Post on 24/10/2021

Hilton Sukhumvit Bangkok โรงแรมที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวความรักของ ‘เจย์’ และ ‘เดซี่’

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เดินเข้ามาในล็อบบี้ของโรงแรม ‘ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ’ (Hilton Sukhumvit Bangkok) แล้วจะพบกับ ‘รูปปั้น’ สีขาวแสนโมเดิร์นตั้งอยู่บริเวณโถงทางเดิน แต่น้อยคนนักจะรู้ว่ารูปปั้นหญิงสาวจูงสุนัข และรูปปั้นชายหนุ่มที่กำลังหันมองเธอมีเรื่องราวความรักอบอุ่นหัวใจซ่อนอยู่

ชายคนนี้คือหนุ่มอิตาเลียนผู้ชื่นชอบการเดินทางนามว่า ‘เจย์’ (Jay) ส่วนเธอคนนั้นคือสาวอเมริกันผู้รักการอ่านนามว่า ‘เดซี่’ (Daisy) และลูกสุนัขตัวโปรดของเธอที่ชื่อว่า ‘มะลิ’ (Mali) ทั้งสองออกเดินทางจากบ้านเกิด โดยมีจุดหมายปลายทางเดียวกันนั่นก็คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ ‘ประเทศไทย’

ในครั้งนี้เราจะได้ใช้เวลามองหาเรื่องราวความรักของพวกเขาที่อบอวลไปทั่วโรงแรม ท่ามกลางบรรยากาศอันเรียบหรู สไตล์อิตาเลียน-อเมริกันในฐานะ Business Hotel ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ และรายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำของเมืองหลวง ซึ่งบอกเลยว่า ใครที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศในราคาหลักพัน แต่ได้บริการระดับ 5 ดาวครบวงจร ไม่สามารถพลาดได้เลยกับ ‘โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ’

เจย์และเดซี่บริเวณล็อบบี้โรงแรม

ในบทความนี้เราจะพาไปพบกับ

  • Hilton แบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลก
  • ล็อบบี้โรงแรมกับเรื่องราวของเจย์และเดซี่
  • Hilton CleanStay มาตรการความสะอาดที่ลูกค้ามั่นใจ
  • King Executive Suite ห้องส่วนตัวแสนกว้างสไตล์นักธุรกิจ
  • High Tea เซตของว่างกับน้ำชาที่เปลี่ยนตามเทศกาล
  • In-room Dining ยกทุกความอร่อยมาเสิร์ฟถึงห้อง
  • สองห้องอาหารสไตล์อิตาเลียน-อเมริกัน
  • ดาดฟ้าท้ากล้อง
หน้าโรงแรม Hilton Sukhumvit Bangkok

Hilton แบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลก

โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ เป็นโรงแรมลำดับที่ 9 ของ ‘Hilton’ หนึ่งในแบรนด์โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย โดยปัจจุบัน โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 18 โรงแรมในเครือของ ‘AWC’ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่เพิ่งฉลองครบรอบ 2 ปี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2020 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสบริษัทเข้าจดทะเบียน และซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของโรงแรมอื่นในเครือ AWC ไม่ว่าจะเป็น ‘The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel’ ‘The Okura Prestige’ หรือ ‘Bangkok Marriott Hotel The Surawongse’ แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบบรรยากาศแบบคลาสสิก สไตล์นักธุรกิจแห่งเมืองกรุง โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอย่างฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ คือหนึ่งในตัวเลือกแรก

นอกจากราคาที่จับต้องได้ พร้อมบริการและอาหารเลิศรสครบจบในที่เดียว การเดินทางมายังฮิลตันก็ยังง่ายแสนง่ายด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ ไม่อยากลงพร้อมพงษ์ แต่อยากลงพร้อมเธอ ฮิ้ว ไม่ใช่! หากใครเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้า BTS ก็สามารถลงได้ที่สถานีพร้อมพงษ์ เดินเข้าซอยสุขุมวิท 24 จะพบกับโรงแรมฮิลตันตั้งอยู่ทางซ้ายมือ หรือใครมีรถก็สามารถนำรถเข้าจอดที่ชั้นใต้ดินได้เลย

