตในแบบของตนเอง 

ครอบครัวและร่างกายที่ไม่สามารถเลือกได้ 

ย้อนกลับไปราว 20 กว่าปีที่แล้ว เกบ อดัมส์ เกิดในประเทศบราซิล พร้อมอาการ Hanhart syndrome ทำให้เขาไม่มีแขนและขาทั้งสองข้าง พ่อแม่ของเกบทิ้งเขาไปตั้งแต่วัยทารก เกบจึงถูกส่งตัวมายังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า และเติบโตมากับครอบครัวอุปถัมภ์ของสองสามีภรรยาชาวอเมริกันนามว่า จาเนล อดัมส์ (Janelle Adams) และ รอน อดัมส์ (Ron Adams) ในเมืองเคย์สวิลล์ (Kaysville) รัฐยูทาห์  (Utah) สหรัฐอเมริกา

ช่วงวัยเด็ก พ่อแม่บุญธรรมของเกบ พยายามให้กำลังใจและฝึกให้เขาสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง เกบเรียนรู้ที่จะอาบน้ำ สระผมด้วยการบีบแชมพูลงบนผนังห้องน้ำ แล้วเอาหัวถูกับแชมพู หรือเหลาดินสอ จับปากกาโดยใช้ไหล่และแก้มของเขา แม้กระทั่งการส่งข้อความโดยใช้ปลายริมฝีปากกดเบา ๆ บนแป้นพิมพ์ เกบเล่าว่านั่นคือช่วงเวลาที่ยากลำบากและเขาเคยรู้สึกเกลียดพ่อแม่ของตัวเอง จนเมื่อเติบโตขึ้น เขาจึงเริ่มเข้าใจความเป็นห่วงของพ่อแม่ที่ต้องการให้เขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง 

ถึงแม้เกบจะโชคดีที่เติบโตมาท่ามกลางความรักของพี่น้อง 13 คน และพ่อแม่บุญธรรมที่เลี้ยงดูเขาอย่างดี แต่เมื่อก้าวสู่วัยเรียน เกบต้องเผชิญกับคำพูดและการกระทำที่ทิ่มแทงหัวใจของเขาจนเกบต้องย้ายโรงเรียนอยู่บ่อย ๆ 

“ฉันมักจะกลับบ้านทั้งน้ำตาเพราะว่าคนอื่นจะเยาะเย้ยฉัน เพราะฉันไม่มีแขนและขา”

ครอบครัวของเกบรับรู้เรื่องนี้ตลอดมา ทุกครั้งที่เกบร้องไห้ นอกจากการปลอบใจแล้ว แม่ของเขาจะพาไปยืนหน้ากระจก แล้วให้เขาพูดถึง 10 อย่างที่ชอบเกี่ยวกับตัวเอง เมื่อไปโรงเรียน แม่จะให้เกบเลือกคน 10 คน แล้วพูดสิ่งที่ดีเกี่ยวกับคนเหล่านั้นหนึ่งอย่าง

“การทำเช่นนั้นทำให้มีสิ่งดี ๆ ในชีวิตฉัน ทำให้ฉันมุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นและมีความสุขกับตัวเอง”

 

ก้าวผ่านการบูลลี่ สู่การเป็นนักเต้น

การเผชิญความท้าทายในชีวิต และการสนับสนุนของพ่อแม่ หล่อหลอมให้เขากลายเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจตั้งแต่วัย 15 ปี เมื่อเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น เกบได้ลองเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ นั่นคือการคัดตัวสู่ทีมเต้นของโรงเรียน

“เมื่อคุณนั่งบนวีลแชร์ทั้งวัน มันค่อนข้างน่าเบื่อ และปวดตัว ดังนั้นฉันต้องการคลาสเรียนที่สามารถออกจากวีลแชร์ได้ เป็นตัวของตัวเอง และเป็นกิจกรรมสนุก ดังนั้นฉันเลยเข้าร่วมคลาสเต้นที่เพื่อน ๆ บอกว่า ฉันควรจะลองเข้าไปคัดตัวดู”

เกบขยับร่างกายอย่างพลิ้วไหว และหมุนตัวตามจังหวะได้อย่างคล่องแคล่ว จนกรรมการคัดเลือกเขาเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมเต้นของโรงเรียน

