Post on 22/05/2019

“ถ้วยทอง” เจ้าตลาดยาหม่องเมืองไทย ขวัญใจนักท่องเที่ยวจีน

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เวียนหัว เคล็ด ขัดยอก คิดถึงอะไร? ถ้าใกล้มือสุดหลายคนก็คงหยิบยาหม่องมาทาถู ทาถู ซึ่งยี่ห้อที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็น่าจะมี ยาหม่องตราถ้วยทอง ติดโผอยู่ด้วย

ทุกวันนี้ ยาหม่องที่มีสโลแกนฮิตติดหูคนฟังอย่าง “ยาหม่องตราถ้วยทอง มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว” มีอายุปาเข้าไป 70 กว่าปีแล้ว แต่ยังรักษาความเป็นเบอร์ต้นในตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และไม่ใช่แค่ลูกค้าคนไทยกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นสินค้าติดท็อปลิสต์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ที่แทบจะกวาดยาหม่องยกชั้นซื้อกลับไปเป็นของฝาก

ยาหม่องตราถ้วยทองที่ทุกวันนี้ผลิตปีละนับล้าน ๆ ชิ้น มีจุดเริ่มต้นจากปู่ของ เมธัส ลีลารัศมี (รุ่น 3 ของตระกูล ปัจจุบันเป็นผู้บริหาร บริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด) ซึ่งเดินทางรอนแรมจากเมืองจีนมาแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าในเมืองไทย และได้ทำงานในร้านขายของชำลี้เปงเฮง ย่านตลาดพลู กรุงเทพฯ

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปู่ของเมธัสได้สูตรทำยารักษาอาการไข้มาลาเรียจากชาวจีนด้วยกัน จึงทำยาออกขาย ต่อมาเมื่อการแพทย์ก้าวหน้า มีตัวยาที่รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ผลดีกว่า ยารักษาไข้มาลาเรียที่ปู่ของเมธัสผลิตก็ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมกระทั่งเลิกผลิตในที่สุด

ปู่ของเมธัสที่เป็นคนมุมานะและขยันทำมาหากิน มองหายาตัวอื่นที่คิดว่าน่าจะขายได้ กระทั่งลงตัวที่ยาทากลากเกลื้อนและยาทาแก้ปวด แต่ตัวยาที่แจ้งเกิดได้จริง ๆ อยู่ในปี 2487 เมื่อเขาผลิตยาหม่องซึ่งมีสรรพคุณหลายอย่าง ทั้งบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แมลงกัดต่อย เวียนหัว เขาให้ชื่อยานี้ว่า “อุนตกกอ” หมายถึงขี้ผึ้งสำหรับนักกีฬา แต่เมื่อยอดขายไม่แรงเหมือนที่ตั้งใจไว้ ปู่ของเมธัสจึงเปลี่ยนชื่อยาเสียใหม่เป็น “ถ้วยทอง” เพื่อสื่อถึงชัยชนะและให้ง่ายต่อการจดจำ พร้อมกับปรับปรุงสูตรให้มีสรรพคุณและกลิ่นถูกใจผู้ใช้มากขึ้น

หลังจากลูกค้าทดลองใช้และพบว่าได้ผลก็เกิดการบอกกันปากต่อปาก ยาหม่องตราถ้วยทองจึงเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น กระทั่งปี 2493 ก็จดทะเบียนเป็น บริษัท ถ้วยทองโอสถ จำกัด และขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีสำนักงานและโรงงานผลิตยาเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในตึกแถวย่านสำเหร่

นอกจากสรรพคุณที่ดึงดูดให้คนมาซื้อสินค้า ก็ยังต้องมีทริกการตลาดเข้ามาช่วยหนุน ราว ๆ ปี 2495 บริษัทจึงคิดสโลแกนโฆษณาประโยคเดียวครบจบประเด็น อย่าง “ยาหม่องตราถ้วยทอง มิตรคู่เรือน เพื่อนคู่ตัว” ไว้กระตุ้นให้คนนึกถึงแบรนด์ ซึ่งนับว่าได้ผล เพราะสโลแกนดังกล่าวก็ยังมีคนจดจำได้จนถึงทุกวันนี้

หลังผ่านยุคก่อตั้งและบุกเบิกตลาด ก็ถึงเวลาของรุ่น 2 คือ ภก.ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี เข้ามารับช่วงต่อในการบริหารกิจการ เขาใช้ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์ที่ร่ำเรียนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ West Virginia University สหรัฐอเมริกา มาประยุกต์ใช้เพื่อทำให้ยาหม่องถ้วยทองปักหลักในตลาดได้มั่นคงยิ่งขึ้น

