Post on 02/10/2019

แจ็ค ดอร์ซีย์: ทวิตเตอร์ กว่าจะมาเป็นทวีตแรกในประวัติศาสตร์ที่มีราคา 90 ล้านบาท

2.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 90 ล้านบาท…

ไม่แน่ใจว่าเงินจำนวนเท่านี้พันรอบโลกได้กี่รอบ แต่ที่แน่นอนก็คือ นี่คือ มูลค่าของโพสต์ ๆ หนึ่งในทวิตเตอร์

โพสต์เดียวทำไมราคาแพงเช่นนี้ เพราะนี่คือโพสต์แรกของแจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ ที่เขาโพสต์เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2006 เขาโพสต์ว่า “just setting up my twttr” (ฉันเพิ่งกำลังติดตั้งทวิตเตอร์ของฉัน)

โพสต์นี้ถูกประมูลขายในรูปแบบเหรียญโทเคน NFT หรือ Non-Fungible Token เมื่อเดือนมีนาคม 2021 และจบลงในราคาที่ว่าไว้ในข้างต้น

ราคาของโพสต์ ส่วนหนึ่งที่ไปได้ไกลขนาดเพราะเรื่องราวของที่อยู่เบื้องหลังของทวิตเตอร์ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ผู้คนใช้หลากหลายทั่วโลก ที่ใครจะรู้ว่าในอนาคต รูปแบบทรัพย์สิน NFT ดังกล่าวอาจจะมีคุณค่าพอกันกับโมนาลิซ่าในอนาคตก็เป็นได้

และนี้คือเรื่องราวของกลุมผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ กับที่มาของทวีตแรกในประวัติศาสตร์ “just setting up my twttr” ที่มีราคา 90 ล้านบาท

ฉากหน้าแห่งความสำเร็จของสื่อโซเชียลมีเดียระดับโลกอย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) ที่โตวันโตคืนในหลายประเทศ เมื่อเปิดดูฉากหลัง เราจะเห็นเกมการเมืองในองค์กรที่สุดดรามาของกลุ่มผู้ก่อตั้งสื่อโซเชียลมีเดียนี้อย่าง แจ็ค ดอร์ซีย์, บิซ สโตน, อีแวน วิลเลียมส์ และ โนอาห์ กลาสส์ 

จากที่เริ่มต้น บริษัทมีพนักงานไม่กี่สิบคน และใน 3 ปีแรกของการเปิดตัว รายได้ของบริษัทนี้เท่ากับศูนย์ แต่ในที่สุด ทวิตเตอร์เริ่มโตวันโตคืน เฟซบุ๊กเคยเสนอซื้อทวิตเตอร์ด้วยมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (15,000 ล้านบาท) แต่ถูกทวิตเตอร์ปฏิเสธเพราะคิดว่าในอนาคตมันน่าจะทำเงินได้มากกว่านี้ (ซึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้อง) 

แต่เบื้องหลังความสำเร็จตรงนี้ กลับเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ ชิงอำนาจของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่ทำให้เราเห็นว่า โลกของการทำธุรกิจนั้น “เขี้ยว” กว่าที่คิด

เรื่องของ เอฟ, แจ็ค, โนอาห์ และ บิซ ผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์

หากจะพูดถึง “ทวิตเตอร์” ควรจะเริ่มต้นที่ อีแวน วิลเลียมส์ หรือ เอฟ เขาเติบโตมาจากครอบครัวชาวไร่ที่เนบราสกา แต่นั่นไม่อาจทำให้ความฝันของเขาหยุดลงที่ท้องไร่ท้องนา ตรงกันข้าม ในยุคที่ธุรกิจไอทีหรือธุรกิจดอตคอมกำลังบูม เอฟเป็นอีกคนหนึ่งที่เลือกเดิมพันกับความฝันด้วยการลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้วมาตามล่าฝันที่ “ซิลิคอน วัลเลย์” ซานฟรานซิสโก โดยเริ่มต้นจากการฝึกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก่อนจับมือกับเพื่อนของเขาก่อตั้งบริษัท “ไพร่า แล็บ” แล้วสร้าง “บล็อกเกอร์” (Blogger) ขึ้นมาในปี ค.ศ.1999 

