Post on 28/05/2019

65 ปี ก็อดซิลล่า: เวทมนตร์แห่งชุดยางญี่ปุ่น สู่คอมพิวเตอร์กราฟิกฮอลลีวูด    

ลองหลับตา แล้วจินตนาการว่าคุณกำลังใช้ชีวิตอยู่ในปี 1954 ท่ามกลางหนังสงครามและหนังดรามา จู่ ๆ วันหนึ่ง คุณก็ได้ดูหนังสัตว์ประหลาดยักษ์รูปร่างคล้ายไดโนเสาร์บุกถล่มโตเกียวจนพังพินาศระดับเดียวกับฮิโรชิม่าโดนทิ้งบอมบ์ โดยที่สตูดิโอผู้สร้างไม่ยอมเผยว่าพวกเขาสร้างตัวประหลาดตัวนั้นขึ้นมาได้อย่างไร ?   

นั่นคือความรู้สึกของคนญี่ปุ่นกว่า 9 ล้านคนที่ตีตั๋วเข้าไปดู Gojira (1954) ผลงานการผลิตของสตูดิโอโตโฮ (Toho) กำกับภาพยนตร์โดย อิชิโระ ฮอนดะ ซึ่งใช้สัตว์ประหลาดนาม โกจิระ หรือ ก็อดซิลล่า เป็นนัยยะการต่อต้านนิวเคลียร์

ระหว่างการสร้าง Gojira ทีมงานจงใจประหยัดต้นทุนและร่นระยะเวลาทำงาน ด้วยการให้คนสวมชุดยางสัตว์ประหลาด แล้วเดินย่ำบนเวทีที่เต็มไปด้วยฉากจำลองย่อส่วน ภายใต้การดูแลของ เอจิ ซึบุรายะ ผู้กำกับฉากเทคนิคพิเศษ เพียงแต่ว่าเทคนิคชุดยางที่ว่านี้ โตโฮได้เก็บงำเป็นความลับระดับสุดยอดต่อสาธารณชน ราวกับนักมายากลที่ไม่ยอมเปิดเผยวิธีการเล่น    

“เขาบอกผมว่าทำให้มันเหมือนมีกลไกบังคับอยู่ข้างในละกัน ความหมายก็คือ พวกเขาไม่อยากให้มันดูเหมือนมีคนอยู่ภายในชุด” ฮารุโอะ นากาจิม่า นักแสดงผู้สวมชุดยางก็อดซิลล่า เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาถามซึบุรายะว่าต้องเล่นเป็นสัตว์ประหลาดนี้ด้วยท่าทางอย่างไร?

ฮารุโอะ นากาจิม่า

 

แม้ว่านากาจิม่าจะต้องเผชิญกับความหนักอึ้งของชุดและสภาพอากาศภายในที่ไม่ถ่ายเท จนต้องใช้ความอดทนมากกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่าตัว แต่ผลลัพธ์ของเวทมนตร์แห่งชุดยางก็ทำให้ผู้คนในสมัยนั้น โดยเฉพาะเด็ก ๆ สัมผัสได้ว่า ก็อดซิลล่ามีชีวิตอยู่บนหน้าจอจริง ๆ  

“ทันทีที่มีเสียงดังกังวาน ซึ่งแสดงว่าก็อดซิลล่าได้มาถึงแล้ว ผมก็ได้เห็นดวงตาของเด็ก ๆ สว่างขึ้นมาทุกคนเลย มันวิเศษมากที่ผมได้เห็นปฏิกิริยาเหล่านั้น มันทำให้ผมร้องไห้ออกมา” นากาจิม่าทวนความทรงจำ เมื่อครั้งแอบนั่งมองคนดูในโรงหนัง

หลังจากนั้น ก็อดซิลล่า ผู้มีฉายา“ราชันแห่งสัตว์ประหลาด” พร้อมเหล่าสัตว์ยักษ์ก็สร้างความบันเทิงแก่คนญี่ปุ่นและคนทั่วโลกเรื่อยมา ท่ามกลางการรับรู้ของคนดูว่าตัวละครเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมาได้เพราะมีคนซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลัง หนึ่งในนั้นคือ ชินจิ ฮิงุจิ เด็กหนุ่มวัย 18 ที่เดินเข้าสตูดิโอโตโฮ แล้วขอช่วยทำงานสเปเชียล เอฟเฟกต์ ในกองถ่ายทำหนัง The Return of Godzilla (1984)