ล็อบบี้โรงแรม Hilton Sukhumvit Bangkok

ล็อบบี้โรงแรมกับเรื่องราวของเจย์และเดซี่

บริเวณล็อบบี้เป็นสถานที่เปิดโล่ง มีพนักงานต้อนรับที่ยิ้มแย้มแจ่มใสคอยให้บริการอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ต้องบอกว่าประทับใจการบริการของพนักงานของฮิลตันทุกคน เพราะรู้สึกได้ถึงความใส่ใจและความเป็นกันเองมาก แถมตรงนี้ยังได้ลองใช้ปากกาของโรงแรมซึ่งเขียนดีจนต้องอุทานออกมา พนักงานต้อนรับเลยให้มา 2 ด้าม เป็นปากกาสีดำที่ด้ามทำจากกระดาษ (รักษ์โลกไปอีก)

เมื่อหันหลังให้ล็อบบี้ก็ถึงเวลาเดินเข้าไปพินิจพิจารณารูปปั้นที่กลายเป็นมาสค็อตของโรงแรมไปแล้ว อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า โรงแรมฮิลตันแห่งนี้อบอวลไปด้วยเรื่องราวความรักที่อบอุ่นของเจย์และเดซี่ พวกเขาคือชาวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อเริ่มต้นชีวิตและเริ่มต้นความรักครั้งใหม่

นั่นไง เดซี่กำลังจูงมะลิมาหาเจย์ที่กำลังนั่งรอเธออยู่ตรงเสา

เจย์ เป็นหนุ่มอิตาเลียนที่ชื่นชอบการเดินทาง เขามีความฝันที่จะเดินทางสำรวจทั่วทวีปเอเชีย โดยเลือกประเทศไทยเป็นหมุดหมายแรก ส่วนเดซี่ เธอเป็นสาวสังคมจากนิวยอร์กที่ตั้งใจจะย้ายมายังกรุงเทพมหานคร พร้อมหนังสือเล่มโปรดที่พกติดตัวมา และสุนัขพูเดิ้ลตัวโปรดชื่อว่า มะลิ โดยทั้งสองคนพบกันบนเรือระหว่างเดินทางมายังประเทศไทย

แต่เรื่องราวที่ชวนให้ผู้เข้าพักอมยิ้มไปตาม ๆ กันไม่ได้จบลงที่ล็อบบี้เท่านั้น เพราะเมื่อเราเดินไปยังบริเวณอื่นของโรงแรม เราก็จะได้เห็นพวกเขาทำกิจวัตรประจำวันด้วยกันเสมอ (ว่าง ๆ ก็ลองเดินตามหาพวกเขาดูได้)

ระหว่างเดินไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นห้องพัก เราจะพบกับนิทรรศการภาพของศิลปินอิตาเลียน ‘Saverio Lucci’ ที่มาจัดแสดงบริเวณชั้นล็อบบี้ โดยเขาใช้เทคนิคที่เรียกว่า ‘Encausto technique’ หรือ Encaustic painting ซึ่งเป็นวิธีโบราณในการผสมเม็ดสี (pigments) เข้ากับขี้ผึ้ง (beeswax) ในการสร้างสรรค์ผลงาน

ผลงานของ Saverio Lucci เกือบทุกชิ้นจะเป็นภาพหญิงสาวจ้องมองมายังผู้ชม เพื่อสื่อถึงความใกล้ชิดราวกับพวกเธออยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่อยู่ในภาพวาด ทั้งยังสื่อถึงภาวะที่ปราศจากความฟุ้งซ่านอีกด้วย

Hilton CleanStay มาตรการความสะอาดที่ลูกค้ามั่นใจ

ก่อนเข้าห้องพักเราจะสังเกตเห็นสติกเกอร์สีฟ้าเขียนว่า ‘Hilton CleanStay’ ติดอยู่บนประตู สิ่งนี้หมายความว่า ห้องพักได้รับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเป็นพิเศษตามมาตรการของโรงแรมเป็นที่เรียบร้อย โดยพนักงานทำความสะอาดจะติดสติกเกอร์ที่มีรอยประบนประตูหลังทำความสะอาดเสร็จ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเปิดเข้าไปก่อนลูกค้าจะเข้าพัก

แต่ในภาพคือเราถ่ายหลังจากที่ได้ลองเปิดเข้าไปแล้ว สติกเกอร์เลยขาดเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนบริเวณที่ทางโรงแรมทำความสะอาดและฆ่าเชื้อให้เป็นพิเศษได้แก่

