Post on 10/01/2020

ติดปีกศักยภาพผู้ประกอบการไทย…เพื่อก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดย ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประเทศไทย โดยสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนอาเซียน (ASEAN Business and Investment Summit 2019) ซึ่งเป็นเวทีของภาคธุรกิจที่จัดควบคู่กับการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 35 โดยมีผู้นำทั้งภาครัฐและเอกชนจากทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เพื่อร่วมหารือถึงโอกาสและเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจในยุคดิจิทัล ผมเองได้มีโอกาสเป็นตัวแทนจากภาคธุรกิจร่วมบรรยายในหัวข้อ Empowering MSMEs Towards ASEAN 4.0 ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนโมเดลธุรกิจของแกร็บและสอดคล้องกับพันธกิจทางสังคมของเราที่เรียกว่า Grab For Good หรือแกร็บเพื่อชีวิตที่ดีกว่า หลายคนอาจกำลังตั้งคำถามว่า MSMEs ซึ่งย่อมาจาก Micro-entrepreneurs, Small and Medium-sized Enterprises หรือกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยนั้นมีความสำคัญอย่างไร และผู้ให้บริการแอปพลิเคชันอย่างแกร็บจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับ MSMEs เหล่านี้สามารถปรับตัวและรับมือกับอุตสาหกรรมในยุค 4.0 ได้อย่างไร?

ประการแรก MSMEs ถือเป็นกำลังสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี 2561 ผู้ประกอบการขนาดกลางถึงขนาดย่อมในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านราย ซึ่งคิดเป็น 99% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดของประเทศ โดยผู้ประกอบการเหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 13 ล้านคนหรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 85% ของอัตราการจ้างงานรวมทั้งประเทศ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า MSMEs ถือเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เกิดจากกลุ่ม MSMEs คิดเป็นสัดส่วน 43% ของ GDP ทั้งประเทศเท่านั้น ซึ่งนี่ถือเป็นโอกาสในการขยายตัวของ GDP ในอนาคตหากมีการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มีศักยภาพมากขึ้น

ประการที่สอง กลุ่ม ASEAN-6 หรือ ประเทศหลักในภูมิภาคอาเซียนซึ่งรวมถึงประเทศไทย ได้พัฒนาแผนแม่บทเพื่อปรับยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจ จากเดิมที่มุ่งเน้นในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลักไปสู่ภาคบริการหรือธุรกิจที่อาศัยความรู้ความสามารถพิเศษมากขึ้น ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการติดหล่ม “กับดักรายได้ปานกลาง” (middle-income trap) หรือการที่ประเทศหยุดชะงักอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน โดยไม่สามารถก้าวไปสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง ดังนั้น การส่งเสริมให้ MSMEs ปรับตัวและเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อก้าวให้ทันยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้จะช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกและช่วยสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศได้ในที่สุด

ประการสุดท้าย เป็นที่คาดการณ์ว่ามูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของภูมิภาคอาเซียนจะเติบโตสูงขึ้นถึง แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2568 ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยธุรกิจและบริการใหม่ๆ ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็น การทำธุรกิจออนไลน์ (E-commerce) บริการธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ (Mobile Payment) บริการเรียกรถ (Ride-hailing) หรือแม้แต่บริการส่งอาหารหรือพัสดุผ่านแอปพลิเคชัน โดยประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียนต่างให้ความสำคัญกับการปรับตัวเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจดิจิทัลในเชิงรุก โดยกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ ทั้งยังได้ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของกลุ่ม MSMEs ให้สามารถรับมือและปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในอีก 5 ปีข้างหน้า

แต่อะไรคืออุปสรรคสำคัญที่คอยขัดขวางไม่ให้ MSMEs สามารถสร้างโอกาสในทางธุรกิจโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี? คำตอบก็คือ การเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมของกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ความยากลำบากในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความพร้อมของผู้ประกอบการในการปรับตัวเพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมไปถึงแนวคิดและการกำหนดนโยบายของภาครัฐที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการพัฒนาธุรกิจ โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้ยังถือเป็นช่องโหว่ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและกลายเป็นความท้าทายของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนหรือบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีอย่างแกร็บสามารถมีส่วนช่วยในการผลักดันและลดข้อจำกัดเหล่านั้นลงได้