“งานแรกของผมคือแค่ช่วยนักแสดงสวมและถอดชุดก็อดซิลล่า” ฮิงุจิเล่า จากนั้นเขาก็ได้รับหน้าที่ต่าง ๆ ด้วยแรงผลักดัน ฝันอยากเป็นนักทำหนังเทคนิคพิเศษมือฉกาจ   

ชินจิ ฮิงุจิ

 

แต่แล้วในช่วงเวลานั้น หนังสเปเชียล เอฟเฟกต์ จากฮอลลีวูดก็เริ่มพัฒนาออกไปไกล โดยมีไตรภาค Star Wars ดั้งเดิม (1977 – 1983) เป็นหัวหอก เมื่อนั้นเวทมนตร์แห่งชุดยางก็เริ่มเสื่อมลง  

“พอคนดูพบว่ามันยังคงเป็นคนในชุดยาง ไล่เตะตึกจำลอง คุณก็ได้ยินเสียงคนอุทานออกมาว่า ‘โอ้’” ผู้กำกับ อาร์.เจ. ไคเซอร์ พูดถึงความรู้สึกของคนดูที่ตีตั๋ว Godzilla 1985 (1984) ของเขา ซึ่งก็คือหนัง The Return of Godzilla ที่ถูกตัดต่อพร้อมแทรกฟุตเทจใหม่ เพื่อออกฉายในอเมริกา

ต่อมา โตโฮก็พยายามสำแดงพลังแห่งชุดยางใน Godzilla 2000: Millennium (1999) เพื่อตอบโต้ Godzilla (1998) ของไทรสตาร์ พิคเจอร์ส ที่สร้างก็อดซิลล่าด้วยเทคนิค CGI ทั้งตัว ทว่าดันอาละวาดได้ไม่สมศักดิ์ศรีราชัน

แม้จะมีการใช้เทคนิคล่าสุดในตอนนั้นมาช่วยเสริมงานด้านภาพ แต่ก็อดซิลล่าในชุดยางก็เต็มไปด้วยความอ่อนล้าเต็มทน เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ตอบสนองต่อหนังเทคนิคแบบนี้อีกแล้ว ผ่านรายได้ที่ย่ำแย่ของ Godzilla: Final Wars (2004)

“เราทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อแสดงก็อดซิลล่าออกมา รวมถึงใช้เทคโนโลยีกราฟิกคอมพิวเตอร์ แต่เราก็ยังไม่สามารถดึงดูดกลุ่มแฟนหน้าใหม่ได้” โชโงะ โทมิยาม่า โปรดิวเซอร์หนังก็อดซิลล่ากล่าวแบบถอดใจ ก่อนจะส่งก็อดซิลล่าให้กลับไปหลับใหลอยู่ใต้ทะเล เพื่อรอให้คนรุ่นใหม่หาวิธีการที่เหมาะสมในการพาตัวละครนี้กลับมา

แล้วก็เป็นสตูดิโอเลเจนดารีจากฮอลลีวูดที่ช่วยพาก็อดซิลล่ากลับมาใน Godzilla (2014) ภายใต้เทคนิคงานสร้างที่ทันสมัย ทว่านั่นก็ยังดูไม่ตื่นตาเท่าหนัง Shin Godzilla (2016) เมื่อโตโฮยอมโบกมือลาชุดยาง แล้วสร้างก็อดซิลล่าตัวใหม่ด้วย CGI ตลอดทั้งเรื่องเป็นครั้งแรก ซึ่งหนึ่งในผู้กำกับร่วมของหนังและคอยดูแลฉากเทคนิคพิเศษก็คือ ชินจิ ฮิงุจิ 

Shin Godzilla (2016)

 

“หนึ่งในประสบการณ์การทำงานกับก็อดซิลล่าครั้งแรกของผมคือ การใช้สายบังคับหางให้เคลื่อนไหว นี่คือการปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับก็อดซิลล่า และนั่นก็หมายความว่าหางของมันมีขนาดที่เกือบจะเท่ากันอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ด้วย CGI ผมมีอิสระในการให้หางอันยาวเฟื้อยแก่มันฮิงุจิกล่าวยอมรับว่าเทคนิคจากคอมพิวเตอร์ช่วยให้ก็อดซิลล่ามีความไร้ขีดจำกัดมากขึ้น