ช่วงเวลานั้นเอง บล็อก เป็นสื่อโซเชียลมีเดียใหม่ที่ผู้คนเพิ่งเริ่มจะรู้จักกัน “บล็อกเกอร์” จึงกลายเป็นบริษัทที่น่าจับตาว่าจะเติบโตในอนาคต ในปี ค.ศ.2003 กูเกิ้ลขอเข้าซื้อกิจการบล็อกเกอร์ของไพร่า แล็บ มีการประเมินกันว่า กูเกิ้ลน่าจะใช้เงินไม่ต่ำกว่าหลักสิบล้านเหรียญเพื่อซื้อกิจการของอีแวน วิลเลียมส์ (และเพื่อน) ทำให้เขากลายเป็นคนดังในซิลิคอน วัลเลย์ ไปในทันที ด้วยความที่กิจการของไพร่า แล็บ ถูกซื้อ เอฟจึงกลายเป็นพนักงานของบริษัทกูเกิ้ล แต่เขาทำงานที่นั่นเพียงแค่ปีเดียวก็ลาออกจากกูเกิ้ลในปี ค.ศ.2004 

สำหรับ โนอาห์ กลาสส์ แรกเริ่มเดิมทีที่เขารู้จักกับเอฟ นั่นเพราะว่าบ้านของเขากับเอฟอยู่ตรงข้ามกัน ความเป็นคนดังในแวดวงธุรกิจดอตคอมของเอฟ ทำให้โนอาห์ชื่นชมเพื่อนบ้านคนนี้ ในที่สุดทั้งสองคนก็ทำความสนิทสนมและกลายเป็นเพื่อนกัน

โนอาห์สนใจทำออดิโอบล็อกเกอร์ ซึ่งสามารถโพสต์เสียงเพลงลงในบล็อกได้ ซึ่งภายหลังถูกพัฒนาเป็นพ็อดแคสต์ (Podcast) เอาไว้ฟังเพลงและฟังข่าว โนอาห์ได้ตั้งชื่อโปรเจกต์ที่เขากำลังพัฒนานี้ว่า “โอดีโอ” (Odeo)

เอฟยอมควักเงินให้โนอาห์ได้พัฒนาโปรเจกต์นี้ และเมื่อเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา โอดีโอ ต้องการผู้ร่วมงานเพื่อพัฒนาโครงการพ็อดแคสต์ให้สำเร็จ โนอาห์จึงมองหาเพื่อนร่วมงาน และหนึ่งในนั้นที่เข้าตาเขาก็คือ แจ็ค ดอร์ซีย์ ซีอีโอบริษัททวิตเตอร์คนปัจจุบัน

อีกคนหนึ่งที่เราจะไม่พูดถึงเขาไม่ได้ เขาเป็นชายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ขันที่มีชื่อว่า บิซ สโตน ผู้ปฏิเสธอนาคตอันรุ่งโรจน์ในการทำงานที่บริษัทกูเกิ้ลด้วยการลาออกจากบริษัทนี้ในปี 2005 ทั้งที่เขารู้ดีว่าหากอยู่อีก 2 ปี เขามีโอกาสที่จะทำเงินจากที่นี่มากถึง 2 ล้านเหรียญ บิซเลือกที่จะออกมาหาความท้าทายใหม่ ๆ กับเอฟ เขาเริ่มสนิทกับเอฟตอนทำงานที่กูเกิ้ลด้วยกัน จึงอยากออกมาร่วมบุกเบิกเส้นทางทางธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมกับเอฟด้วย

เป็นอันว่าทั้ง เอฟ, แจ็ค, โนอาห์ และ บิซ สี่วัยรุ่นผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะก่อกำเนิด “ทวิตเตอร์” ในอนาคต ได้มาร่วมงานอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันแล้ว

 

“ฉันเพิ่งกำลังติดตั้งทวิตเตอร์ของฉัน” และ “วัตสัน มานี่ ผมอยากเห็นคุณ”

ด้วยชื่อเสียงที่เอฟทำไว้ในคราวที่ขายบล็อกเกอร์ให้กับกูเกิ้ล ทำให้โปรเจกต์ “โอดีโอ” ที่กำลังพัฒนาในระหว่างปี 2005 ถูกจับตาในฐานะที่พ็อดแคสต์จะกลายเป็นสื่อทางอินเทอร์เน็ตชนิดใหม่ที่จะมาฆ่าการฟังเพลงจากคลื่นวิทยุแบบเดิม ๆ แต่เอาเข้าจริงแล้ว โครงการนี้ซึ่งนำทีมโดยโนอาห์ กำลังจะถูกคุกคาม เพราะในปี 2006 สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัวไอพ็อด (iPod) รุ่นใหม่ ไอพ็อดรุ่นนี้จะเพิ่มบริการพ็อดแคสต์ลงในโปรแกรมไอจูนส์ด้วย นั่นหมายความว่า โปรเจกต์หลักของโอดีโอกำลังจะถูกท้าทายจากแอปเปิ้ล ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่า ธุรกิจนี้อาจจะไปไม่รอดแน่

พวกเขาทั้งสี่จึงระดมความคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา โนอาห์จริงจังกับโปรเจกต์ใหม่นี้มากกับการทำสื่อโซเชียลมีเดียที่ผู้คนตั้ง “สถานะ” สั้น ๆ ไว้สื่อสารกัน เขาคิดชื่อโปรเจกต์นี้ขึ้นมามากมายหลายชื่อ แล้วสุดท้ายก็มาลงตัวที่ชื่อ “ทวิตเตอร์” (Twitter) ซึ่งมีความหมายว่า เสียงร้องของนกชนิดหนึ่ง ทุกคนชื่นชอบชื่อนี้เป็นอย่างมาก ในที่สุด โปรเจกต์นี้ได้รับการพัฒนาในบริษัทอย่างรวดเร็ว จนในวันที่ 21 มีนาคม ปี 2006 เกิดการทวีต (Tweet) ขึ้นครั้งแรกในโลก ใจความว่า “ฉันเพิ่งกำลังติดตั้งทวิตเตอร์ของฉัน”

วันเดียวกันนั้นเอง ทุกคนในบริษัทเริ่มส่งข้อความถึงกันอย่างสนุกสนาน แล้ว บิซ สโตน ก็ตั้งสถานะว่า “วัตสัน มานี่ ผมอยากเห็นคุณ” ประโยคนี้เป็นประโยคแรกของโลกที่เกิดขึ้นจากการโทรศัพท์ ในตอนที่อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ได้ทดลองใช้โทรศัพท์ของเขาที่ประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ.1876 เพื่อเรียกโทมัส วัตสัน ซึ่งรับโทรศัพท์อยู่อีกห้องหนึ่งมาหาเขา

การประดิษฐ์โทรศัพท์ได้สำเร็จในครั้งนั้น ถือเป็นการปฏิวัติการสื่อสารครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งประโยคที่บิซทวีตหาเพื่อนพนักงานในครั้งนั้น ก็เหมือนกับเป็นการสื่อสารกลาย ๆ ว่า

สิ่งที่ยิ่งใหญ่ในโลกของการสื่อสาร กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

 

รอยร้าวแรกในเพื่อนร่วมงาน

ทุกคนในบริษัทกำลังเห่อของเล่นใหม่อย่าง “ทวิตเตอร์” ในขณะเดียวกันโปรเจกต์โอดีโอของโนอาห์ก็เริ่มถดถอยลงไปเรื่อย ๆ หนำซ้ำโนอาห์ยังปล่อยให้ความลับของโครงการทวิตเตอร์หลุดออกไปในงานปาร์ตี้หนึ่ง คืนนั้นโนอาห์เมามาก แล้วเขาได้พูดคุยถึงความคิดในการตั้งทวิตเตอร์ให้คนในงานปาร์ตี้ได้รับรู้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาลงทะเบียนทวิตเตอร์ให้กับคนอื่น ๆ ในงาน หนึ่งในนั้นก็คือบล็อกเกอร์ที่เขียนคอลัมน์ทางด้านเทคโนโลยี จนกลายเป็นว่า มีคนภายนอกรับรู้ว่ามีโครงการนี้โดยที่ไม่ทันได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