 

ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งในผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง “คุณยอด” นนทกานต์ ซ้ายกาละคำ เจ้าของธุรกิจร้านอาหารอิสาน “ส้มตำอมร” ซึ่งในอดีตมีแต่ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารจากหน้าร้านเท่านั้น โดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีลูกค้าไม่เกิน 100 คน แม้ว่าบางวันจะขายดีมากแต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ปิดกั้นโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากร้านของคุณยอดมีพื้นที่ให้บริการจำกัด สามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุดเพียง 60 คนเท่านั้น

ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อคุณยอดได้เห็นช่องในการขยายธุรกิจสู่โลกออนไลน์โดยได้เข้าร่วมกับ “แกร็บฟู้ด” (GrabFoodเพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารจากร้านของเขาผ่านแอปพลิเคชันของแกร็บได้ ทำให้ร้านส้มตำอมรเป็นที่รู้จักในวงกว้างและสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งยังใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่างๆ บนแอปพลิเคชัน รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า ทำให้สามารถพัฒนาเมนูอาหารและบริการต่างๆ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ทุกวันนี้คุณยอดไม่ต้องพึ่งพาลูกค้าจากหน้าร้านเพียงอย่างเดียว แต่แอปพลิเคชันอย่างแกร็บซึ่งมีพาร์ทเนอร์ผู้ส่งอาหารจำนวนมากช่วยให้เขาสามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดดโดยไม่จำเป็นต้องเสียเงินลงทุนไปกับการขยายพื้นที่หน้าร้าน ปัจจุบัน กว่า 75% ของยอดขายของร้านส้มตำอมรมาจากการสั่งอาหารผ่าน GrabFood นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของผู้ประกอบการรายย่อยที่ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงสร้างโอกาสในการเข้าถึงรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังเป็นอีกแรงที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อชิงส่วนแบ่งของเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีมูลค่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีก 5 ปีข้างหน้าได้อีกด้วย

อีกหนึ่งตัวอย่างที่กำลังเป็นที่สนใจและถือเป็นเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร คือ “แกร็บคิทเช่น” (GrabKitchenซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจแบบคลาวด์ คิทเช่น (Cloud Kitchen) ที่แกร็บได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อม โดยการนำเอาร้านอาหารยอดนิยมมารวมกันไว้ในสถานที่เดียว คอยทำหน้าที่เป็นครัวกลางในการปรุงอาหารและส่งให้กับลูกค้าที่สั่งผ่าน GrabFood เท่านั้น โดยภายใต้ระบบ GrabKitchen ร้านอาหารที่เป็นคู่ค้าจะสามารถขยายธุรกิจไปในแหล่งพื้นที่ที่เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างในประเทศไทย เราได้เปิดตัว GrabKitchen ไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่ตลาดสามย่าน โดยแกร็บได้ให้การสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการในด้านการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะในเรื่องค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบการร้านอาหาร

ปัจจุบัน บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีหรือให้บริการแอปพลิเคชันได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่ม MSMEs ให้สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ แกร็บเองก็เป็นหนึ่งในบริษัทเหล่านั้นที่ได้ร่วมส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับทั้งพาร์ทเนอร์คนขับ พาร์ทเนอร์คนส่งอาหาร รวมถึงพาร์ทเนอร์ร้านค้า โดยที่ผ่านมา เราได้สนับสนุน MSMEs กว่า 9 ล้านคนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มีอาชีพอิสระและสามารถสร้างรายได้เสริมจากแพลตฟอร์มของแกร็บ โดย 21% ของคนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่ไม่เคยมีอาชีพมาก่อน รายได้ที่เกิดจากการใช้แอปพลิเคชันแกร็บถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้พวกเขามีอิสระทางการเงิน

 