“วันรุ่งขึ้นที่โรงเรียนและฉันได้ยินผู้หญิงสองคนซุบซิบว่า ‘พวกเขาจะให้เกบขึ้นเวทีเพราะเขาพิการ’ และนั่นทำให้ฉันเสียใจ ฉันเลยวิ่งไปหาโค้ชสอนเต้นและพูดว่า โปรดอย่าส่งฉันเข้าทีมเพียงเพราะคุณรู้สึกสงสาร และเธอตอบกลับมาว่า ฉันจะไม่ใส่ชื่อคุณหรือใครก็ตามในทีมเพราะว่าฉันรู้สึกสงสารพวกเขา คุณได้ตำแหน่งในทีมนี้เพราะคุณสมควรได้รับมันต่างหาก”

เกบจึงก้าวสู่เวทีประกวดเต้นหลายรายการ พร้อมกับการเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจอย่างเต็มตัว คล้ายว่าชีวิตของเขาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ หากสิ่งหนึ่งที่ยังคงเก็บซ่อนไว้ในใจ และเริ่มทวีความทุกข์เศร้าให้ตัวเขาขึ้นทุกวัน คือการปิดบังเพศสภาพของตนเอง

 

รอยน้ำตาจากการเผยตัวตน 

เกบรู้ตัวตั้งแต่ยังเด็กว่าเขาเป็นเกย์ เขาจำได้ว่าเคยแอบชอบเพื่อนชายตอน ป.2 และบอกกับพี่สาวและน้องสาวของเขา ซึ่งพวกเธอบอกกับเกบว่า เกบสามารถแอบชอบใครก็ได้ และไม่จำเป็นต้องจำกัดเพศ

“พี่สาวของฉันมักจะสนับสนุนฉันอย่างดีตั้งแต่อายุยังน้อย พวกเขาปกป้องฉันเสมอ”

แม้พี่น้องของเขาจะเข้าใจและสนับสนุน แต่พ่อแม่ของเกบไม่ได้เป็นอย่างนั้น พวกเขาเคร่งศาสนาและกลัวว่าการเปิดเผยตัวตนจะส่งผลต่อชื่อเสียงของเกบในฐานะนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ 

“พวกเขาบอกฉันเสมอว่ามันไม่โอเค ฉันต้องเปลี่ยนความคิดและวิถีทางของฉัน”

แต่เกบรู้ดีว่าเขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เมื่ออายุ 15 ปี เกบเริ่มออกเดทกับผู้ชายโดยไม่บอกพ่อกับแม่ ทำให้หลายครั้งเขาต้องเสี่ยงอันตรายกับคนที่ต้องการเอาเปรียบทางร่างกาย จนทำให้เกบไม่กล้าออกเดทไปพักใหญ่ และเริ่มใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อพบปะผู้คนแทน แม้จะปลอดภัยกว่า แต่ประสบการณ์ออนไลน์ทั้งหมดของเขาก็ไม่ได้เป็นไปในเชิงบวก บางคนบล็อก บางคนตั้งคำถามว่าทำไมเขาพยายามออกเดท และทำไมถึงมีร่างกายแบบนี้ โดยใช้คำพูดเชิงดูถูกเหยียดหยาม แม้จะมีบางคนที่ดูจริงใจและสนใจเขา แต่เกบกลับไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับคนเหล่านั้น 

ขณะเดียวกัน วันเวลาผันผ่านไปโดยที่เกบไม่สามารถเล่าให้พ่อแม่ฟังได้ ความรู้สึกที่เคยปิดกั้นและกดเอาไว้แสนนานจึงระเบิดออกมาในที่สุด 

วันหนึ่งในช่วงวัย 19 ปีเขาส่งข้อความไปบอกแม่ว่าจะออกไปจากบ้านหลังนี้ หากพ่อและแม่ไม่สามารถรักเขาในแบบที่เขาเป็นได้ ช่วงเวลาเหล่านั้นคล้ายจะเดินมาถึงจุดแตกหัก แต่กลายเป็นว่า แม่ของเขาเข้ามาในห้อง กล่าวถ้อยคำที่ตรึงใจเขามาจนถึงทุกวันนี้ว่า

“พ่อและแม่สอนให้ลูกทำตามหัวใจเสมอ แต่วินาทีที่ลูกพยายามทำตามหัวใจ เรากลับบอกลูกว่า “ไม่” และนั่นไม่ควรเป็นการตัดสินใจของพ่อแม่ ดังนั้น ถ้าลูกอยากแต่งงานกับผู้ชาย สิ่งที่แม่ต้องการ คือการไปงานแต่งงานของลูก ถ้าลูกตัดสินใจมีครอบครัวกับผู้ชาย แม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเหล่านั้น แม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกตลอดไป”

รักแท้ที่ตามหา

หลังจากผ่านรอยน้ำตาและความเจ็บปวดมาหลายปี ในที่สุดเกบก็ได้พบกับอดัมส์วัย 27 ปี ผ่านทินเดอร์ การออกเดทของพวกเขาแตกต่างออกไปจากชายหลายคนที่เกบเคยพบ อดัมส์ไม่เคยเอาเปรียบทางร่างกายกับเกบ เขาไม่เคยบีบบังคับให้เกบทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ ทั้งคู่ออกเดทด้วยการไปร้านกาแฟ ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ แลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตกันและกัน

“เขามักจะลองทำทุกอย่างด้วยตัวเองก่อน แล้วค่อยขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เราพบกันในทินเดอร์ และโมเมนต์ที่ได้เห็นภาพเขา ฉันก็รู้สึกได้ว่า นี่คือใครบางคนที่ฉันควรได้พบ และใครสักคนที่จะกลายเป็นคนสำคัญในชีวิต 

“มีแค่ไม่กี่นาทีที่ฉันนึกถึงเรื่องที่เขาไม่มีแขนและขา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งแรก เพราะสิ่งแรกที่ฉันเห็นคือรอยยิ้ม ฉะนั้นเดทแรกของฉันกับเกบเลยน่าตื่นเต้นมาก ๆ เป็นสิ่งที่ฉันตั้งตาคอยมาอย่างยาวนาน มันเป็นธรรมชาติ ราบรื่น ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด” อดัมส์เล่าถึงเดทแรกของเขากับเกบ 

“หลายคำพูดจากปากเขาทำให้ฉันเซอร์ไพรส์ เพราะบางทีคำพูดเหล่านั้นสะท้อนสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่และมันเพอร์เฟกต์ นั่นคือตอนที่ฉันรู้ว่าเขาคือใครคนนั้นที่ฉันตามหามาตลอด” 

ในที่สุดทั้งคู่ก็เข้าสู่ประตูวิวาห์ในปี 2021 เกบเล่าด้วยรอยยิ้มว่า “สำหรับฉันมันเหมือนกับใครสักคนที่รักแบบไม่มีเงื่อนไขและมั่นคง รักและปฏิบัติต่อฉันในแบบที่ฉันสมควรจะได้รับ” 

นอกจากจะสมหวังในความรักแล้ว เกบยังตัดสินใจก้าวออกมาจากการเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ สาเหตุหนึ่งเพราะช่วงโควิด

-19 ทำให้ต้องงดการพบปะผู้คนชั่วคราว ส่วนอีกสาเหตุคือเขาไม่แน่ใจว่าเส้นทางนี้ คือสิ่งที่หัวใจเรียกร้องมาตลอด

“[การพูดสร้างแรงบันดาลใจ] เป็นความฝันของพ่อแม่ แต่สิ่งที่ฉันอยากทำมาตลอด คือสิ่งที่ทำให้ฉันมีความสุขอย่างแท้จริง นั่นคือตอนที่ได้ใช้เวลาอยู่กับการแต่งหน้า”

เจิดจรัสบนเส้นทางของตนเอง

เกบเริ่มสนใจการแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนขึ้นเวทีประกวดเต้น แต่เขาไม่มีโอกาสได้ศึกษาอย่างจริงจัง เกบจึงใช้เวลาไปกับการหาวิธีจับแปรง เขียนคิ้ว ทาแก้ม โดยการใช้ปาก ใบหน้า และหัวไหล่แทนการใช้มือ

“ฉันเคยขโมยเครื่องสำอางของแม่และน้องสาวตอนที่ฉันยังเด็ก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันขโมยมาสคาร่าของพี่สาวมาทา ก่อนจะไปงานปาร์ตี้ของครอบครัว พ่อของฉันเคยบอกว่า ‘วันที่ลูกแต่งหน้าอีกครั้ง คือวันที่พ่อไม่อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป’” 

แต่วันนี้ น้ำเสียงและคำพูดของพ่อ แปรเปลี่ยนเป็นการพยายามหาวิธีช่วยลูกปัดมาสคาร่าได้สะดวกขึ้นและสนับสนุนสิ่งที่เกบสนใจอย่างแท้จริง หลังจากนั้นเกบเริ่มโพสต์คลิปแต่งหน้าและการใช้ชีวิตประจำวันของเขาลงใน TikTok 

จนกระทั่งเดือนตุลาคม 2020 ยอดเข้าชมคลิปเพิ่มขึ้นจากหลักพันเป็นหลักล้าน เกบได้คอลแลปส์กับแบรนด์ต่าง ๆ และโปรโมตผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ซึ่งในระยะยาว เกบตั้งใจว่าเขาอยากจะมีสินค้าด้านความงามเป็นของตัวเอง

แม้ตอนนี้เกบจะไม่ใช่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ แต่เขามองว่า การแต่งหน้าและโพสต์คลิปใน TilTok ก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้เช่นกัน

“ฉันคิดว่ามันจะช่วยทำให้โลกนี้เปิดกว้างขึ้นอีกหน่อย มีหลายครั้งที่ผู้คนประเมินคนอื่นต่ำเกินไป ตั้งใจให้แน่วแน่แล้วคุณสามารถสำเร็จได้ทุกสิ่ง แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสองสามนาที หรืออาจเป็นวัน เป็นสัปดาห์เพื่อเรียนรู้วิธีเพิ่มเติมก็ตาม”

เรื่องราวของเกบสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยข้อจำกัดที่เราไม่สามารถเลือกหรือเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับข้อจำกัดนั้นได้อย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตาม อีกส่วนสำคัญที่ทำให้เกบก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ คือครอบครัวและคนรอบข้างที่คอยสนับสนุน ยอมรับตัวตน และเคารพความหลากหลาย ซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องโชคดีของใครบางคนในสังคม แต่ควรเป็นมาตรฐานที่ทุกคนในสังคมได้รับ เพราะคงจะดีกว่านี้หากเกบไม่ต้องเผชิญกับการบูลลี่และการกดทับเรื่องเพศมาตั้งแต่ต้น

 

ที่มา:

https://brightvibes.com/1269/en/meet-the-breakdancer-born-without-limbs-who-is-proving-anything-is-possible

https://www.buzzfeed.com/shelbyheinrich/arms-legs-makeup-tiktok

https://metro.co.uk/2019/01/30/man-born-with-no-limbs-is-now-a-talented-break-dancer-8413384/

https://www.queerty.com/gay-man-born-without-limbs-talks-coming-finding-love-makeup-20210215

https://www.allure.com/story/gabe-adams-tiktok-makeup-interview

https://www.youtube.com/watch?v=KYtso1tKYgU

 


มนุษย์ friendly introvert ที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คือ ลาเต้เย็น การเดินเล่น และหนังสือมูราคามิ

Related

วารินทร์ เทศนิยม กระเป๋ารถเมล์ที่ยืนหยัดในหน้าที่ แม้ช่วงเวลา “โควิด”

เฮนรี โกลเกา: นักออกแบบผู้แก้ปัญหาน้ำและไฟในชิลี ด้วยนวัตกรรมโซลาร์เซลล์

แอเรียล แลงก์ สุนัขช่วยเหลือผู้ป่วยที่ดูแลหนูน้อยโรคลมชัก จนมีรูปในหนังสือรุ่นชั้นอนุบาล

ไข้หวัดใหญ่สเปน: ภัยร้ายที่ยิ่งระบาดไกล เพราะการปิดข่าว

ณฤทัย ตันสุขเกษม: อดีตไอดอลกับแคมเปญต่อต้านการมองคนเป็นวัตถุทางเพศ

คุณลุงฟรุตตี้ : ตำนานเงาะคว้านเมล็ด เวสป้าคันเก๋า และรอยยิ้มแสนอบอุ่นแห่งรั้วจุฬาฯ

เอมี แอคตัน: จากคนไร้บ้าน สู่ ผอ.กรมอนามัย แห่งรัฐโอไฮโอ เจ้าของฉายา ‘ซูเปอร์ฮีโร่ในชุดแล็บโค้ท’

ถึงคนจะหยุดพัก แต่เก็บขยะหยุดไม่ได้ – สุทิน ดีวงษ์ พนักงานเก็บขนมูลฝอย สำนักงานเขตดอนเมือง