  • ไฟ โคมไฟ สวิตช์ไฟ และแผงควบคุมระบบไฟภายในห้อง
  • มือจับและลูกบิดประตู
  • พื้นผิวในห้องน้ำ
  • แผงควบคุมอุณหภูมิห้อง
  • รีโมต โทรศัพท์ และนาฬิกา (รีโมตจะมีกระดาษที่เขียนว่า Hilton CleanStay พันเอาไว้ หากจะใช้ต้องแกะออกก่อน)
  • เตียงและผ้าปูเตียง
  • สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องน้ำ
  • โต๊ะและโต๊ะข้างเตียง
  • เตารีดและตู้นิรภัย
  • อาหารและเครื่องดื่ม

ครั้งนี้เราได้พักในห้อง ‘King Executive Suite’ จะใหญ่สะใจขนาดไหนกันนะ

King Executive Suite ห้องส่วนตัวแสนกว้างสไตล์นักธุรกิจ

แค่เดินเข้าโรงแรมก็ได้กลิ่นอายของความเป็นอิตาเลียน-อเมริกันแล้ว แต่เมื่อเข้ามาในห้องพักจะยิ่งได้ความเป็น Business Hotel เพิ่มเข้าไปอีก การตกแต่งภายในห้องใช้สีเอิร์ธโทนคู่กับไม้ ให้ความรู้สึกเรียบหรูดูแพง แถมแอร์ยังเย็นสะใจ มีแผงควบคุมอุณหภูมิอยู่ 2 แห่งคือบริเวณห้องรับแขกและห้องนอน

โซนแรกถูกแบ่งเอาไว้ใช้รับประทานอาหาร มี Mini Bar บริการอยู่ด้านข้าง พร้อมเครื่องทำกาแฟระบบแคปซูลจาก ‘Capristta’ และกาแฟจาก ‘Segafredo’ ไม่ว่าจะเป็น เอสเปรสโซ อินเทนโซ หรือดีแคฟ แต่หากใครไม่ใช่สาวกกาแฟ ทางโรงแรมก็มีชาเขียว และชุดกาน้ำชาพร้อมให้เสร็จสรรพ โดยชาที่ทางโรงแรมเลือกคือยี่ห้อ ‘Dilmah’ ชาซีลอนแท้จากศรีลังกา Dilmah Exceptional Ceylon Green Tea

นอกจากนี้ยังมีตู้เย็น น้ำดื่ม และแก้วไวน์ไว้บริการ หรือหากใครต้องการเครื่องดื่มประเภทอื่นก็สามารถโทรฯ หาทางโรงแรมได้ที่ ‘Magic Call Center’ โดยกดปุ่ม Magic หรือกดหมายเลข 0 ที่โทรศัพท์ ส่วนเมนูจะมี QR Code ให้สแกน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถดูเมนูได้ เผื่อออกไปเที่ยวอยากจะหาเมนูเอาไว้ในใจก่อน

โซนที่สองคือห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยโซฟาแสนนุ่ม เหมาะแก่การพักผ่อน หรือแม้กระทั่งเอนตัวลงนอนสักงีบ หากไปกันหลายคน พื้นที่ก็กว้างพอจะให้ทุกคนได้สังสรรค์กันอย่างเต็มที่แน่นอน

เมื่อเปิดประตูไปยังห้องติดกันก็จะพบกับห้องนอนและเตียงคิงไซส์ที่นุ่มสบายหลัง แถมยังมีโซฟาไว้บริการ เผื่อใครสักคนอยากจะพักผ่อนริมหน้าต่าง พร้อมชมวิวย่านสุขุมวิทไปด้วย

นอกจากนี้ระบบไฟภายในห้องยังมีโหมด ‘Night’ เป็นการเปิดไฟที่ติดตามทางเดิน เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถมองเห็นพื้นได้ในยามค่ำคืน และด้วยไฟที่ติดอยู่ต่ำจึงไม่ต้องกลัวว่าแสงไฟจะสะท้อนเข้าตา เรียกว่าสะดวกสบาย และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นที่สุด

วิวนอกหน้าต่างของชั้น 24

ภายในห้องนอนยังมีโซนทำงานที่ต้องบอกว่าครบเซตและเป็นโต๊ะทำงานที่จริงจังมาก ปลั๊กไฟก็มีหลาย Type พร้อมช่องเสียบสาย USB เพื่อรองรับการใช้งานของแขกจากหลายประเทศ

แต่การที่โต๊ะทำงานอยู่ข้างเตียงก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะความนุ่มของเตียงที่ได้ลองสัมผัสจะเรียกร้องให้เรากระโดดลงไปนอนจนไม่เป็นอันทำงานเลย

มุมนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่หลายคนคงชื่นชอบ เพราะสามารถมองทะลุเข้าไปยังห้องน้ำได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะกระจกส่วนนี้มีม่านเลื่อนขึ้น-ลงได้ โดยผู้ที่ควบคุมคือคนที่อยู่ในห้องน้ำ ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวแน่นอน ส่วนใครชอบความโรแมนติกก็ลองดูกันว่าจะจัดการกับม่านอย่างไรดี

ส่วนทางขวามือเป็นทางเข้าไปยังห้องน้ำ มีโซนแต่งตัวและตู้เสื้อผ้า ซึ่งให้บริการทั้งเตารีด และไดร์เป่าผม ตัวไดร์จะถูกใส่เอาไว้ในถุงผ้า และนำเข้าไปวางในตะกร้าในตู้อีกที นอกจากนี้ยังมีรองเท้าสลิปเปอร์หลบอยู่ด้วย อย่าลืมไปเปิดเอามาใช้กัน

บริเวณห้องน้ำกว้างใหญ่มาก มีอ่างอาบน้ำที่สามารถแช่ไปมองบรรยากาศภายในห้องนอนไปด้วยได้ ส่วนใต้อ่างน้ำก็มีเก้าอี้ยาว และเครื่องชั่งน้ำหนักบริการ อุณหภูมิของน้ำสามารถปรับความร้อน-ความเย็นได้ทั้งที่อ่างน้ำล้างหน้า และฝักบัวในห้องอาบน้ำ ซึ่งฝักบัวจะมี 2 แบบคือ ฝักบัวธรรมดา และ Rain Shower แต่ก่อนจะเลือกใช้ต้องดูสัญลักษณ์การเปิด-ปิดให้ดี หมุนผิดชีวิตเปลี่ยน อาจจะเปียกทั้งตัวได้

ส่วนโถสุขภัณฑ์จะตั้งอยู่แยกกัน มีประตูปิดมิดชิด แถมยังเป็นระบบไฟฟ้ามีปุ่มกดให้เลือกคำสั่งมากมาย สามารถปรับอุณหภูมิฝารองนั่ง หรือแม้กระทั่งความแรงของน้ำได้ตามต้องการ

High Tea เซตของว่างกับน้ำชาที่เปลี่ยนตามเทศกาล

สำรวจห้องพักเสร็จแล้วก็ได้เวลาประเดิมของหวานที่ทางโรงแรมเตรียมเอาไว้นั่นก็คือเซต ‘High Tea’ โดย High Tea ของฮิลตันจะเปลี่ยนคอนเซปต์ไปตามเทศกาล ในเดือนตุลาคมนี้ High Tea ถูกจัดมาภายใต้คอนเซปต์วันฮาโลวีน ประกอบไปด้วยของหวานสุดน่ารักหลายอย่าง ทั้งสตรอว์เบอร์รี่ชุบไวท์และดาร์กช็อกโกแลต มาการอง ทาร์ตผลไม้ และลิ้นจี่

(ก่อนหน้านี้เคยมีเซต High Tea ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักของเจย์และเดซี่ด้วย)

High Tea คอนเซปต์วันฮาโลวีน

In-Room Dining ยกทุกความอร่อยมาเสิร์ฟถึงห้อง

หิวเมื่อไหร่ก็กดหา Magic Call Center หมายเลข 0 ได้ที่โทรศัพท์ทุกเครื่อง โดยทางโรงแรมให้บริการทั้งอาหารไทยและอาหารต่างชาติ สามารถสแกนเมนูได้ที่ QR code บริเวณโต๊ะทำงาน จะขึ้นมาให้ดูทั้งเมนู In Room Dining รวมไปถึงเครื่องดื่ม และเมนูพิเศษประจำเดือน สามารถสั่งได้ถึงเวลา 20.30 น.

