Post on 20/02/2019

ยายแฟง แม่เล้าใจบุญ ผู้บริจาคที่ดินสร้างวัดคณิกาผล

ย่านสำเพ็งเป็นย่านที่อยู่ของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ต้นตอนั้นเนื่องมาจาก รัชกาลที่ 1 มีพระราชประสงค์จะย้ายกรุงข้ามฝากจากฝั่งธนฯ ติดแต่ว่าเดิมพื้นที่ที่จะสร้างวังหลวงใหม่เป็นพื้นที่ชาวจีนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงโปรดเกล้าให้ชาวจีนย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่ตั้งแต่คลองใต้วัดสามปลื้มไปจนถึงคลองเหนือวัดสำเพ็ง

แถวนี้จึงกลายเป็นย่านที่พักอาศัยและทำการค้าที่คึกคักของชาวจีนมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกิดเป็นเมืองที่ผู้คนหนาแน่น ก็ต้องมีสถานบันเทิงรองรับ ในย่านนี้จึงมีทั้งโรงบ่อนและหอนางโลมอยู่มากมายหลายแห่ง สุนทรภู่กวีเอกที่เกิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก็เคยแต่งกลอนเล่าถึงสำเพ็งไว้ว่า

 

“ถืงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน

มีซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน    ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง

 

แม้สุนทรภู่จะกล่าวถึง “นางจ้างประจาน” ในย่านสำเพ็งไว้เพียงน้อยนิด แต่หอนางโลมในย่านนี้ก็คงลือชื่อเป็นที่รู้จักของคนไปทั่วไม่เพียงแต่ชาวบ้านในย่านเดียวกันเท่านั้น ทำให้ตรอกซอกซอยหลายแห่งในย่านสำเพ็งถูกเรียกด้วยชื่อของแม่เล้าชื่อดังที่ตั้งสำนักอยู่ในตรอกนั้นๆ (ทำนองแค่เอ่ยชื่อก็นึกออกว่าอยู่ตรงไหน)

หนึ่งในแม่เล้าที่ดังมากที่สุดในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็คือ “ยายแฟง” ชื่อของเธอจึงได้ถูกเอามาใช้เรียกเป็นชื่อตรอกหนึ่งในย่านสำเพ็งด้วยเช่นกัน ก่อนที่ตรอกนั้นจะถูกไฟไหม้ และชื่อตรอก “อำแดงแฟง” ก็ได้หายสาบสูญไปจากแผนที่ แต่ยังมีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุที่เล่าถึงเหตุการณ์ไฟไหม้คราวนั้นเมื่อปี 2403

และแม้ว่ายายแฟงจะจากโลกนี้ไปนานนับร้อยปีแล้ว แต่ชื่อของยายแฟงก็ยังเป็นที่กล่าวถึงในปัจจุบัน ด้วยคุณงามความดีที่เธอได้สร้างไว้ (นอกเหนือจากการเปิดซ่องจนชื่อเสียงกระฉ่อนทำให้มีคำพูดคล้องจองกันว่า “ยายฟักขายข้าวขายแกง ยายแฟงขาย… ยายมีขายเหล้า”) ด้วยการบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัด ซึ่งก็คือ “วัดคณิกาผล” วัดที่เกิดขึ้นด้วยผลประโยชน์อันได้จากหญิงคณิกา หรือวัดใหม่ยายแฟงที่ตั้งอยู่บนถนนพลับพลาไชยเยื้องกับมูลนิธิปอเต็กตึ๊งนั่นเอง

การสร้างวัดของยายแฟงมีตำนานเล่าไว้ด้วยว่า ยายแฟงเมื่อสร้างวัดแล้วก็อยากรู้ว่าตัวเองจะได้บุญมากน้อยเพียงใด ว่าแล้วจึงแต่งเนื้อแต่งตัวนั่งรถเจ๊ก (รถลาก) เดินทางไปวัดระฆังหวังนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) สอบถามให้หายข้อข้องใจ ฝ่ายสมเด็จฯ โตได้รู้กิตติศัพท์อันลือชื่อของคุณยายแฟงอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกถามว่า อานิสงส์จากการสร้างวัดด้วยเงินที่ได้จากหญิงขายบริการจะได้สักกี่มากน้อย ท่านก็ตอบไปทำนองว่า “เห็นจะได้สักสลึงเฟื้องนั่นแหละโยม”   

ยายแฟงได้ฟังก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทีเดียว เพราะรู้ว่าสมเด็จฯ ท่านจงใจที่จะ “แซะ” วิชาชีพของตัวเองเนื่องจากเงินสลึงเฟื้องก็เท่ากับค่าตัวหญิงคณิกาในสมัยนั้นนั่นเอง

แต่แม้จะถูกเสียดสี ยายแฟงก็คงมิได้สะทกสะท้านสักเท่าใดนัก ท่านก็ยังคงเป็นแม่เล้าต่อไปอยู่นั่นเอง และลูกสาวยายแฟงก็ดั่งลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ยังได้ประกอบวิชาชีพเป็นแม่เล้าสืบต่อมา ลูกยายแฟงคนนี้ชื่อว่า “อำแดงกลีบ” เล่ากันว่า หอนางโลมของลูกสาวยายแฟงนั้นถือว่าเป็นหอนางโลมชั้นสูงที่มีชื่อเสียงทีเดียว ส. พลายน้อยนักเลงประวัติศาสตร์ เล่าว่า ห้องหับของหญิงบริการในสังกัดอำแดงกลีบนั้นตกแต่งอย่างสวยงามราวกับห้องของลูกสาวคหบดี เช่นมีม้าหรือโต๊ะกระจกตั้งพานเครื่องแป้งถมโถถมปริกทอง ขันน้ำถม กระโถนเงิน มุ้งแพร ซึ่งโรงโสเภณีที่ไหนก็สู้ได้ยาก

ทั้งนี้ โรงซ่องโสเภณีในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้นตั้งอยู่อย่างเปิดเผย ถึงปี พ.ศ. 2438 มีบันทึกไว้ว่า เฉพาะในกรุงเทพฯ มีซ่องอยู่ถึง 67 โรง กับโสเภณีอีกว่า 656 คน จำนวนมากก็อยู่ในย่านสำเพ็ง และหญิงโสเภณีสมัยนั้นก็ไม่ได้แต่ขายการสำเร็จความใคร่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โสเภณีชั้นสูงยังต้องเรียนรู้เรื่องศิลปะและดนตรีไว้รับแขก บางโรงก็รับแขกแต่ชาวจีน โสเภณีไทยมาขายบริการย่านนี้ก็ต้องแปลงชื่อเป็นจีน

ก่อนจะจากกันไป หลายท่านคงสะกิดใจขึ้นมาว่า โรงซ่องโสเภณีสมัยก่อนเหตุใดจึงมีแต่ “แม่เล้า” เป็นเจ้าสำนัก เรื่องนี้คงเป็นธรรมเนียมเดิมมาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากคนเป็นหญิงด้วยกันคงเข้าใจและปกครองกันง่ายกว่า แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อรัฐนึกอยากจะควบคุมโรงซ่องโสเภณีขึ้นมาเป็นคราวแรก ก็ได้กฎหมายออกมาฉบับหนึ่ง คือพระราชบัญญัติป้องกันโรคสัญจร ร.ศ. 127 ซึ่งมาตราหนึ่งได้บัญญัติเอาไว้ว่า โรงโสเภณีแต่ละแห่งจะต้องมีผู้ควบคุม “หญิงนครโสเภณี” ที่เรียกว่า “นายโรง” ด้วย แต่ นายโรงนั้น กฎหมายกำหนดไว้ว่าผู้จะเป็นได้ต้องเป็น “ผู้หญิง” เท่านั้น (ซึ่งเป็นการพิลึกไม่น้อยที่กฎหมายไม่ยอมเรียกว่า “นางโรง” หรือ “แม่เล้า” อย่างที่คนคุ้นเคยอยู่ก่อนแล้ว)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

หมอบรัดเลย์ บิดาวัคซีนเมืองไทย ผู้เสียลูกระหว่างห่าลง

บอริส เยลต์ซิน และ วลาดิเมียร์ ปูติน ความแตกต่างของผู้มอบและผู้สืบทอดอำนาจ

อัลเลน พอลสัน ผู้ก่อตั้ง Gulfstream ที่ดังน้อยกว่า “ม้าแข่ง” ตัวเอง 

แฟรงก์ และลิเลียน กิลเบร็ธ นักวิเคราะห์การเคลื่อนไหว ผู้ริเริ่มใช้ผังเชื่อมโยง

เพาล์ แอร์ลิช บิดาแห่งคีโมฯ ผู้พบยารักษาซิฟิลิสอย่างได้ผล

เครา ฟารินี หญิงลาวที่ถูกอ้างเป็นจุดเชื่อมระหว่างลิงกับคน

แป๊ะเจี๊ยะ ระบบประมูลเช่าที่ดินจากพระคลังข้างที่ มีมาแต่สมัย ร.5

ฮิเดโยะ โนงูจิ (หมอที่ดังที่สุดของญี่ปุ่น) เผชิญข้อกล่าวหาด้านจริยธรรมการแพทย์ในสหรัฐฯ