Post on 07/12/2018

ฮิโรชิ โอชิมะ ทูตญี่ปุ่นผู้ทำแผนสงครามหลุดไปถึงฝ่ายสัมพันธมิตร

วันที่ 7 ธันวาคม 1941 กองทัพญี่ปุ่นได้ลอบโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฐานทัพเรือสหรัฐฯ ที่ฮาวายในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยที่กำลังของสหรัฐฯ ไม่ทันได้เตรียมตัวรับมือ ทำให้เกิดความความสูญเสียครั้งใหญ่ เรือรบและเครื่องบินกว่าครึ่งถูกทำลาย มีผู้เสียชีวิตกว่าสองพันราย กลายเป็นชนวนที่ชักนำสหรัฐฯ เข้าสู่สมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่ก่อนหน้านั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรรวมถึงสหรัฐฯ (ที่ขณะนั้นยังวางตัวเป็นกลาง) น่าจะรู้ก่อนแล้วว่า ญี่ปุ่นมีแผนที่จะโจมตีสหรัฐฯ จากการถอดรหัสข้อมูลที่ได้จากการดักสัญญาณโทรเลขของ “ฮิโรชิ โอชิมะ” ทูตญี่ปุ่นประจำเยอรมนี

“สหภาพโซเวียตสามารถถอดรหัสข้อมูลโทรเลขของกระทรวงการต่างประเทศที่มีไปถึงทูตญี่ปุ่นในเยอรมนีซึ่งเผยถึงความตั้งใจของญี่ปุ่นที่จะทำสงครามกับสหรัฐฯ ทั้งนี้จากข้อมูลในเอกสารที่ถูกลดชั้นความลับของ NKVD หน่วยข่าวกรองก่อนยุค KGB [ของโซเวียต]” ตอนหนึ่งของรายงานข่าวของ The Japan Times เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2004 ระบุ

โทรเลขฉบับดังกล่าวสั่งให้ โอชิมะเข้าไปอธิบายกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีและโจอาคิม ฟอน ริบเบนทรอป (Joachim von Ribbentrop) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแบบลับๆ ว่า การเจรจาระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ไม่คืบหน้าไปไหน และญี่ปุ่นอาจจะทำสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ เร็วกว่าที่คาดกันไว้

รายงานของสื่อญี่ปุ่นชี้ว่า โซเวียตซึ่งเป็นหนึ่งในฝ่ายสัมพันธมิตรหลังเข้าร่วมสงครามในช่วงต้นปี 1941 น่าจะถอดรหัสข้อมูลดังกล่าวได้ก่อนวันที่ 27 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ขณะที่สหรัฐฯ น่าจะถอดรหัสได้ในวันที่ 1 ธันวาคม ราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์

ฮิโรชิ โอชิมะ เป็นลูกหลานตระกูลซามูไรจากกิฟุ พ่อของเขา ฮิโรชิ เคนอิจิ เคยเป็นรัฐมนตรีสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาเดินตามรอยพ่อด้วยการเข้าโรงเรียนทหาร และได้ดิบได้ดีในฐานะทูตทหารโดยเริ่มรับตำแหน่งทูตทหารประจำกรุงเบอร์ลินตั้งแต่ปี 1934 เขาสามารถพูดภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว และมีความสนิทสนมกับผู้นำระดับสูงของนาซี

หลังฝ่ายสัมพันธมิตรประกาศสงครามกับนาซี ฝ่ายข่าวกรองของสหรัฐฯ พยายามดักข้อมูลการสื่อสารของนาซีและญี่ปุ่น และสามารถถอดรหัสการสื่อสารทางการทูตของญี่ปุ่นได้บางส่วนตั้งแต่ก่อนสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโดยเฉพาะข้อมูลโต้ตอบของโอชิมะกับฝ่ายนาซี ว่ากันว่าลำพังปี 1943 เพียงปีเดียว สหรัฐฯ สามารถอ่านข้อมูลที่ออกมาจากโอชิมะได้กว่า 400 ชิ้น (The New York Times)

ข้อมูลที่สหรัฐฯ สามารถอ่านได้ก็มีเช่นกรณีที่ฮิตเลอร์บอกกับโอชิมะในช่วงเดือนกันยายน 1943 ว่าแผนการพัฒนาจรวด V1 และ V2 ต้องล่าช้าออกไปเพราะได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร และเดือนต่อมาก็บอกถึงสถานการณ์ที่กองทัพนาซีต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับในการรบกับโซเวียต ซึ่งฮิตเลอร์บอกว่าเขาไม่ได้กังวลกับเรื่องดังกล่าว