การกระทำของโนอาห์ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ก่อตั้งคนอื่น ๆ โดยเฉพาะกับแจ็ค ดอร์ซีย์ ทำให้เขาประกาศตัวอย่างลับ ๆ กับเอฟ ว่า เขาไม่อยากร่วมงานกับโนอาห์ อีกต่อไป

เอฟจึงเข้าไปคุยกับโนอาห์แล้วบีบให้เขาลาออกจากโอดีโอ โดยมีข้อเสนอว่าจะให้เงินชดเชย 6 เดือน บวกกับสิทธิในการดำเนินการซื้อหุ้นโอดีโอ ซึ่งรวม ๆ แล้ว เขาได้เงินจากการเดินหันหลังให้บริษัทนี้เพียงแค่ 2 แสนเหรียญเท่านั้น

นี่คือรอยร้าวรอยแรกที่เกิดขึ้นในบริษัททวิต แต่บริษัทก็ต้องก้าวเดินต่อไป เอฟ-ในฐานะเจ้าของทุนใหญ่ (ในตอนนั้นเขามีหุ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในทวิตเตอร์) และผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ เห็นด้วยที่จะผลักดันให้แจ็คเป็นซีอีโอคนแรกของบริษัท 

แจ็คและบิซ ต่างคร่ำเคร่งกับการพัฒนาโปรแกรมทวิตเตอร์ให้มีโครงสร้างเว็บไซต์ที่แข็งแรง (ผิดกับเอฟ ที่ดูจะไม่ได้ใส่ใจกับทวิตเตอร์เท่าที่ควร) แล้วต่อมาในเดือนมิถุนายน 2007 เว็บไซต์ชื่อดังอย่างยาฮู (Yahoo) ได้มาทาบทามเพื่อขอซื้อกิจการของทวิตเตอร์ ซึ่งในตอนนั้นผ่านไปหนึ่งปีกว่ามีผู้ใช้งานทวิตเตอร์เกือบ 250,000 ยูสเซอร์ แต่สุดท้ายข้อตกลงนี้ไม่เป็นผล เพราะยาฮูเสนอเงินให้เพียง 12 ล้านเหรียญ

แต่ตอนนั้น พวกเขาคิดว่า ทวิตเตอร์ ควรจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านเหรียญ! 

 

2 ปีแรก “เสียงร้องของนก” ราคาเท่ากับศูนย์ 

สำหรับองค์กรที่เกิดใหม่อย่างทวิตเตอร์ มีปัญหามากมายให้แก้ในแต่ละวัน ทั้งปัญหาเรื่องระบบบังคับบัญชาที่ซ้ำซ้อน แม้ว่าซีอีโอของบริษัทจะเป็นแจ็คก็จริง แต่พนักงานมักจะสับสนเสมอว่าอำนาจในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายควรจะเป็นของแจ็ค หรือ เอฟ ผู้ที่ถือหุ้นใหญ่กันแน่ (ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทำให้แจ็คกับเอฟแตกหักกันในภายหลัง) 

และอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ด้วยพื้นฐานของตัวทวิตเตอร์เอง ที่มีโครงข่ายที่เติบโตไม่ทันจำนวนผู้ใช้ที่มีจำนวนมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้ระบบทวิตเตอร์ไม่เสถียรและล่มบ่อยจนเกิดการติเตียนจากผู้ใช้บริการมากมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทีมงานเร่งแก้ไขกันอยู่ทุกวัน

ปัญหาการจัดการเหล่านี้ถูกจี้มายังแจ็คในฐานะซีอีโอ ซึ่งระยะหลัง แม้ว่าเขาจะทำงานอย่างเต็มที่ในเวลางาน แต่หลังเลิกงาน เขาทิ้งงานทุกอย่างแล้วไปเรียนวาดภาพ เรียนโยคะ ฝึกตัดเย็บเสื้อผ้า (แจ็คฝันอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์) อีกทั้งยังออกงานสังคมและปาร์ตี้เป็นประจำ

การกระทำของแจ็ค ถูกเอฟค่อนขอดว่า ควรจะเลือกเอาดีให้ได้สักอย่าง ระหว่างการเป็นซีอีโอของทวิตเตอร์หรือช่างตัดเย็บเสื้อผ้า?

