Post on 20/01/2021

มิสึอิ ฮิซาชิ: ผู้พยายามชนะอดีตและลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งเพราะคำว่า “ห้ามละทิ้งความหวัง จนถึงวินาทีสุดท้าย”

ในการแข่งขันบาสเก็ตบอลชิงแชมป์ทั่วประเทศญี่ปุ่น ระดับมัธยมฯ ตอนปลาย รอบที่ 2 เทคโนซังโน พบกับ โชโฮคุ 

โชโฮคุเจอเกมกดดันในครึ่งหลัง โดยไม่รู้ตัว ทีมโดนกดดันจากทีมแชมป์ตลอดกาลอย่างเทคโนซังโนจนถูกขึ้นนำ 60-36 คะแนนทิ้งห่างจนน่าสิ้นหวังสำหรับทีมที่ตามอยู่ โดยเฉพาะทีมหน้าใหม่บนเวทีชิงแชมป์ทั่วประเทศอย่างโชโฮคุ

ในขณะที่พวกเขากำลังจะถอดใจ ความหวังเล็ก ๆ เริ่มกลับมาอีกครั้ง จากลูกบ้าสู้ไม่ถอยของซากุรางิ ฮานามิจิ ที่รีบาวด์ลูกแล้วลูกเล่าเพื่อช่วยสร้างโอกาสให้กับทีม

และอีกคน คือ ชายที่กำลังจะหมดแรงในสนามคนหนึ่ง…

ขณะที่ชายหนุ่มหมดแรงจนแทบสิ้นสติ จากการถูกประกบติดแจของผู้เล่นจากทีมเทคโนซังโน ในการแข่งขันบาสเก็ตบอลชิงแชมป์ทั่วประเทศระดับมัธยมฯ ตอนปลาย 

ชายคนนี้คือ มิสึอิ ฮิซาชิ มือชู้ตสามแต้ประจำทีมของโชโฮคุ ที่แม้จะแค่พยายามวิ่งให้ทันเกมที่หนักหน่วงนี้ เรี่ยวแรงก็เกือบหมดก๊อกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเขานั้น ‘อ่อนซ้อม’ จากอดีต MVP ระดับจังหวัดในการแข่งขันบาสเก็ตบอลสมัยมัธยมฯ ต้น แต่ด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรังตั้งแต่สมัยเรียนปี 1 ตามมาด้วยความเจ็บปวดหัวใจที่กลับคืนสู่สนามอย่างเต็มกำลังไม่ได้เสียที เขาจึงหันหลังจากบาสเก็ตบอลแล้วเข้าสู่วงการอันธพาล

และนั่น ทำให้เขาห่างหายจากการฝึกฝนอยู่เป็นปี แม้ว่าจะเคยรำพึงกับตัวเองว่า ที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้กลับมาจับลูกบาสฯ แต่เขาก็ไม่เคยสูบบุหรี่ แล้วทำไมกำลังวังชาในการเล่นบาสฯ มันหายไปไหนหมด มันหายไปในระดับที่ถูกคู่แข่งดูถูกว่า หมดแรงขนาดนี้ ยังจะฝืนอยู่ในเกมนี้ต่ออีก

แต่ในที่สุด เสียงหนึ่งที่ดึงเขาออกจากภวังค์ของอาการเหนื่อย นั่นคือเสียงสัมผัสที่บางเบาของลูกบาสฯ กับห่วง สำหรับนักบาสฯ แล้ว มันคือเสียงที่ไพเราะกว่าเสียงไหน ๆ มิสึอิ บรรจงวางลูกชู้ตสามแต้ม (จากความช่วยเหลือในการรีบาวด์ของซากุรางิ) ลูกแล้วลูกเล่า จนในที่สุดโชโฮคุ ตีตื้นเทคโนซังโนได้ในที่สุด

ท้ายที่สุดปลายเรื่องของ Slam Dunk (ผลงานมังงะของ ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ) ทุกคนรู้ว่าโชโฮโคกวาดทุกทีเด็ดโค่นล้มราชาอย่างซังโนได้ในที่สุด และมิสึอิคือผู้ทำแต้มรวมสูงสุดของฝั่งโชโฮคุ

แต่ตอนจบของเรื่อย ด้วยสติของเขาในขณะนั้น ไม่อาจรู้เลยว่า เขาจะจำห้วงเวลาที่ยิ่งใหญ่นั่นได้ไหม