สำหรับในประเทศไทย ปัจจุบัน แกร็บให้บริการครอบคลุม 20 เมืองใน 18 จังหวัด โดยตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา แอปพลิเคชันแกร็บมีส่วนช่วยให้คนไทยนับแสนคนมีโอกาสในการหารายได้เสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยในปี 2563 นี้ แกร็บวางแผนที่จะขยายการให้บริการไปยังเมืองรองมากขึ้น โดยมีความตั้งใจที่จะกระจายรายได้ไปสู่จังหวัดท้องถิ่นเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกจากนี้ แกร็บยังพยายามส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงบริการทางการเงินกับกลุ่มที่ยังขาดโอกาส จากข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า 18% ของประชากรไทยยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ ในขณะที่ในระดับภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวสูงถึง 46% โดยนับตั้งแต่ปี 2555 แกร็บได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มสถาบันการเงินหลายแห่ง เพื่อช่วยให้ MSMEs กว่า 1.7 ล้านรายทั่วทั้งภูมิภาคเข้าถึงบริการทางการเงินโดยสามารถเปิดบัญชีธนาคารเล่มแรกของพวกเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น แกร็บยังเปิดโอกาสให้กับคนกลุ่มนี้สามารถขอกู้สินเชื่อแบบออนไลน์หรือที่เรียกว่า Digital Lending ได้ จากเดิมที่ไม่เคยได้รับโอกาสในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร เนื่องจากไม่ผ่านคุณสมบัติหรือข้อกำหนดที่ธนาคารประกาศไว้ เช่น ขาดเอกสารรับรองการเงิน หรือมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่ามาตรฐาน

แกร็บยังพยายามขยายการใช้งานของบริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-wallet เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนในภูมิภาคอาเซียนเข้าถึงสังคมไร้เงินสดอย่างเท่าเทียมกัน ในประเทศไทยเอง เราได้เริ่มให้บริการ “แกร็บเพย์      วอลเล็ต” (GrabPay Walletโดยขยายไปสู่ผู้ประกอบการร้านค้าเพื่อให้สามารถรับการชำระค่าบริการจากผู้ใช้แกร็บได้โดยไม่ต้องใช้เงินสดได้ ซึ่งถือเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับกลุ่ม MSMEs เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในยุคโมบายเฟิร์สได้อย่างไม่ตกกระแส

ไม่เพียงเท่านั้น แกร็บยังได้พยายามปิดช่องโหว่ที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคด้วยการลงทุนในโปรแกรม “แกร็บเวนเจอร์” (GrabVentures) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มที่เป็นผู้พัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและอาจกลายเป็นยูนิคอร์นตัวใหม่ในอนาคต เพื่อให้คนเหล่านี้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีและขยายธุรกิจตามแผนที่วางไว้ได้อย่างไม่สะดุด ผ่านฐานผู้ใช้บริการแกร็บซึ่งมีจำนวนยอดดาวน์โหลดมากกว่า 163 ล้านครั้ง รวมไปถึง MSMEs ที่มีมากกว่า 9 ล้านรายทั่วทั้งภูมิภาค

ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากพันธกิจ Grab For Good ซึ่งแกร็บมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกันก็พร้อมพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของชาติในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ผมหวังว่าปี 2563 นี้จะเป็นปีที่ดีของทุกๆ คน เช่นเดียวกับแกร็บที่เราจะยังคงจะสานต่อพันธกิจเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมจากการใช้เทคโนโลยีและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยดังเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้


The People

กองบรรณาธิการ

Related

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล – ฝันค้างเดือนตุลา: …และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงวันนี้

รัชนี อุดมคติของหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยแห่งนวนิยาย “ปีศาจ”

เคน คูตารากิ: ‘พระบิดาแห่งเกม PlayStation’ ผู้พลิก SONY รอดพ้นจากล้มละลาย

‘เอส แอนด์ พี’ ขอส่งความสุข ด้วยเค้ก คุกกี้ และชุดตะกร้าของขวัญ ปี 2021

กอลลัม ตัวละครที่คนทั้งรักทั้งเกลียด แห่ง The Lord of the Rings

ซีเจ เมเจอร์ เปิดตัวภาพยนตร์โรแมนติกแห่งปี “Classic Again จดหมาย สายฝน ร่มวิเศษ”พร้อมชวนคนดูร่วม “เปิดกล่องความทรงจำไปกับรักครั้งแรก”

อิคาริ ชินจิ:ปมทางเพศในอีวานเกเลียนของวัยรุ่นอายุ 14 ต้องมาเป็นหนุ่มขับหุ่นยนต์

ยิ้มกว้างเห็นฟัน ความขบขันและเจ้าเล่ห์ เสน่ห์ของ ‘แบงค์ ธิติ’ กับความสนุกในอาชีพนักแสดง