Post on 02/03/2020

กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ: ผู้แลกชีวิตเพื่อกำเนิด “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว”

สำหรับคุณ “นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ” คือใคร?

แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมีนักเขียนคนสำคัญในใจแตกต่างกันไป แต่ชื่อหนึ่งที่คงไม่ตกหล่นไปจากโผ คงเป็นชื่อ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ (Gabriel García Márquez) นักเขียนนามอุโฆษผู้เปี่ยมไปด้วยจินตนาการและสไตล์การเล่าเรื่องเป็นเอกลักษณ์ ที่หลายคนคงรู้จักในฐานะเจ้าของผลงาน “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” (One Hundred Years of Solitude) หรือที่หลายคนอาจรู้จักในฐานะเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 1982 ขณะที่อีกหลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะภาพแทนความสำเร็จของนักเขียนผู้สร้างสรรค์งานเขียนแนว “สัจนิยมมหัศจรรย์” (Magical Realism) ซึ่งผสานโลกแห่งความจริงเข้ากับโลกแห่งจินตนาการ ที่อาจเทียบเคียงได้กับสังคมละตินอเมริกาที่บิดเบี้ยวและป่วยไข้…

ราวกับถูกสลักโชคชะตาไว้ล่วงหน้าบนแผ่นหนังไม่ต่างจากตัวละครใน “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ตลอดชีวิตของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ หรือ “กาโบ” เบื้องหลังงานเขียนอันยิ่งใหญ่ของเขาไม่อาจแยกขาดจากความผันผวนทางการเมือง การต่อสู้ของคนเล็กคนน้อยผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม และรัฐบาลฉ้อฉลที่เปรียบเสมือนโรคประจำถิ่นละตินอเมริกา

เขาเกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปี 1927 เป็นลูกชายของ หลุยซา ซันเตียกา มาร์เกซ (Luisa Santiaga Márquez) และ กาเบรียล เอเลียโก การ์เซีย (Gabriel Eligio García) เภสัชกรหนุ่มผู้ละทิ้งบ้านเกิดไปล่าฝันในเมืองใหญ่ แล้วฝากเขาไว้ให้เติบโตในบ้านของยายและตา-นายพันนิโคลัส ริการ์โด มาร์เกซ (Nicolás Ricardo Márquez) นายทหารแห่งพรรคเสรีนิยม ผู้พ่ายแพ้ใน “สงครามพันวัน” สงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อยาวนานในโคลอมเบียระหว่างปี 1899-1902

กาโบเติบโตพร้อมกับความทรงจำและเรื่องเล่าที่โอบล้อมบ้านของยายและตาที่ อรากาตากา เมืองเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของโคลอมเบีย ที่อยู่ระหว่างภูเขาและทะเลแคริบเบียนอันไพศาล ส่วนหนึ่งของดินแดนละตินอเมริกาที่ลึกลับ ล้าหลัง และเย้ายวน เขาทำความรู้จักตำนานท้องถิ่นเก่าแก่ เรื่องผีสาง และเรื่องราวมหัศจรรย์สารพัดสารพันจากยาย ขณะที่ซึมซับเรื่องราวการต่อสู้ของมวลชน การสังหารหมู่คนงานโรงงานกล้วยอย่างโหดเหี้ยม และวีรกรรมอันองอาจสมัยอยู่ในกองทัพเสรีนิยมจากตา สั่งสมอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดจากเรื่องเล่า-วัตถุดิบชั้นดีที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมชิ้นเยี่ยมของเขาในอนาคตเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะย้ายไปอยู่กับพ่อและแม่อีกครั้งหลังตาเสียชีวิต

งานเขียนของกาโบในหนังสือพิมพ์ช่วงแรก ๆ อย่าง “ตำนานกะลาสีเรือแตก” (The Story of a Shipwrecked Sailor-1955) ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์จริงของ หลุยส์ อเลฆานโดร เบลัสโค (Luis Alejandro Velasco) กะลาสีเรือแตกชาวโคลอมเบียที่ห้อยโหนอยู่กลางมหาสมุทรออกมาอย่างเรียบง่าย ทว่าสมจริงอย่างน่าทึ่ง และน่าทึ่งยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมันกลับกลายเป็นเรื่องเล่าเขย่าขวัญรัฐบาลโคลอมเบียโดยที่ไม่มีใครทันได้คาดคิด เพราะปากคำของกะลาสีเรือแตกในเรื่องเล่าของเขาระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เรือลำนั้นต้องประสบหายนะเพราะบรรทุกสินค้าหนีภาษีมาเกินขนาด ตบหน้ารัฐบาลโคลอมเบียที่พยายามปกปิดความจริง ด้วยการบอกประชาชนว่าเรือแตกเพราะพายุและธรรมชาติอันโหดร้าย กาโบจึงกลายเป็น “บุคคลผู้ไม่พึงปรารถนา” ของรัฐบาลโคลอมเบีย เขาใช้ชีวิตในฐานะนักข่าวภาคสนาม รอนแรมไปในประเทศต่าง ๆ ไม่ได้เหยียบแผ่นดินแม่เป็นเวลานานหลายปี

งานเขียนอีกชิ้นหนึ่งของกาโบที่แสดงให้เห็นร่องรอยความทรงจำและอิทธิพลของเรื่องเล่าจากตา-ยายในวัยเด็กคือ “ไม่มีใครเขียนจดหมายถึงนายพัน” (No One Writes to The Colonel-1956) เรื่องราวของนายพันนักปฏิวัติผู้พ่ายแพ้ใน “สงครามพันวัน” ผู้ใช้ชีวิตวัยเกษียณกับภรรยา รอคอยเงินบำนาญที่ได้รับคำมั่นสัญญาไว้เมื่อราว 50 กว่าปีก่อน เฝ้าหวังอย่างน่าอดสูว่าจะมีจดหมายแจ้งข่าวเรื่องเงินบำนาญส่งมาถึงเขาบ้าง แน่นอนว่าเรื่องนี้กาโบได้แรงบันดาลใจจากคุณตานักปฏิวัติของเขา ผู้เป็นหนึ่งในอิทธิพลให้เขาตัดสินใจยืนอยู่ฟากฝั่งประชาชนผู้ไม่ยอมถูกใครกดขี่มาโดยตลอด และเส้นทางอาชีพนักข่าวของกาโบ รวมถึงการถือข้างฝ่ายประชาชนนี้เอง ที่ช่วยหล่อหลอมให้งานเขียนของกาโบมีมิติและมุมมองทางการเมืองอันลุ่มลึกยิ่งขึ้น

นอกเหนือไปจากเรื่องเล่าของตา-ยายในวัยเด็ก ประสบการณ์ชีวิต และพรสวรรค์การเล่าเรื่องของกาโบแล้ว สภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวแคริบเบียนก็เป็นอีกส่วนประกอบสำคัญในการคลุกเคล้าเรื่องเล่าของเขาให้มีรสพิเศษ

ครั้งหนึ่ง มีคนถามกาโบว่าดินแดนชายฝั่งแคริบเบียน อันเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา คือแหล่งกำเนิดเรื่องเล่าแสนมหัศจรรย์พิลึกพิลั่นของเขาใช่หรือไม่ กาโบไม่ได้ปฏิเสธ แต่ตอบกลับไปว่า 

“ที่นั่น ทะเลพาดผ่านไปทุกที่ด้วยสีน้ำเงินทุกเฉดเท่าที่จะสามารถจินตนาการถึง มีพายุไซโคลนที่พัดรุนแรงจนบ้านปลิวหายไป หมู่บ้านทั้งโขยงจมหายไปในฝุ่นและอากาศก็ร้อนจนเผาถึงทรวงใน สำหรับคนแคริบเบียนแล้ว ภัยพิบัติและโศกนาฏกรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และที่นั่น เรื่องลี้ลับถูกนำมาเล่าต่อกันโดยเหล่าทาส ผสมผสานกับตำนานของพวกอินเดียนแดง ผนวกด้วยจินตนาการแบบสเปนตอนใต้ ผลลัพธ์ของมันคือการมองทุก ๆ สิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์”

ผลพวงแห่งการผสานผสมและก้าวย่างชีวิตของกาโบ นำมาสู่งานเขียนชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ที่สร้างชื่อเสียงและปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการวรรณกรรม ทำให้คนทั่วโลกจับจ้องดินแดนละตินอเมริกาด้วยความพิศวง