ในครั้งนี้เราสั่งเครื่องดื่มไป 4 อย่างคือ น้ำแตงโมปั่น น้ำมะพร้าว (ที่ยกมาทั้งลูก) Virgin Pina Colada และ The Mojito ซึ่งสองอย่างสุดท้ายรสชาติดีเลยทีเดียว

ส่วนอาหารจานหลักที่เราสั่งมามีทั้งแซลมอนย่าง (Pan seared salmon) พาสต้า (AOP – Aglio Olio Peperoncino) รวมไปถึงอาหารไทย คอหมูย่าง เนื้อย่างจิ้มแจ่ว และต้มข่าซีฟู้ด พร้อมข้าวสวย ซึ่งรสชาติอร่อยถูกใจคนไทยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อย่างที่นิ่มและนุ่ม กับคอหมูย่างที่หมักมาอย่างดีจนความอร่อยเข้าเนื้อไปแล้ว

Pan seared salmon แซลมอนย่างชิ้นใหญ่สะใจ ต้องชื่นชมการย่างที่พอดี ทำให้เนื้อของแซลมอนไม่แห้งและยังมีความฉ่ำอยู่ ส่วนหนังปลาก็กรอบ มีความหอมอยู่ในปาก

คอหมูย่างที่ดีทั้งรสสัมผัสและรสชาติ สั่งมาหนึ่งจานแทบจะต้องแย่งกันกิน ส่วนน้ำจิ้มก็รสชาติดี กลมกล่อม แต่สำหรับคนไทยอาจจะเผ็ดน้อยไปหน่อย

ต้มข่าซีฟู้ดรสชาติกลมกล่อมถูกใจ แต่ต้องสั่งข้าวสวยแยกเอง เพราะไม่มีรวมในเมนู

ของหวานขึ้นชื่อของโรงแรม ‘Black & White Garden’ มีครีมรสหวานอยู่ตรงกลาง ด้านล่างมีเบอร์รี่รสเปรี้ยวไว้ตัดความหวาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังตัดได้ไม่เยอะ เพราะโอริโอ้ช่วยเพิ่มความหวานเข้าไปอีก ด้านบนตกแต่งด้วยดอกไม้และช็อกโกแลต รวมถึงขนมปังที่มีรสสัมผัสนิ่มและอร่อย แต่โดยรวมต้องบอกว่า ค่อนข้างหวานเลยทีเดียว

สองห้องอาหารสไตล์อิตาเลียน-อเมริกัน

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ห้องอาหารของโรงแรมไม่ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มที่ โดยโรงแรมฮิลตันมีห้องอาหารหลักอยู่ 2 แห่ง คือ ห้องอาหาร ‘Mondo’ ตั้งอยู่ชั้นล็อบบี้ และ ‘Scalini’ ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับรับประทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์

เมื่อลงจากลิฟต์แล้วเลี้ยวไปทางขวา เราจะได้เจอกับพนักงานที่รอให้บริการด้วยรอยยิ้มอยู่หน้าทางเข้าห้องอาหาร Mondo แต่ก่อนจะเข้าไป เราขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องของเจย์และเดซี่กันเล็กน้อย

ระหว่างการเดินทางมายังประเทศไทย เจย์ได้นำกระเป๋าเดินทางหลายใบติดตัวมาด้วย โดยกระเป๋าเหล่านั้นได้ถูกจัดเรียงไว้ที่หน้าห้องอาหาร Mondo อย่างที่เห็นในภาพ นอกจากนี้ เจย์และเดซี่ยังนำสูตรขนมและอาหารของโปรดในวัยเด็กมาจากประเทศบ้านเกิด เพื่อแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ชิมกันด้วย

บรรยากาศภายในห้องอาหาร Mondo 

ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้เข้าพักต้องทำการจองที่นั่งล่วงหน้า เพื่อลดความหนาแน่นของคนในห้องอาหาร หรือหากไม่สะดวกรับประทานที่ห้องอาหาร ทางโรงแรมก็มีบริการสั่งขึ้นไปรับประทานบนห้องเช่นกัน

บริเวณหน้าห้องอาหาร Scalini ที่ชั้น 2 ของโรงแรม

อาหารเช้าจะให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-10.30 น. ในวันธรรมดา โดยจะมีบุฟเฟ่ต์เมนูทั่วไปให้เลือกตัก ทั้งเมนูไข่ โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว ซุป อกไก่ เบคอน ไส้กรอก ไปจนถึงซีเรียล ของหวาน และน้ำผลไม้หลายชนิด

มีเชฟยืนให้บริการอยู่ตลอดเวลา รอไม่นาน กลับมาอีกทีก็ได้กินไข่ดาวและออมเล็ตร้อน ๆ จากกระทะแล้ว