Shin Godzilla เก็บรายได้ในญี่ปุ่นสูงถึง 8.25 หมื่นล้านเยน จากยอดคนดู 5.6 ล้านคน สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่พร้อมจะกลับมาให้ความสนใจก็อดซิลล่า ถ้ามันมีความร่วมสมัย และถ่ายทอดจิตวิญญาณของตัวละครได้อย่างทรงพลัง

“ทุกคนถามผมว่าอันไหนดีกว่ากัน ระหว่าง CGI กับไลฟ์แอ็กชั่น (เช่น ชุดยาง, โมเดลจำลอง) แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถตอบได้ง่าย ๆ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียฮิงุจิแสดงความเห็น โดยในหนัง Shin Godzilla ฮิงุจิก็ใช้ฉากย่อส่วนร่วมกับงาน CGI ด้วย    

ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคต โตโฮจะกลับมาใช้เทคนิคชุดยางอีกครั้งหรือไม่? แต่หากย้อนกลับไปในปี 1954 ในบรรดาทีมสร้าง Gojira ก็คงไม่มีใครคาดคิดว่าตัวละครสัตว์ประหลาดของพวกเขาจะถูกเปลี่ยนผ่านจากชุดยางสู่เทคนิคอื่นที่แตกต่าง โดยเฉพาะนากาจิม่า         

“มันเป็นความรู้สึกที่โดดเดี่ยวเมื่ออยู่ในชุดนั้น” ฮารุโอะเผยความรู้สึกในขณะทำหน้าที่ “ความคิดของผมมุ่งไปที่การเคลื่อนไหวครั้งต่อไป มันไม่มีประโยชน์ที่จะคิดเรื่องอื่น เพราะงานทั้งหมดคือด้วยน้ำหนักขนาดนั้น ต้องแสดงแบบไม่ให้ล้มคว่ำ”

นั่นคืออุปสรรคใหญ่สำหรับก็อดซิลล่าในขวบปีแรก ซึ่งคนรุ่นต่อไปในอนาคตก็อาจคาดไม่ถึงเช่นกันว่าก็อดซิลล่า CGI ที่ไม่สามารถจับต้องได้จะมีจุดกำเนิดมาจากชุดยางอันหนาเตอะ    

และนี่อาจเป็นผลจากเวทมนตร์แห่งชุดยางที่นากาจิม่าและทีมสร้าง Gojira ร่ายไว้เมื่อ 65 ปีก่อน   

 

ที่มา

  • nippon
  • terrordaves
  • vantagepointinterviews
  • หนังสือ Ishiro Honda: A Life in Film, from Godzilla to Kurosawa โดย Steve Ryfle , Ed Godziszewski
  • หนังสือ A Critical History and Filmography of Toho’s Godzilla Series, 2d ed. โดย David Kalat

 

เรื่องโดย: เอกราช มอญวัฒ


นักเขียนรับเชิญ

นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอบทความตามความสนใจ

Related

รีวิวคอนเสิร์ตสุดโก้ของ “จิ๊กโก๋หลังวัง” โลกดนตรีที่มากกว่าการเล่าเรื่องผ่านเพลงของ วิรัช อยู่ถาวร

มาริโอ กระโดดข้ามอุปสรรคด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม     

ซาชา ลุสส์ นางแบบผู้หวังคว้ารางวัลออสการ์

อิชิโนโมริ โชทาโร: “สู้เขาไอ้มดแดง!” และการตอบแทนพี่สาวที่จากไป

เบลลา แรมซี นักแสดงเลดีหมีน้อยแห่ง GOTs “หนูดุนะ พี่ไหวเหรอ”  

ชัคกี้ 2019 จากตุ๊กตาผีสู่เทคโนโลยีมรณะ

มีมันไม่มีกูเว้ย ! ย้อนความรักแสนขมวง Bee Gees บทเรียนของพี่น้องที่กัดกันแทบตาย สุดท้ายต้องจากกันด้วยน้ำตา

แกรี่ ไลท์บอดี้ แห่งวง Snow Patrol ชายที่เรียนรู้จากความเจ็บปวด กับชีวิตที่ “เกลียดตัวเอง” จนเป็นโรคซึมเศร้า ติดเหล้าติดยา