ในปี 1966 ระหว่างที่กาโบกำลังเดินทางกับครอบครัว และหวนคำนึงถึงความฝันในวัยเด็กที่อยากจะเขียนนิยายสักเรื่องหนึ่งจากเรื่องราวของยาย ชั่วขณะความคิดนั้น กาโบตัดสินใจวกรถกลับบ้าน จำนองรถยนต์ ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มต้นก้มหน้าก้มตาถ่ายทอดความทรงจำและประสบการณ์อย่างไม่หยุดพักนานถึง 18 เดือน ออกมาเป็นนิยายเรื่องยาวชื่อว่า “Cien años de soledad” หรือที่แปลเป็นชื่อภาษาไทย “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ในช่วงเวลา 18 เดือนอันทรหดนั้น เขาไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ไม่มีอะไรเลย นอกจากกำลังใจที่ดี และการกัดฟันหาเลี้ยงครอบครัวของ เมร์เซเดส เมียรักผู้เป็นหนึ่งในแรงผลักดันความสำเร็จและมิตรสหายที่ยังเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเขา 

กาโบเคยเล่าถึงประสบการณ์ตอนเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า

“มันคล้ายกับว่าผมได้อ่านทุกอย่างที่จะมีในหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมจึงกลับเม็กซิโกซิตี แล้วนั่งลงเขียนอยู่ 18 เดือน ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงทุกวัน ตอนนั้นผมมีครอบครัวประกอบด้วยภรรยากับลูกชายสองคนที่ยังเป็นเด็กเล็ก ซึ่งผมหาเลี้ยงด้วยการทำงานประชาสัมพันธ์กับปรับแต่งบทภาพยนตร์ แต่ต้องหยุดงานเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อเขียนหนังสือ ครอบครัวจึงไม่มีรายได้ ทำให้ผมต้องเอารถไปจำนองและมอบเงินไว้กับเมร์เซเดส และนับจากนั้น เธอก็ต้องรับหน้าที่เช่นเดียวกับพวกผู้หญิงในช่วงสงครามกลางเมืองของโคลอมเบีย คือต้องรับผิดชอบชีวิตของคนในครอบครัวระหว่างที่ผมออกรบ 

“เธอได้ประกอบวีรกรรมไว้มากมายครับ เธอจัดการให้ผมมีบุหรี่ กระดาษ และทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้สำหรับงานเขียน เที่ยวยืมเงิน และทำให้ร้านค้ายอมขายของแก่เธอด้วยเงินเชื่อ พอผมเขียนเสร็จก็พบว่าเราเป็นหนี้คนขายเนื้อถึงราว 5,000 เปโซ ซึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล ผู้คนในละแวกบ้านลือกันว่าผมกำลังเขียนหนังสือที่สำคัญมากอยู่ พวกพ่อค้าจึงอยากมีส่วนสนับสนุนงานของผม 

“มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมพบว่าเมร์เซเดสรับหน้าที่ทั้งหมดตามลำพังไม่ไหวอีกแล้ว ผมจึงหยุดงานเขียนนวนิยาย และทำงานเขียนบทวิทยุชิ้นหนึ่ง แต่ทันทีที่เริ่มทำงานนั้น ผมก็เกิดอาการปวดหัวแบบไมเกรนขนาดหนักจนไม่อาจทนได้ พวกหมอให้ยาสารพัดชนิด แต่อาการกลับไม่ทุเลาเลย ท้ายที่สุดพอผมกลับไปเขียนนวนิยายใหม่ อาการก็หายเป็นปลิดทิ้งไปเอง 

“ผมใช้เวลา 18 เดือนจึงเขียนเสร็จ แต่ก็ยังต้องเจอกับปัญหาสารพัด ตอนใกล้จะส่งต้นฉบับ นักพิมพ์ดีดผู้มีต้นฉบับของหลายบทซึ่งไม่มีสำเนา ได้ประสบอุบัติเหตุถูกรถเมล์ชนในเม็กซิโกซิตี ทำให้ต้นฉบับของครึ่งเล่มปลิวกระจายไปทั่วถนนสายนั้น โชคดีที่เธอไม่ถึงกับเสียชีวิต อีกทั้งยังสามารถลุกขึ้นมาเก็บรวบรวมต้นฉบับทั้งหมดได้ดังเดิม ส่วนตอนท้ายสุด เราต้องใช้เงิน 160 เปโซเป็นค่าไปรษณีย์ เพื่อส่งต้นฉบับไปยังสำนักพิมพ์ที่บัวโนสไอเรส ตอนนั้นเมร์เซเดสเหลือเงินอยู่เพียง 80 เปโซ ผมจึงแบ่งส่งต้นฉบับครึ่งหนึ่งไปก่อน แล้วจำนำเครื่องปั่นอาหารกับเครื่องเป่าผมของเมร์เซเดส เพื่อส่งต้นฉบับอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ พอเมร์เซเดสรู้ว่าสมบัติชิ้นสุดท้ายของเราถูกจำนำไปแล้ว เพื่อเป็นค่าส่งไปรษณีย์ เธอก็พูดว่า ‘เอาละ ถึงขั้นนี้ถ้านวนิยายเรื่องนี้ใช้ไม่ได้ เราก็จบเห่กัน’”

“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ปรากฏสู่สายตานักอ่านครั้งแรกในปี 1967 ที่บัวโนสไอเรส ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1970 และกลายเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ในฐานะวรรณกรรมที่เสมือนจุดสุดยอดของกระแส “ละตินอเมริกาบูม” ที่ทำให้โลกจับจ้องละตินอเมริกาด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม ละตินอเมริกาที่ไม่ใช่ดินแดนแห่งความยากจน ไม่ใช่ประเทศโลกที่สามอีกต่อไป แต่ถูกอธิบายในฐานะดินแดนของคนทรหด ดินแดนของชนชาติที่ไม่ยอมตกเป็นทาสใคร ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือนายทุน ขณะเดียวกันก็เป็นดินแดนที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง ความฝัน และโศกนาฏกรรมอันเกิดจากเผด็จการ ไม่ต่างจากชนชาติอื่นในโลกใบนี้

“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ยาวนานของละตินอเมริกา ที่ถูกย่อส่วนลงมาเป็นเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์เพียงชั่วระยะร้อยปีในหมู่บ้านมาก็อนโด หมู่บ้านอพยพเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ วางรากและเจริญงอกงาม และ “ครอบครัวบวนเดีย” ตัวแทนของผู้คนที่มีความฝัน ความปรารถนา ซึ่งต้องโดดเดี่ยวจากความผิดหวัง ในฐานะคนตัวเล็กตัวน้อยที่ได้รับผลกระทบจากความเหลวแหลกของเผด็จการและทุนนิยมที่ถาโถมเข้าใส่ เผชิญหน้าความขัดแย้ง การรบราและช่วงชิงอำนาจ การคืบคลานเข้ามาของทุนนิยม การฉ้อฉลครั้งแล้วครั้งเล่า ทหาร ควันปืน การจลาจล การสังหารหมู่ ความล่มสลายและความเงียบงัน 

กาโบถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่านี้ด้วยภาษาสเปน ภาษาหลักของแถบละตินอเมริกาอันเปี่ยมเสน่ห์ซับซ้อน ไม่ใช่แค่โครงสร้างไวยากรณ์และรูปประโยคชวนเวียนหัว แต่ยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการผสมคำศัพท์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น มีคำศัพท์ประหลาดที่ตีความได้หลายความหมาย แล้วสอดแทรกเรื่องราวมหัศจรรย์อย่างคนลอยได้ คำทำนายจากแผ่นหนัง และฝนที่ตกลงมาไม่หยุดเป็นเวลาหลายปี เข้าไปในโลกของความจริงอันหดหู่เหล่านั้นได้อย่างแนบเนียน

“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” จึงเป็นประวัติศาสตร์เหนือจริงทว่าสมจริงอย่างที่ตำราประวัติศาสตร์จริง ๆ เล่มใดก็ไม่สามารถทำได้ และนำความสำเร็จยิ่งใหญ่มาสู่เขา กลายเป็นหนังสือที่ได้รับการแปลมากกว่า 46 ภาษา ขายไปแล้วกว่า 50 ล้านเล่มทั่วโลก ทั้งยังเป็นแม่แบบความสำเร็จของวรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์จนกระทั่งปัจจุบัน

เรื่องน่าขำทว่าน่าเศร้าในเวลาเดียวกันท่ามกลางความสำเร็จดังกล่าว คือการที่ความสำเร็จของกาโบนั้นยิ่งใหญ่เสียจนนักเขียนละตินอเมริกาในยุคหลังตกอยู่ใต้เงาของเขา สัจนิยมมหัศจรรย์แทบจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของนักเขียนละตินอเมริกา จนกระทั่งนักเขียนสัญชาติละตินอเมริกาที่เลือกแหวกแนวทางการเขียนออกไปจากสัจนิยมมหัศจรรย์บ้าง กลับถูกวิจารณ์หรือถูกครหาว่า “เหมือนไม่ใช่งานของนักเขียนละตินอเมริกา”

อย่างไรก็ดี กาโบเองกลับไม่คิดว่าเรื่องราวในงานเขียนของเขานั้น “มหัศจรรย์” หรือยิ่งใหญ่แต่อย่างใด เขาเคยกล่าวไว้ในสุนทรพจน์ตอบรับรางวัลโนเบลว่า แท้ที่จริงแล้ว ความมหัศจรรย์ในนิยายของเขาไม่ใช่จินตนาการหรือเรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นภาพของโลกและสังคมจริงที่เราต่างอาศัยอยู่ (เหตุการณ์สังหารหมู่คนงานโรงงานกล้วยนับพันที่ถูกทำให้เงียบหายก็เช่นกัน) งานเขียนของเขาจึงเป็นเสมือนคำประกาศจุดยืนทางการเมืองของเขาเอง ที่มุ่งสะท้อนชีวิตและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคมละตินอเมริกาด้วยในเวลาเดียวกัน

ปี 2020 นี้ นักอ่านชาวไทยจะสามารถสัมผัสเรื่องราวมหัศจรรย์จากปลายปากกาของกาโบได้อย่างใกล้ชิด ผ่าน “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ที่เพิ่งมีฉบับแปลจากภาษาสเปนของสำนักพิมพ์บทจร ก่อนจะได้รับชม “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ในรูปแบบซีรีส์ภาษาสเปนจาก Netflix เร็ว ๆ นี้ 

กาโบได้จากโลกนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2014 หากแต่ชีวิตและลมหายใจของเขายังเสมือนผนึกฝังไว้อยู่ในทุกบรรทัด ทุกตัวอักษรในเรื่องเล่าของเขายังคงรอให้ทุกคนเข้าไปสัมผัส และในทุก ๆ คราวที่เปิดอ่าน สรรพสำเนียงและสุ้มเสียงของเขาจะยังคงดังก้อง มหรสพแห่งความจริงและความมหัศจรรย์จะค่อย ๆ โหมโรง ชี้ชวนให้คนอ่านฉงนสงสัย ประหลาดใจ ร้าวราน และตราตรึงกับความจริง ความลวง ความฝัน และโศกนาฏกรรมที่มนุษย์วนเวียนกระทำต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาแล้วกว่าหลายร้อยหลายพันปี

 

ที่มา

https://www.britannica.com/biography/Gabriel-Garcia-Marquez

https://en.unesco.org/courier/octobre-1991/interview-gabriel-garcia-marquez

https://www.theparisreview.org/interviews/3196/gabriel-garcia-marquez-the-art-of-fiction-no-69-gabriel-garcia-marquez

.

เรื่อง: ปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

ซึบาสะ: จากการ์ตูนสู่เกมของค่าย TECMO ความฮิตที่ยาวนาน เล่นกันยันลูกบวช

เจน-นุ่น-โบว์: “Super วาเลนไทน์” บทเพลงที่กลับมาดังได้แม้ผ่านมาแล้ว 10 ปี

บ็อบบี และ นิก เออร์โคไลน์: คู่รัก Woodstock กับความรักที่ยืนนาน 50 ปี

“หยำฉา” แห่ง Dragon Ball โดนกระทืบ โดนแย่งแฟน ตัวละครขี้แพ้ที่คนรัก

เอ็ดดี้ แวน แฮเลน แอบอัด ‘Beat It’ ให้ไมเคิล แจ็กสัน ฟรี เพื่อแลกกับเบียร์ และแก้เหงา

“หลบหน่อยหนูป๋าจะเต้น” มิค แจ็กเกอร์ ร็อคสตาร์รุ่นเก๋าที่แดนซ์ “ไม่กลัวตาย” มาตั้งแต่ยุค 60s

อีซึงกิ: ราชสกุล ลูกชายแห่งชาติ Vagabond และ Triple Crown แห่งบันเทิงเกาหลี

As It Was – เลียมเหลือทนแล้วนั่น บันทึก (วีร) กรรมเดือดดาลของเลียม กัลลาเกอร์