Post on 15/01/2019

คนลอนดอน 12,000 คน เสียชีวิตเพราะ “ฝุ่นควัน” ในปี 1952

       ปัจจุบันคนกรุงเทพและผู้อาศัยอยู่ในย่านปริมณฑล กำลังเริ่มวิตกกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกมาเตือนภัยเกี่ยวกับ “ผลกระทบด้านสุขภาพ” ที่อาจได้รับจากเจ้าฝุ่นพิษเหล่านี้ ทำเอาหลายคนอาจกลัวว่าบทสรุปของมันจะเหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 1952 หรือไม่ ?

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ปี 1952 ได้เกิดหมอกควันจำนวนมากปกคลุมทั่วนครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในตอนนั้นผู้คนต่างคิดว่ามันคือ “หมอกหรือควัน” ทั่วไป ๆ ที่เกิดอยู่บ่อยครั้งแต่มารู้ตัวอีกทีเจ้าหมอกควันเหล่านี้ก็ได้คร่าชีวิตคนไปกว่า 12,000 คนแล้ว ซึ่งทั้งหมดก็มีผลมาจากฝีมือของมนุษย์ล้วน ๆ

นี่ก็คือเหตุการณ์ทางมลพิษที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร เหตุการณ์นี้ถูกเรียกชื่อว่า “The Great Smog of London” หรือ “หมอกซุปถั่ว” (Pea-Soupers) สาเหตุที่เรียกอย่างนั้นเพราะในหมอกเหล่านี้มีลักษณะเป็นสีดำอมเหลืองจากกำมะถันคล้ายกับสีของซุปถั่วนั้นเอง

       สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด “หมอกมรณะ” ในครั้งนี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ล้วน ๆ ในช่วงเดือนธันวาคมของที่ประเทศอังกฤษจะมีอากาศหนาวเย็นจนผู้คนตามบ้านเรือนและโรงงานถ่านหินต้องมีการเผาถ่านหินมากกว่าปกติเพื่อเพิ่มความอบอุ่น เรียกได้ว่า “ยิ่งหนาวยิ่งเผา” และบวกกับมลพิษที่มาจากควันของบุหรี่และรถยนต์ดีเซล เหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1952 เกิดปรากฏการณ์ “แอนติไซโคลน” (Anticyclone) ใจกลางลอนดอน และท่ามกลางสภาพอากาศที่ไร้ลมรวมเข้ากับควันที่มาจากตามปล่องไฟต่าง ๆ จึงทำให้ควันจำนวนมากเริ่มก่อตัวกันกลายเป็นหมอกพิษปกคลุมไปทั่วลอนดอน รัฐบาลอังกฤษพยายามจะแก้ไขสถานการณ์ แต่ทำยังไงเจ้า “หมอกมรณะ” เหล่านี้ก็ไม่สามารถลอยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศได้สักที

จัตุรัสทราฟัลการ์ เมื่อปี 1952

       หมอกเริ่มปกคลุมไปทั่วทุกที่และอยู่เหนือพื้นดินแค่หลักเมตร การใช้ชีวิตในของผู้คนเป็นไปได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มมองไม่เห็นเท้าตัวเองหรือแม้กระทั่งไฟหน้ารถคันอื่น การเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะเริ่มทำได้ยากขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ อย่างฟุตบอลหรือคอนเสิร์ตต้องถูกระงับ เและไม่นานทัศนวิสัยในการมองของทุกคนก็กลายเป็นศูนย์พร้อมกับสภาพร่างกายที่ทรุดลง

เมื่อช่วงปี 1950s โรงงานถ่านหินในลอนดอนและบริเวณใกล้ ๆ อย่างที่ ฟูแล่ม, แบตเทอร์ซี, กรีนิช และแบงค์ไซด์ มีการปล่อยมลพิษทางอากาศมากกว่า 1,000 ตัน ต่อวัน ซึ่งมาพร้อมกับก๊าซอันตรายต่อร่างกายอย่าง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และกรดไฮโดรคลอริก

โรงงานถ่านหินในแบตเทอร์ซี

       ในวันที่ 8 ธันวาคม 1952 สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ท่ามกลางสภาพอากาศเป็นพิษจากซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำให้ผู้คนเริ่มมีอาการหายใจสั้นและมีปัญหาด้านทางเดินหายใจ และไม่นานก็มีประชาชนเริ่มเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 4,000 คนจากโรคหนองในปอด และอีก 100,000 คนป่วยหนักจากโรคทางระบบทางเดินหายใจ

เหตุการณ์มรณะในครั้งนี้ลากยาวไปเป็นเกือบสัปดาห์ และในวันที่ 10 ธันวาคม ทุกอย่างก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติหลังหมอกเริ่มจางลงและลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

นี่ถือเป็นเหตุการณ์ด้านมลภาวะที่คร่าชีวิตคนอังกฤษมากที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่วิกฤตมลพิษถ่านหินในช่วงศตวรรษที่ 13 และมีผลทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องออกกฎหมายจัดการมลพิษทางอากาศฉบับแรกในปี 1956 หรือที่เรียกว่า (Clean Air Act 1956)

จะว่าไปเหตุการณ์นี้ก็เริ่มคล้ายกับสถานการณ์ในบ้านเรามากขึ้นทุกวัน ถ้ายังไม่มีนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดี หรือวันไหนกรุงเทพดันเกิดปรากฏการณ์ แอนติไซโคลน จนหมอกพิษลอยมาให้เราดมได้ ในอนาคตลูกหลานของเราอาจจะต้องเรียนเรื่อง “The Great Smog of Bangkok“ แทนเรื่องของเมื่อปี 1952 ก็เป็นได้

 

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Great_Smog_of_London

http://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/2542315.stm

http://news.bbc.co.uk/onthisday/hi/dates/stories/december/9/newsid_4506000/4506390.stm


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว