Post on 10/04/2019

ฮารัลด์ อีเดลส์แตม ทูต “นักแทรกแซง” ช่วยประชาชนจากรัฐเผด็จการ

สมมติว่า คุณมีบ้านอยู่ในชุมชนใหญ่ที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย วันหนึ่งคุณเกิดไปเห็นความ “อยุติธรรม” เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่เหตุเกิดอยู่นอกรั้วบ้าน คุณจะยืนมองเฉย ๆ คิดว่า “ธุระไม่ใช่” ไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือให้เปลืองตัวรึเปล่า?

หลายคนอาจทำเช่นนั้น แต่สำหรับคนที่เติบโตมาในสังคมที่ปกครองด้วยหลักนิติธรรม “ความยุติธรรม” ย่อมได้รับการเชิดชูว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ ไม่ว่าบุคคลคนนั้นจะอาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินใด สิทธิที่จะได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมจึงได้ชื่อว่าเป็น “สิทธิมนุษยชน” ประการหนึ่ง ไม่ใช่สิทธิพิเศษสำหรับชนชั้น หรือเชื้อชาติใด ต่อหน้ากฎหมายทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน บุคคลผู้นั้นก็คงยากจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ยอมให้เพื่อนมนุษย์ถูกกดขี่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้

เหมือนเช่น ฮารัลด์ อีเดลส์แตม (Harald Edelstam) นักการทูตชาวสวีเดนที่พร้อมจะยื่นมือ “แทรกแซง” ช่วยเหลือประชาชนที่ถูกกดขี่ในรัฐเผด็จการ โดยให้เหตุผลว่า

“พูดง่าย ๆ ผมแค่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรม” (Edelstam Institute)

อีเดลส์แตม เกิดที่สต็อกโฮล์ม เมื่อ 17 มีนาคม 1913 เรียนจบด้านกฎหมายเมื่อปี 1939 แล้วก็เริ่มทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดนทันที โดยรับภารกิจแรกเป็นนายเวรในกรุงโรม ก่อนย้ายไปยังเบอร์ลิน และออสโลตามลำดับ

ขณะประจำการอยู่ในออสโลระหว่างปี 1942 ถึง 1944 นอร์เวย์ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของนาซี เขาจึงให้ความช่วยเหลือบรรดาผู้ต่อต้านนาซีและชาวยิวให้หลบหนีไปยังสวีเดน ขณะเดียวกันเขายังช่วยจัดหาโรงพิมพ์ใต้ดินเพื่อช่วยพิมพ์ข่าวสารตอบโต้โฆษณาชวนเชื่อของนาซีในนอร์เวย์

ผลของการกระทำของเขา คือการถูกส่งตัวกลับมานั่งตรวจแก้เอกสารค่าใช้จ่ายของกระทรวงการต่างประเทศแทนการทำหน้าที่ทูต จนกระทั่งกระทรวงการต่างประเทศได้รัฐมนตรีคนใหม่ เขาจึงถูกเรียกกลับไปใช้งานอีกครั้ง ได้ย้ายไปทำงานในหลายที่ เจริญก้าวหน้าในวิชาชีพตามลำดับ ก่อนได้แสดงบทบาทด้านสิทธิมนุษยชนที่โดดเด่นอีกครั้งที่ชิลี

ในปี 1972 อีเดลส์แตม ได้มาประจำการที่ซานเตียโกในฐานะอัครราชทูตประจำชิลีท่ามกลางความตึงเครียดของภาวะสงครามเย็น ขณะที่สวีเดนยังคงวางตัวเป็นกลางเรื่อยมา

ชิลีก่อนหน้านั้นถือเป็นรัฐต้นแบบประชาธิปไตยประจำภูมิภาค จนกระทั่ง ซัลวาดอร์ อาเยนเด (Salvador Allende) คุณหมอมาร์กซิสต์ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมได้ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นกังวลอย่างมากที่ผู้นิยมลัทธิมาร์กซ์สามารถ “เจาะไข่แดง” ก้าวขึ้นมาครองอำนาจในภาคพื้นทวีปอเมริกาใต้ได้สำเร็จเป็นแห่งแรก

สหรัฐฯ จึงจัดการคว่ำบาตรชิลี ก่อนสนับสนุน ออกุสโต ปิโนเชต์ ผู้นำกองทัพชิลีให้ใช้กำลังยึดอำนาจจากประธานาธิบดีอาเยนเดซึ่งเสียชีวิตคาทำเนียบระหว่างการรัฐประหารคราวนั้น (ตอนแรกเชื่อว่าเขาน่าจะถูกลอบสังหาร ก่อนมีการสรุปในภายหลังว่าเป็นการฆ่าตัวตาย)

เมื่อรัฐบาลทหารก้าวขึ้นมามีอำนาจ พวกเขาก็จัดการตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับคิวบารัฐคอมมิวนิสต์ พร้อมกับกวาดล้างบรรดาผู้สนับสนุนรัฐบาลเก่า ลามไปจนถึงผู้ลี้ภัยฝ่ายซ้ายชาวต่างชาติที่หนีภัยเผด็จการในประเทศมา โดยอ้างว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นพวกที่คอยให้การสนับสนุนฝ่ายซ้ายในประเทศสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง

ฝ่ายทูตอีเดลส์แตม เมื่อเห็นเผด็จการทหารปิโนเชต์จัดการกับศัตรูทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้ก็ทนอยู่เฉยไม่ได้ ขณะที่กองทัพชิลีบุกล้อมสถานทูตคิวบา เขาจึงรีบรุดไปยังสถานทูตคิวบาหวังใช้สถานะทางการทูตยับยั้งมิให้กองทัพชิลีใช้ความรุนแรง

กองทัพชิลียอมหยุดยิงเมื่ออีเดลส์แตมเดินทางมาถึงสถานทูตคิวบา ทูตสวีเดนยังจัดการ “ชักธงสวีเดน” ขึ้นเหนือสถานทูตคิวบาหลังได้รับการร้องขอจากคิวบาให้ช่วยดูแลและคุ้มครองคณะทูต อีเดลส์แตมจึงได้เจรจาต่อรองกับรัฐบาลทหารชิลีเพื่ออพยพเจ้าหน้าที่ทูตคิวบา 147 คนออกจากประเทศได้สำเร็จ

“บทบาทของเรา หน้าที่ของสถานทูตสวีเดนคือหน้าที่ด้านมนุษยธรรม เราพยายามช่วยชีวิตของผู้คนที่ตกอยู่ในอันตราย” อีเดลส์แตมกล่าว (The New York Times – Sept. 29, 1973)

“เรารู้ว่ามีการขึ้นบัญชีประชาชนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลเก่า ซึ่งรัฐบาลทหารเห็นว่าเป็นอาชญากร และอาจถูกประหารชีวิตได้”

นอกจากบรรดาเจ้าหน้าที่สถานทูตคิวบาแล้ว อีเดลส์แตมยังให้ความคุ้มครองกับบรรดาฝ่ายซ้ายทั้งชาวชิลีและชาวต่างชาติที่ติดค้างในสถานทูตคิวบาอีกหลายสิบราย ซึ่งรัฐบาลทหารของชิลีต่างเห็นเป็นศัตรูเหมือนกันหมด การกระทำของเขาจึงกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ของชิลีบางส่วนคุ้มคลั่ง

เมื่อคราวที่เขาเจรจาส่งตัวหญิงชาวอุรุกวัยที่ป่วยเป็นมะเร็งในความคุ้มครอง (เธอได้มาขอลี้ภัยกับคิวบาไว้ก่อนหน้าชิลีจะตัดสัมพันธ์) ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชิลีจู่ ๆ ก็บุกจะมาจับตัวผู้ลี้ภัยรายนี้ถึงโรงพยาบาล อีเดลส์แตมและคณะจึงเข้าขัดขวางไม่ให้เธอถูกอุ้ม เขาและคณะจึงถูกเจ้าหน้าที่ชิลีทำร้ายร่างกาย

ทางสวีเดนทราบเรื่องจึงทำหนังสือประท้วงรัฐบาลทหารของชิลีว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้แทนทางการทูต

ฝ่ายชิลีได้ยินแล้วก็หาได้สนใจไม่ อ้างว่าการกระทำของอีเดลส์แตมถือว่าเกิดขอบเขตหน้าที่ของนักการทูตไปมาก ว่าแล้วก็สั่งตะเพิดอีเดลส์แตมในวันที่ 4 ธันวาคมปีเดียวกัน หรือราวสามเดือนหลังการรัฐประหาร พร้อมประกาศให้อีเดลส์แตมเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” (persona non grata)

แต่สำหรับชาวอเมริกาใต้จำนวนมาก อีเดลส์แตมคือวีรบุรุษที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือผู้ตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่วแน่ ด้วยถือว่า “มนุษยธรรม” สำคัญยิ่งกว่า “มารยาท” (ข้ออ้างประจำของผู้ดีจอมปลอม?)


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ และต่างประเทศ

Illustrator

ชอบวาดรูป ชอบดูหนัง ชอบเที่ยว ชอบหมา ชอบนอน

Related

แฟรงก์ และลิเลียน กิลเบร็ธ นักวิเคราะห์การเคลื่อนไหว ผู้ริเริ่มใช้ผังเชื่อมโยง

ซีอุย จริยธรรมของพิพิธภัณฑ์กับการจัดแสดงศพมนุษย์

ดักลาส แมกอาเธอร์ ผู้เปลี่ยนฐานะเทพเจ้าของจักรพรรดิให้เป็น “คนธรรมดา”

โมฮัมหมัด ซาฮีร์ ชาห์ กษัตริย์อัฟกันองค์สุดท้าย ผู้หมดศรัทธาระบอบกษัตริย์

ผู้มีสถานะได้เปรียบทางสังคมในสหรัฐฯ (เคย) ใช้แบบทดสอบความรู้ กีดกันประชาชนจากการเลือกตั้ง

เลนนี บรูซ ใช้ “ตลก” ท้าทายขีดจำกัดการแสดงความคิดเห็น

วอลเตอร์ โอย ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า เกณฑ์ทหารแพงกว่าระบบสมัครใจ

Juana the Mad ควีนผู้ถูกแย่งอำนาจด้วยข้อหาสัญญาวิปลาส