นี่คือเรื่องราวของ มิสึอิ ฮิซาชิ ชายผู้ที่พยายามเอาชนะอดีต ผู้พยายามชนะอดีตและลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งเพราะคำว่า “”ห้ามละทิ้งความหวัง จนถึงวินาทีสุดท้าย”

 

เวลาที่เหลือ 20 นาที ตอนเริ่มเกม ทุกอย่างยังดีอยู่

“ห้ามละทิ้งความหวัง จนถึงวินาทีสุดท้าย” 

คือคำพูดของอาจารย์อันไซ โค้ชบาสเก็ตบอลประจำโรงเรียนโชโฮคุ พูดกับนักเรียนมัธยมฯ ต้นคนหนึ่งซึ่งเป็นนักบาสเก็ตบอลฟอร์มดี ในขณะที่เขากำลังแข่งในนัดชิงชนะเลิศระดับจังหวัด ทีมของเขากำลังประสบกับภาวะที่ลำบาก แต่คำพูดคำนั้นส่งพลังบวกให้เขาสู้ต่อ จนทีมโรงเรียนพิชิตชัยและเขาได้เป็นนักบาสฯ MVP (ผู้เล่นทรงคุณค่า) ในทัวร์นาเมนต์นั้นในที่สุด

“นับจากวินาทีนั้น ฉันอยากเล่นบาสฯ ภายใต้ความดูแลของเขา เลยตกลงใจสมัครเข้า ม.ปลายโชโฮคุ ที่มีอาจารย์อันไซอยู่” – มิสึอิ

มิสึอิ กลายเป็นนักบาสฯ ไฟแรงทันทีที่เข้ามาที่โชโฮคุ และเหมือนว่าทีมนี้น่าจะไปได้ดี เมื่อในทีมมีทั้ง MVP อย่างมิสึอิ และอาคางิ ทาเคโนริ นักบาสฯ ที่แม้จะไม่โดดเด่นเท่ามิสึอิ แต่หากขัดเกลาให้ดี อาคางิ จะเปล่งประกายได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ ทั้งสองคนจึงต้องเผชิญหน้ากัน เพื่อหาว่าใครจะเป็นแกนกลางของทีม

การแข่งซ้อมอย่างจริงจังนี้ ทำให้มิสึอิบาดเจ็บที่ขา เขาเข้าโรงพยาบาลไม่ทันครบกำหนด กลับมาอีกครั้ง กลายเป็นว่ารอบนี้บาดเจ็บยาวเลย จนดูเหมือนเขาหันหลังให้วงการนี้ไปแล้ว

 

เวลาที่เหลือ 10 นาที ชีวิตที่เกือบสิ้นหวังที่กลับมาได้

เสน่ห์หนึ่งการ์ตูนบาสเก็ตบอลยุค 90 อย่าง Slam Dunk ก็คือตัวละครหลัก 5 คนในทีมพระเอกอย่างโชโฮคุ ที่ประสานจุดเด่นและข้อแตกต่างได้อย่างลงตัว ในทีมมี เซ็นเตอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง อาคางิ ทาเคโนริ (ปี 3), ชูตติงการ์ดผู้เล่นวงนอกที่ถนัดยิงลูก 3 คะแนน มิสึอิ ฮิซาชิ (คำว่า มิสึอิ 三井 ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า สามบ่อน้ำ) (ปี 3), พอยน์การ์ดผู้คล่องแคล่ว มิยางิ เรียวตะ (ปี 2), สมอลฟอร์เวิร์ดผู้เล่นตัวบุกมือดีอย่าง รุคาว่า คาเอเดะ (ปี 1) และพาวเวอร์ฟอเวิร์ดจอมรีบาวนด์ตัวเอกของเรื่อง ซากุรางิ ฮานามิจิ (ปี 1)

แต่ก่อนจะรวมทีมกันได้ขนาดนี้ ชมรมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนเกือบจะปิดตัวเพราะมิสึอิพาพวกบุกชมรมบาสฯ เพราะเหตุต่อเนื่องจากการวิวาทกับมิยางิ เรียวตะ – ผู้ที่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมทีมเขาในเวลาต่อมา

ในวันที่มิสึอิหันสู่เส้นทางนักเลง เขากับพรรคพวกเคยไปรุมซ้อมเรียวตะ แล้วเรียวตะเล็งต่อยแต่มิสึอิโดยไม่สนหมัดและเท้าของคนอื่นที่ประเคนเข้ามาจนทั้งคู่สลบและไปพักฟื้นที่โรงพยาบาล มิสึอิผูกใจ เมื่อฟื้นตัวจึงบุกมาลุยเรียวตะและชมรมบาสฯ อีกรอบ ซึ่งหากทางโรงเรียนรู้เรื่องนี้ ย่อมมีเหตุให้ปิดชมรมนี้แน่นอน

แต่เพราะทุกคนช่วยกันพยายามรักษาชมรมนี้ไว้ และในระหว่างการวิวาทในโรงยิมฯ ดูเหมือนสถานการณ์นี้จะเปลี่ยนมิสึอิให้กลับมาเป็นคนของชมรมได้ แค่อาจารย์อันไซที่เขาเคารพเดินเข้ามาในโรงยิม ความรู้สึกเดิม ๆ ของมิสึอิก็กลับมา เขาอยากกลับมาเล่นบาสฯ อีกครั้ง นี่คือความรู้สึกที่เขาเปิดใจกลับโค้ชอันไซและฉุดเขาขึ้นมาจากขอบเหว

 

เวลาที่เหลือ 5 นาที ความรู้สึกผิดในอดีตที่กลับมาหลอกหลอน

แม้ว่าเขาจะกลับมาได้อีกครั้ง แต่การห่างหายจากการฝึกซ้อมทำให้กำลังของมิสึอิไม่ค่อยอยู่ตัว ไม่ฟิตและหมดแรงในช่วงท้ายเกมบ่อย ๆ แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่สวยงาม ทำให้หลายครั้งเขาคือตัวโจ๊กเกอร์สำคัญในการแข่งขันในหลายนัด โดยเฉพาะนัดที่เจอกับทีมสุดแกร่งระดับจังหวัดอย่าง โชโย เพื่อหาทีมเข้าไปแข่งลีก 4 ทีมรอบชิงเพื่อคัดทีมประจำจังหวัด ไม่ใช่นัดที่ง่ายเลย

“เป็นชูตเตอร์มือฉมังเชียวหละ ตอนนั้น (สมัยมัธยมฯ ต้น) คงเป็นจุดสูงสุดของมิสึอิ แต่ตอนนี้ไม่มีพิษสงมากมายขนาดนั้นแล้ว” นี่คือคำปรามาสของผู้เล่นคู่แข่งจากโชโยที่ยั่วโทสะของมิสึอิเป็นอย่างมาก

แต่ในขณะที่ทีมเสียเปรียบอยู่นั้น มิสึอิได้งัดฟอร์มเก่งขึ้นมาด้วยการทำคะแนนไป 12 คะแนนในเวลา 2 นาทีกว่า ๆ (เป็นลูกชู้ต 3 คะแนน 3 ลูกด้วยกัน) ทำให้ทีมพลิกชนะแล้วเข้ารอบลีกชิงชนะเลิศระดับจังหวัดในที่สุด

แต่ถ้าถามว่า นี่คือฟอร์มการเล่นที่ดีของมิสึอิแล้วหรือยัง สำหรับตัวเขาเอง เขาคิดอยู่เสมอว่า ในอดีตเขาเก่งกว่านี้มาก และความไม่ฟิตมันคอยหลอกหลอนเขาเสมอมาโดยเฉพาะกับการแข่งนัดสุดท้ายเพื่อชิงตั๋วไปแข่งขันระดับประเทศกับทีมคู่รักคู่แค้นอย่างเรียวนัน แม้ว่าท้ายที่สุดโชโฮคุจะเอาชนะไปได้ แต่ช่วงท้ายเกมมิสึอิหมดแรงในระดับที่สลบกลางสนาม

“ให้ตายสิ ทำไม่เราใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างนี้นะ” เสียงรำพึงที่มาพร้อมกับน้ำตาของเขาเมื่อสติกลับมา ทำให้เขารู้สึกผิดกับอดีตที่ละทิ้งบาสเก็ตบอล พร้อมกับคำถามตัวโตที่ติดไปกับเขาพร้อมกับการการเดินทางไปแข่งขันในระดับประเทศ…เขาดีกว่าในอดีตได้หรือยัง

“ความเสียหายอย่างยิ่งใหญ่ที่ผมสามารถชดใช้ให้พวกเขาได้ ก็คือพาทีมเข้าสู่ระดับประเทศเท่านั้น”

 

เวลาที่เหลือ 1 วินาที เหนือกว่าอดีตมากจนเกินพอ

แล้วสรุป มิสึอิในวันที่เข้าร่วมทีมโชโฮคุและมีส่วนพาทีมเข้ารอบสุดท้ายระดับประเทศ เขาดีกว่าในอดีตเมื่อครั้งเป็น MVP ไหม?