การรู้ข้อมูลของฝ่ายตรงข้ามสร้างความได้เปรียบในการรบให้กับทางสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก จอร์จ มาร์แชล (George Marshall) อดีตเสนาธิการกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามจึงได้เตือน โธมัส ดิวอี (Thomas Dewey) ผู้อดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันในปี 1944 ถึงความสำคัญดังกล่าว หลังได้ข่าวว่าดิวอีเตรียมยกเรื่องที่รัฐบาลละเลยข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามที่ได้จากการถอดรหัสขึ้นมาโจมตีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะนั้น

มาร์แชลกล่าวว่า ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการของฮิตเลอร์ในยุโรปที่ทางสหรัฐฯ ได้มาล้วนได้มาจากโอชิมะ ทูตญี่ปุ่นประจำเบอร์ลิน ซึ่งหากเรื่องนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นการเมืองล่วงรู้ไปถึงฝ่ายตรงข้ามก็จะทำให้พวกเขาเปลี่ยนช่องทางการสื่อสาร

หลังได้รับคำเตือนดิวอีตัดสินใจไม่ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาโจมตีรูสเวลต์ และการเลือกตั้งครั้งนั้นก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของดิวอี แต่ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็สามารถอ่านข้อมูลลับของฝ่ายญี่ปุ่นได้จนจบสงครามโดยที่โอชิมะเองก็ไม่รู้ว่าเขาคือผู้ทำความลับของรัฐบาลญี่ปุ่นรั่วไหล

ทั้งนี้ มีทฤษฎีสมคบคิดที่เชื่อกันว่า รูสเวลต์รู้ดีว่าญี่ปุ่นเตรียมตัวที่จะ “โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อไหร่” แต่รูสเวลต์จงใจเพิกเฉย เพราะเขาตั้งใจที่จะเข้าสู่สงครามแต่แรกแต่ยังหาเหตุไม่ได้จนกระทั่งถูกญี่ปุ่นโจมตีในครั้งนั้น อย่างไรก็ดีข้อมูลสนับสนุนทฤษฎีดังกล่าวก็ยังค่อนข้างไร้น้ำหนัก ที่มีน้ำหนักก็คือ สหรัฐฯ คาดหมายได้ว่าญี่ปุ่นเตรียมจะทำสงครามกับตน แต่ไม่ถึงขนาดรู้ว่าการโจมตีจะเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อไหร่แน่

“เขาไม่ทันได้ตั้งตัวเลยกับเรื่องนี้” จีน เอ็ดเวิร์ด สมิธ (Jean Edward Smith) ผู้เขียนชีวประวัติของรูสเวลต์กล่าวกับ NPR “บันทึกที่มีมันชัดเจน ไม่มีหลักฐานการเคลื่อนทัพของญี่ปุ่นเข้าสู่เพิร์ลฮาร์เบอร์ที่ตกมาถึงมือวอชิงตัน”


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

จอห์น เฮเวน อีเมอร์สัน พัฒนา “ปอดเหล็ก” ที่มาเครื่องช่วยหายใจ ช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด

ริกิโดซัง มวยปล้ำเชื้อสายเกาหลี ฮีโรผู้ปลุกความเชื่อมั่นให้ญี่ปุ่น

แอนาคาร์ซิส นักปรัชญาชาวซิเธียน เจ้าของคำพูด “กฎหมายเหมือนใยแมงมุม”

แอนดรูว์ คาร์เนกี ไลฟ์โค้ชเศรษฐี ชี้ทางรวยอย่างไรไม่ให้คนเกลียด

อนาคาริกธรรมปาละ ผู้ริเริ่มชิงอำนาจดูแล “พุทธคยา” จากชาวฮินดู

หง ซิ่วเฉวียน (อ้างเป็น) น้องพระเยซู ใช้คริสต์ผสมขงจื้อ ต้านราชวงศ์ชิง

โจว ต้ากวน ทูตจีนผู้อ้างว่า ช่างไม้ชาวจีนเป็นคนสร้างนครวัด

ควีนแอนน์ ประมุขอังกฤษคนสุดท้ายที่ใช้อำนาจแทรกแซงรัฐสภา