ชอบความที่น้ำผลไม้มีหลายแบบให้เลือก ไม่ได้มีแค่น้ำส้มอย่างเดียว ใครที่อยากดื่มน้ำสับปะรด แอปเปิล แตงโม หรือผลไม้อื่น ๆ ก็เชิญมาช้อปที่โซนนี้ได้

ดาดฟ้าท้ากล้อง

และแล้วก็ถึงส่วนสุดท้ายของโรงแรม ดาดฟ้าที่เห็นวิวตึกอันสวยงามของย่านสุขุมวิท เหมาะจะเป็นสถานที่นั่งชิล ตั้งวงสนทนา และถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง

ใครที่อยากได้มุมสวย ๆ ต้องรีบมาจับจองกัน ด้านหลังมองเห็นห้างเอ็มโพเรียมด้วย

นอกจากวิวตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ ที่เหมาะแก่การถ่ายภาพแล้ว ทางโรงแรมยังมีบริการสระว่ายน้ำและฟิตเนสสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกายยามว่าง แต่หากใครจะมาใช้บริการสระว่ายน้ำกับฟิตเนสจะต้องจองล่วงหน้า เพราะมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้งาน

เป็นอย่างไรบ้างกับบรรยากาศช่วงค่ำบนชั้นดาดฟ้า มีใครเห็นเจย์กับเดซี่บ้างไหม?

หากตอนกลางคืนมองไม่เห็น กลับมาตอนเช้าก็ได้เจอเจย์และเดซี่นั่งอาบแดดกันอยู่พอดี เดซี่ยังคงรักการอ่านเช่นเคย หากเห็นเธอที่บริเวณอื่นของโรงแรมก็ลองสังเกตดูนะว่า เธอพกหนังสือไปด้วยเหมือนเดิมหรือเปล่า

ฟิตเนสของโรงแรมสามารถเห็นวิวกรุงเทพฯ ได้จากทั้งสองฝั่ง ซึ่งต้องบอกว่าสวยและสบายตามาก

หากใครที่กำลังมองหาที่พักระดับ 5 ดาวใจกลางกรุงเทพฯ และห้องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความเป็น Business Hotel สไตล์อิตาเลียน-อเมริกันดูคลาสสิกอยู่ โรงแรม ‘ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ’ สามารถตอบโจทย์นั้นได้เป็นอย่างดี

หรือหากใครสนใจเรื่องราวความรักของเจย์และเดซี่ก็สามารถแวะมาที่โรงแรมฮิลตันได้เสมอ ลองมาแชะภาพคู่พวกเขา และตามหาเรื่องราวอันอบอุ่นที่แอบซ่อนอยู่ตามชั้นต่าง ๆ ของโรงแรมกัน

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ:

The People

Hilton Sukhumvit Bangkok


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Related

ไบรอัน เมย์: ‘(52665) Brianmay’ ดวงดาวนำทางชีวิต ของนักดนตรีที่ใช้ปิ๊กเป็นเหรียญหกเพนนี

แว่นวิดีโอ: ร้านขายหนังเถื่อน ผู้ส่งต่อวัฒนธรรมหนังนอกกระแสให้แก่สังคมไทย 

วิลสัน: จากโรงงานบรรจุเนื้อ สู่บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาที่สร้าง ‘ลูกบอลเพื่อนรัก’ ของคนติดเกาะใน ‘Cast Away’

เชฟ ‘อันโดนี หลุยส์ อดูริซ’ เจ้าของร้าน Mugaritz ที่ได้ 2 มิชลินสตาร์และทำเมนูซูชิจาก ‘รา’ (ที่กินได้)

พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล: จากนักร้องดูโอ สู่นักแสดงโกอินเตอร์ที่ได้กระทบไหล่ 007 ใน ‘The Misfits’

Voice of Baceprot: ร็อกไปให้พระเจ้าได้ยิน วงเมทัลหญิงสวมฮิญาบที่แต่งเพลงขอพระเจ้าเล่นดนตรี

อิญญากิ โกดอย (Iñaki Godoy) เด็กชายวัย 18 ผู้กลายเป็นว่าที่เจ้าแห่งโจรสลัด ‘ลูฟี่’ จาก ‘One Piece’

Frankie Valli – Can’t Take My Eyes Off You: เบื้องหลังเพลงรักคู่ป็อปคัลเจอร์ ที่ถูกคัฟเวอร์มากกว่า 300 เวอร์ชัน