มิสึอิอาจจะเป็นตัวแทนคนอีกหลายคนในวันที่รู้สึกว่าตัวเองเกิดภาวะที่เรียกว่า Imposter Syndrome ที่เป็นอาการของคนไม่มั่นใจที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง หลายคนอาจจะเคยมีความรู้สึกแบบนี้ และเมื่อย้อนไปมองตัวเองในอดีตกลับทำให้รู้สึกว่าตัวเองดีกว่าปัจจุบัน ทำให้เรา ‘ด้อยค่า’ ความเป็นตัวเราเองในวันนี้

แต่คำพูดของคนที่เขาเคารพที่สุด อาจารย์อันไซ ได้พูดถึงเขาในนัดที่พบกับเทคโนซังโน ในตอนที่รุ่นน้องตัวสำรองในทีมถามว่า สมัยมิสึอิเป็น MVP ตอน ม.ต้น เก่งกว่าตอนนี้หรือเปล่า อาจารย์ตอบว่า

“มิสึอิคุงน่ะ…เขายังเชื่อได้ไม่สนิทใจว่า ตัวเขาเองจะมีความสำคัญต่อทีมอย่างแท้จริง ไม่สิ ตอนที่เขาหวนกลับมาเล่นบาสใหม่ ๆ เขาอาจจะยังเชื่อมั่นอยู่ก็ได้ แต่ยิ่งเมื่อเขาได้สัมผัสกับจุดด้อยที่เกิดจากการละทิ้งบาสฯ ไปช่วงหนึ่งเข้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เขาหมดความมั่นใจลงไปทุกขณะ แต่ตอนนี้ ถึงเวลาที่จะเชื่อมั่นในตัวเองแล้ว…

“ตัวเธอในขณะนี้เหนือกว่าอดีตมากจนเกินพอแล้วหละ”

กลับมาในช่วงหลังของเกมที่พบกับเทคโนซังโน ในขณะที่สติเขากำลังจะหมดลงเพราะหมดแรง เขาได้ถามผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามว่า รู้ไหมว่าเขาเป็นใคร ?

“เออ ตูนี่หละ มิสึอิ ชายผู้ไม่ยอมหดหัวเลิกล้มอะไรง่าย ๆ” ก่อนที่จะบรรจงชู้ตลูกสามคะแนนเข้าห่วงอีกครั้ง (และอีกครั้ง)

ความไม่ท้อถอย ไม่หมดความหวังอะไรง่าย ๆ จนกว่าจะสิ้นสุดนาทีสุดท้ายนี้แหละคือ สปิริตของชายผู้วิ่งหนีอดีตเพื่อเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิม-มิสึอิ ฮิซาชิ


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล

Related

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จากเด็กล้างจาน สู่นักเตะยอดเยี่ยม PFA ผู้ทุ่มเทเพื่อลิเวอร์พูล

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ติ่งเจอร์ราร์ด โคตรเด็กหงส์ที่รั้วบ้านติดกับสนามซ้อม ผู้ฝันจะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีก

ลาซิโอ ทีมรักของเหล่าขวาจัดฟาสซิสต์ นิยมมุสโสลินี

ฮิวงะ โคจิโร จากกัปตันซึบาสะ เสือร้ายผู้ใช้ฟุตบอลถีบตัวเองให้พ้นจากความยากจน

แกเร็ธ เบล โปรกอล์ฟในคราบนักฟุตบอลพันล้าน ชายผู้โดนแฟนบอลด่าเพราะไปออกรอบ

“สแตน สมิธ” กับเรื่องราวของเทนนิสสู่รองเท้าระดับตำนานของอาดิดาส “บางคนคิดว่าผมเป็นรองเท้า”

เดริก ดูแกน ผู้ริเริ่มแปะโฆษณาบนอกเสื้อทีมแรกในวงการบอลอังกฤษ

จอน มอสส์ กรรมการพรีเมียร์ลีก ยอดนักฟังตัวยงกับอาชีพหลัก “เปิดร้านเเผ่นเสียง”