รอยร้าวในระดับผู้บริหารของทวิตเตอร์กำลังจะปะทุขึ้นมาอีกรอบ…

แม้ว่าผ่านไป 2 ปีกว่า ภายใต้องค์กรที่มีพนักงานเพียง 15 คน จะผลักดันให้ทวิตเตอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านยูสเซอร์ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ขององค์กรนี้ก็คือ แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นทุกวัน แต่ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทวิตเตอร์ยังไม่สามารถทำรายได้แม้แต่เหรียญเดียว

ทั้งแจ็คและเอฟ พยายามหาผู้ลงทุนเพื่อมาช่วยระดมทุนให้กับทวิตเตอร์ เหมือนทั้งสองคนกำลังแข่งขันกันอยู่ในที แจ็คสามารถตกลงข้อเสนอกับบริษัทลงทุนแห่งหนึ่งซึ่งประเมินว่าทวิตเตอร์มีมูลค่ามากถึง 100 ล้านเหรียญ แต่เอฟกลับเลือกข้อเสนอของนักลงทุนอีกเจ้าหนึ่งซึ่งเสนอมูลค่าบริษัทเพียง 80 ล้านเหรียญ แล้วเลือกนักลงทุนเจ้านี้

การที่เอฟตัดสินใจข้ามหัวแจ็คไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า อำนาจที่แท้จริงของบริษัทนี้อยู่ในมือใคร จนในที่สุดปี 2008 แจ็คถูกบีบให้ออกจากตำแหน่งผู้บริหารเหมือนกับที่โนอาห์เคยโดนมาก่อนหน้านี้ แต่เอฟก็ใจกว้างพอที่จะให้ตำแหน่งประธานบริษัทนี้กับแจ็ค ดอร์ซีย์ โดยอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า แจ็คจะไม่มีอำนาจใด ๆ ในการบริหารอีกต่อไป เขาได้รับเพียงกรรมสิทธิ์ในหุ้นบางส่วน และได้รับเงินชดเชยนาน 1 ปีจำนวนสองแสนเหรียญ

เมื่อแจ็คออกจากเส้นทางธุรกิจทวิตเตอร์แล้ว เอฟก็ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอของทวิตเตอร์ โดยเพื่อนที่ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ด้วยกันมาในตอนนี้ที่อยู่เคียงข้างเขาเหลือเพียงแค่บิซ ผู้ซึ่งมีความทะเยอทะยานน้อยกว่าเพื่อน 

เรื่องราวของแจ็ค เหมือนว่าจะจบลงแบบเงียบ ๆ แบบเดียวกันกับโนอาห์ แต่กลับกลายเป็นว่า แจ็คไม่เคยลืมความแค้นที่มีต่อเอฟในครั้งนี้และเขาพยายามหาทางแก้คืนอยู่เสมอ

กลับมาดูที่การเติบโตของทวิตเตอร์ แม้ว่าในปี 2009 จะมีการระดมทุนกันอีกรอบ จนเกิดการประเมินว่าทวิตเตอร์มีมูลค่ามากกว่า 250 ล้านเหรียญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาผ่านไป 3 ปี ทวิตเตอร์ยังมีรายได้เท่ากับศูนย์ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าห่วงอีกต่อไปแล้ว เพราะการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ทางทวิตเตอร์ประกาศว่า ทวิตเตอร์มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 900 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นการประกาศช่วงกลางปี พอถึงปลายปี 2009 มีการประเมินว่า มีผู้ใช้ทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นถึง 1,400 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการทวีต 35 ล้านครั้งต่อวัน (เทียบกับปี 2008 มีการทวีตเพียง 300,000 ครั้งต่อวัน) ก็คงจะทำให้ตัวทวิตเตอร์เองกลายเป็นสาวเจ้าเสน่ห์ที่ลูกค้าหลายคนสนใจมาร่วมทำธุรกิจด้วยในเวลาต่อมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

ช่วงเวลานั้น เอฟได้เริ่มรู้จักกับ ดิก คอสโตโล อดีตนักพูดชื่อดังซึ่งในเวลานั้นได้เปิดบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ โดยบริษัทของดิกถนัดด้านการจัดการธุรกิจเกี่ยวกับเว็บไซต์ เอฟประทับใจในตัวของดิก จึงชวนดิกมาร่วมงานในฐานะซีอีโอเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในด้านธุรกิจ ดิกจึงกลายเป็นซีอีโอคนที่สามของบริษัททวิตเตอร์

ขณะที่องค์กรเริ่มเข้าที่เข้าทาง เอฟกับบิซก็เริ่มปวดหัวกับความเคลื่อนไหวภายนอกบริษัทของแจ็ค แจ็คพยายามนำเสนอตัวเองออกสื่อต่าง ๆ ราวกับว่ายังมีอำนาจในการบริหารอยู่ในทวิตเตอร์ และพยายามให้เครดิตตนเองว่าเป็นผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์นี้เพียงคนเดียวแต่ถูกเอฟเขี่ยออกจากบริษัท จนอดีตเพื่อนร่วมงานอย่างเอฟและบิซต้องออกมาปรามอยู่บ่อยครั้ง

แต่นั่นก็ไม่ร้ายแรงเท่าความพยายามที่จะเป็นคลื่นใต้น้ำเพื่อล็อบบี้คณะกรรมการในบริษัทให้เห็นว่าเอฟเองไม่เหมาะสมที่จะทำงานบริหารในทวิตเตอร์ แจ็คมักจะคิดว่า เขามีอะไรหลายอย่างที่เหมือนกับบุคคลระดับตำนานของสังคมไอทีอย่างสตีฟ จ็อบส์ ทั้งสไตล์การแต่งตัวที่มีลายเซ็นเป็นของตนเอง และยังรวมไปถึงการ “คัมแบ็ค” กลับมาที่บริษัทตนอย่างยิ่งใหญ่เหมือนที่สตีฟ จ็อบส์ เคยถูกบีบให้ออกจากบริษัท แล้วถูกดึงตัวกลับมาทำงานกับแอปเปิ้ลอีกรอบ 

ความพยายามที่จะกลับมามีอำนาจในอาณาจักรธุรกิจของทวิตเตอร์ของแจ็คก็สำเร็จ เขาสามารถโน้มน้าวให้บอร์ดบริหารปลดเอฟออกจากตำแหน่ง จนในปี ค.ศ. 2010 อีแวน วิลเลียมส์ ต้องลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ

และ แจ็ค ดอร์ซีย์ ก็ขึ้นเป็นซีอีโอของทวิตเตอร์จนถึงปัจจุบันนี้

 

ที่มา:

จากหนังสือ Hatching Twitter ของ นิค บิลตัน คอลัมนิสต์และผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์คไทมส์


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล

Related

เวอร์จิเนีย โอลิเวอร์: คุณทวดนักจับล็อบสเตอร์วัย 101 ปีที่ตั้งใจจะทำอาชีพนี้จนวันสุดท้ายของชีวิต

ชวนล ไคสิริ เลิกออกแบบตึก มาเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า POEM

แจ็ค ดอร์ซีย์ Twitter: โปรเจกต์มูลค่า 30,000 ล้านเหรียญฯ ที่ 2 ปีแรกรายได้เท่ากับ 0

ไบรอัน แมริออตตี : ซีอีโอบริษัท Funko ผู้ค้นพบวิธีการขายของให้เหล่าเด็กเนิร์ด

ชางเผิง เจา: จากเด็กปั๊ม-ขายเบอร์เกอร์ สู่ผู้ก่อตั้ง Binance แพลตฟอร์มซื้อขายเงินดิจิทัลอันดับ 1 ของโลก

ทีปกร โลจนะโกสินทร์ ปรับลุค Lotus ปั้น Omazz ครองใจคนสายนอน

ลอร์ดเกเบน: มหาเทพลดราคาเกม กลยุทธ์ดึงแฟนเดนตายจาก Steam

วรวิทย์ ศิริพากย์ รอดชีวิตจาก 9/11 มาปั้นแบรนด์สปา “ปัญญ์ปุริ”