ช่วงที่เขาเข้ามาดูแลกิจการ เป็นช่วงเดียวกับที่ยาหม่องตราลิงถือลูกท้อเริ่มได้รับความนิยม ไหนจะยาหม่องตราเสือที่เป็นคู่แข่งอีกราย ยาหม่องตราถ้วยทองจึงต้องปรับตัวเป็นระยะ ทั้งการ “ปรับสูตร” ไปจนถึงออกสินค้าใหม่ ๆ อย่างยาหม่องน้ำ และ คิดดี้บาล์ม เจาะกลุ่มเด็กหรือผู้ใช้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย รวมทั้งขยายตลาดเข้าไปสู่ยาแผนปัจจุบันภายใต้ “ตราถ้วยทอง” เช่น ยาแก้ปวดฟัน ยาพาราเซตามอล ยาบรรเทาอาการแพ้ ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ฯลฯ

ยาหม่องตราถ้วยทองเดินทางมาถึงรุ่น 3 คือ เมธัส ลูกชายของนิลสุวรรณ ซึ่งเป็นยุคที่ยาหม่องตราถ้วยทองเป็น “เบอร์หนึ่ง” เพราะมีส่วนแบ่งเกินครึ่งในตลาดยาหม่องประเภทบาล์มในเมืองไทยแล้ว แต่เมธัสก็ไม่ประมาท เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในธุรกิจ เขาจึงมองหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ นอกเหนือจากร้านขายยาที่เป็นช่องทางเดียวในการจำหน่ายมาตลอด เพื่อให้ลูกค้าหาซื้อได้ง่ายมากขึ้น

แต่การมองหาช่องทางจำหน่ายอื่น ๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้เลยทันที เพราะยาหม่องน้ำตราถ้วยทองขึ้นทะเบียนในหมวดยาแผนปัจจุบัน สามารถขายได้ในร้านขายยา แต่ไม่สามารถขายได้ในร้านสะดวกซื้อ ยาหม่องน้ำตราถ้วยทองจึงแก้ปัญหาด้วยการไปขึ้นทะเบียนเป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ เพราะร้านสะดวกซื้อสามารถขายยาสามัญประจำบ้านได้ โดยใช้ชื่อว่า “ยาหม่องตราถ้วยทอง 2493”

ขาดไม่ได้คือกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวต่าวชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับก็มักจะซื้อยาดมยาหม่องติดไม้ติดมือเป็นของฝากกันแบบไม่อั้น

เมธัสจึงวางกลยุทธ์ครองใจนักท่องเที่ยวจีนให้มากขึ้น ด้วยการวางขายยาหม่องตราถ้วยทองในสถานที่ท่องเที่ยวหรือห้างที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมไป รวมทั้งวางแผนพัฒนาสินค้าสูตรใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว ปรับแพ็กเกจจิ้งให้น่าหยิบน่าซื้อ ขณะเดียวกันก็ขยายฐานลูกค้าด้วยการออกไปรุกตลาดต่างประเทศ ทั้งเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่าง มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา ไปจนถึง ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง กาตาร์ อินเดีย เยเมน เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และ อันดอร์ร่า

รักษาคุณภาพไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา มองหาโอกาสใหม่ ๆ และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ทั้งหมดคือปัจจัยที่ทำให้ยาหม่องตราถ้วยทองยังคงครองใจตลาดยาหม่องเมืองไทยมาถึงทุกวันนี้

 

ที่มา

https://www.goldencup.co.th/th/about-th/

https://www.prachachat.net/marketing/news-13918

https://www.sentangsedtee.com/featured/article_60613

https://www.smartsme.co.th/content/66333

https://marketeeronline.co/archives/8388

 

ภาพจาก: https://www.goldencup.co.th/

 


บรรณาธิการ The People ผู้เขียนเนื้อหาเชิงธุรกิจ และเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแง่มุม

Related

เอกชัย ยังวาณิช สานต่อ ‘หัวม้าลาย’ เจ้าตำนานเครื่องครัวสเตนเลสเมืองไทย

พฤฒิ เกิดชูชื่น “แดรี่โฮม” ยักษ์เล็ก ผู้บุกเบิกตลาดนมออร์แกนิก

สุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์ ปั้นจักรยานพันล้าน “LA Bicycle”

“หรีด” รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ เจ้าแม่เฮลโล คิตตี้ และรักครั้งสุดท้ายของ “น้าชาติ”

ฟาเบียน ธิลมัน ผู้ปั้น Pornhub เว็บโป๊ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์สื่อลามก

จูดิธ บัลคาซาร์ คุณป้าหัวใส ปั้นธุรกิจ “กางเกงในเก็บฉี่” สำหรับผู้หญิง

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ มหาเศรษฐีแสนล้าน เกี่ยวข้องอะไรกับ “ยาหอมปราสาททอง”?

วิทูร สุริยวนากุล “โกลบอลเฮ้าส์” ร้านวัสดุก่อสร้างที่โตด้วยกลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง”