Post on 23/12/2019

ไฮเปเชีย ปัญญาชนหญิงที่ถูก “ผู้ศรัทธา” ล่าแม่มดเป็นคนแรก 

ไฮเปเชีย นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาขณะถูกทารุณกรรมโดยสาวกของสังฆราชแห่งอเล็กซานเดรีย

ก่อนหน้าปี 330 ก่อนคริสตกาลไม่นาน อเล็กซานเดอร์มหาราชสามารถพิชิตตอนเหนือของอียิปต์ได้สำเร็จ และได้แต่งตั้งให้ ทอเลมี ที่ 1 โซเทอร์ (Ptolemy I Soter) หนึ่งในแม่ทัพของตนขึ้นปกครอง พร้อมกับตั้งเมืองขึ้นที่ปากแม่น้ำไนล์และให้ชื่อแก่เมืองนั้นว่า “อเล็กซานเดรีย”

ทอเลมี (ซึ่งภายหลังได้ขึ้นเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์) ได้สร้างวิหารแห่งเทพีมิวส์ (เทพีผู้อุปถัมป์ศิลปินและนักประพันธ์) อันโด่งดังแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย หรือที่รู้จักกันในนามว่า “มิวเซียมแห่งอเล็กซานเดรีย” (Alexandrian Museum) ขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าในยุคโบราณ ทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านศิลปวิทยาการของโลกมายาวนาน (ห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรียก็เป็นส่วนหนึ่งของมิวเซียม) แม้จะตกอยู่ใต้อำนาจของจักรวรรดิโรมัน ก่อนที่ศาสนาคริสต์จะก้าวขึ้นมาเป็นศาสนาหลักของจักรวรรดิในกาลต่อมา

ไฮเปเชีย (Hypatia) เป็นบุตรีแห่ง ทีออน (Theon) นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์คนสุดท้ายของมิวเซียมแห่งอเล็กซานเดรียแห่งนี้ ซึ่งเสื่อมถอยเรื่อยมานับแต่ยุคคลีโอพัตราที่แย่งอำนาจกับน้องชายจนมิวเซียมโดนลูกหลงไปด้วย เมื่อตกอยู่ใต้อำนาจของโรมัน ห้องสมุดของสถาบันก็ถูกทำลายโดยชาวคริสต์เป็นระยะ 

เธอเกิดในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งและไม่เอื้ออำนวยต่อการใฝ่หาคำตอบของโลกในเชิงวิทยาศาสตร์ (เธอน่าจะเกิดราวปี ค.ศ. 355 บ้างก็ว่า ค.ศ. 370) ก่อนที่ภูมิปัญญาอันล้ำค่าของกรีกโบราณจะสูญหายไปจากโลกตะวันตกในระยะเวลาไล่เลี่ยกับความตายของเธอ (แต่ก็ยังพอหลงเหลืออยู่ในฝั่งโรมันตะวันออกและโลกอาหรับ) 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 4 ชาวคริสต์ที่เคยถูกกดขี่โดยผู้ปกครองโรมันมาหลายร้อยปี กลายมาเป็นศาสนิกที่ได้รับการอุปถัมภ์จากจักรพรรดิโรมัน ส่วนผู้นับถือเทพเจ้าอื่นนอกเหนือจากพระเจ้าองค์เดียวตามความเชื่อของชาวคริสต์ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เมื่อไม่ได้รับการอุดหนุนจากทางการ และความแตกแยกทางศาสนาในยุคนั้นก็มักจะนำไปสู่การปะทะด้วยความรุนแรง

ไฮเปเชียซึ่งน่าจะเป็นลูกสาวคนเดียวของทีออน ปัญญาชนที่มีอิทธิพลสูงสุดของเมือง ได้กลายเป็นศิษย์เอกที่เก่งที่สุดของเขา และว่ากันว่า ภายหลังเธอน่าจะมีความสามารถเหนือกว่าพ่อของเธอเอง แม้ว่าเอกสารหลักฐานผลงานของเธอจะไม่เหลือหลักฐานมาถึงปัจจุบัน แต่บุคคลร่วมสมัยก็ได้กล่าวถึงงานของเธอทั้งในด้านทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ เรขาคณิต และดาราศาสตร์ ชื่อเสียงของเธอทำให้ผู้คนทั่วจักรวรรดิเดินทางมาศึกษากับเธอถึงอเล็กซานเดรีย ไม่ว่าจะเป็น ชาวคริสต์ ชาวยิว หรือ เพแกน (มักหมายถึงผู้นับถือเทพเจ้าอื่นที่มีอยู่มากมายนอกเหนือจากพระเจ้าองค์เดียวตามอย่างชาวคริสต์หรือชาวยิว)

นับได้ว่า ไฮเปเชีย คือนักวิทยาศาสตร์หญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนหน้า มารี คูรี (Marie Curie) นักฟิสิกส์หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล (ปี 1903 ร่วมกับสามีในสาขาฟิสิกส์ และอีกครั้งในปี 1911 ในสาขาเคมี) 

ในส่วนลัทธิความเชื่อ ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าไฮเปเชียบูชาเทพเจ้า หรือพระเจ้าองค์ไหนเป็นพิเศษหรือไม่? แต่รู้กันว่าเธอเป็นผู้เชื่อในลัทธิเพลโตนิยมใหม่ (neoplatonism-เป็นสำนักปรัชญากรีกกลุ่มสุดท้ายที่ก่อตัวในช่วงศตวรรษที่ 3 โดยนักปรัชญาที่ชื่อโพลตินุส [Plotinus]) ซึ่งถูกชาวคริสต์มองว่าเป็นเพแกน เช่นเดียวกับกลุ่มผู้นับถือเทพเจ้าอื่น ๆ 

ในช่วงชีวิตของเธอ เกิดการปะทะทางความเชื่อขึ้นหลายครั้ง เมื่อชาวคริสต์หัวรุนแรงพากันทำลายวิหารและรูปเคารพเทพเจ้าของเพแกน ซึ่งตามความเชื่อของชาวคริสต์พิธีกรรมดังกล่าวถือเป็นความชั่วอย่างหนึ่ง การใช้ความรุนแรงของพวกเขาจึงนับว่า “ชอบธรรม” ขณะที่ฝ่ายเพแกนก็ไม่ได้งอมืองอเท้าให้ชาวคริสต์เล่นงาน ทำให้การปะทะของทั้งสองกลุ่มความเชื่อทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ 

ไฮเปเชียเองก็มิได้เป็นแต่เพียงนักวิชาการ หรือนักปรัชญาผู้ใฝ่หาเหตุผลเท่านั้น เธอยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองในอเล็กซานเดรียอีกด้วย เห็นได้จากข้อความที่ เฮซิชิอุส ชาวยิว (Hesychius the Jew) ลูกศิษย์คนหนึ่งของเธอได้กล่าวถึงเธอเอาไว้ว่า 

“ใต้ผ้าคลุมแห่งนักปรัชญาเดินฝ่าเมฆหมอกกลางเมือง เธออธิบายงานเขียนของเพลโต อริสโตเติล หรือนักปรัชญาต่อสาธารณะให้กับใครก็ตามที่พร้อมจะรับฟัง…เหล่านักปกครองล้วนต้องปรึกษาเธอก่อนในการบริหารกิจการต่าง ๆ ของเมือง” (UCSC)

ไฮเปเชียจึงเป็นคนดังประจำเมืองที่ชาวคริสต์มองว่าเป็นแบบอย่างของผู้มีค่านิยมและอุดมคติที่ต่างกับตน ทำให้เธอตกเป็นเป้าของความเกลียดชังของกลุ่มหัวรุนแรงที่มีอำนาจรัฐหนุนหลัง แม้ว่าเธอเองจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งต่อชาวคริสต์โดยตรงก็ตาม

ความตึงเครียดทางศาสนาเข้มข้นขึ้น เมื่อ บาทหลวงซิริล (Cyril) ได้ขึ้นเป็นสังฆราชแห่งอเล็กซานเดรีย (ภายหลังยังได้รับการยกฐานะเป็นนักบุญ) เมื่อเขาใช้อำนาจในฐานะผู้นำชาวคริสต์ในการประหัตประหารชาวยิว จนชาวยิวนับหมื่นต้องลี้ภัยไปต่างเมือง ก่อนที่จะหันมาเล่นงานกลุ่มผู้ถือลัทธิเพลโตนิยมใหม่ โดยบีบบังคับให้ละทิ้งความเชื่อนั้นแล้วหันมานับถือศาสนาคริสต์ แม้ว่า โอเรสทีส (Orestes) ผู้ปกครองโรมันแห่งอียิปต์ที่นับถือคริสต์ และเป็นศิษย์คนหนึ่งของไฮเปเชียจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

การที่ไฮเปเชียผู้มีสถานะโดดเด่นที่สุดในกลุ่มผู้ถือลัทธิเพลโตนิยมใหม่ปฏิเสธที่จะหันมานับถือศาสนาคริสต์ และยังเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองสูง ทำให้ชาวคริสต์หัวรุนแรงยอมรับไม่ได้ ดังที่ โสคราตีส สโคลาสติคุส (Socrates Scholasticus) นักประวัติศาสตร์ชาวคริสต์ในศตวรรษที่ 5 ได้บรรยายเหตุการณ์อันนำไปสู่ความตายของเธอในปี 415 เอาไว้ว่า 

“คนทั้งปวงล้วนเคารพและชื่นชมในหัวใจที่หนักแน่นต่อความสมถะของเธอ นั่นทำให้เธอตกเป็นที่ริษยาและเกลียดชัง และด้วยเหตุที่เธอมักได้พบปะและคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งกับโอเรสทีส (ผู้ปกครองโรมันแห่งอเล็กซานเดรีย) ประชาชนจึงกล่าวหาเธอว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้บิชอป (ซิริล) กับโอเรสทีสไม่อาจเป็นมิตรต่อกัน กล่าวโดยย่อ คนโง่เง่าไร้สติที่เป็นผู้นำในคราวนี้มีชื่อว่า ปีเตอร์ ผู้อ่านคัมภีร์แห่งโบสถ์นั้น (reader-เป็นตำแหน่งที่จำเป็นในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้หนังสือ) ได้เห็นหญิงผู้นี้ (ไฮเปเชีย) เดินทางมาจากที่หนหนึ่งหนใด จึงได้พากันฉุดเธอลงจากรถม้า พวกเขานำตัวเธอไปยังโบสถ์ที่ชื่อว่า ซีซาเรียม (Caesarium) พวกเขาถอดเสื้อผ้าของเธอออกจนเปลือยเปล่า แล้วจึงถลกหนัง ฉีกเนื้อเธอเป็นชิ้น ๆ ด้วยเปลือกหอยที่คมกริบ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเธอหมดลง พวกเขาเฉือนร่างเธอออกเป็นท่อน ๆ แล้วนำชิ้นส่วนเหล่านั้นไปยังสถานที่ที่เรียกว่า ซินารอน (Cinaron) แล้วเผามันที่นั่น” 

 

ไฮเปเชียกลายเป็นเหยื่อความรุนแรงจากแรงศรัทธาอันมืดบอด หลังการตายของเธออเล็กซานเดรียก็ยิ่งตกต่ำลง เมื่อปัญญาชนที่ศึกษาภูมิปัญญากรีกโบราณพากันลี้ภัยไปยังดินแดนอื่น บิชอปซิริลเองถูกตั้งคำถามว่า เขามีส่วนโดยตรงต่อการฆาตกรรมอันโหดร้ายดังกล่าวด้วยหรือไม่? ด้านโอเรสทีสได้รายงานเรื่องนี้ไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงขึ้นไปและพยายามสอบสวนคดี แต่ก็ล้มเหลวเนื่องจากหาพยานไม่ได้ สุดท้ายเขาเองก็ต้องลาออกและลี้ภัยไปเช่นกัน 

 

*หมายเหตุ ชื่อบทความที่ใช้คำว่า “คนแรก” ในที่นี้ เพื่อขยายความคำว่า “ปัญญาชนหญิง” ซึ่งในโลกโบราณปรากฏค่อนข้างน้อย มิได้หมายความว่า เธอคือ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น “แม่มดคนแรกในประวัติศาสตร์” แต่อย่างใด


ผู้เขียนเนื้อหาด้านประวัติศาสตร์ สังคม และต่างประเทศ

Related

เจ้าหญิงลูอีส พระราชธิดาหัวขบถแห่งราชวงศ์อังกฤษ

จอห์น เอฟ เคนเนดี: ปมปริศนากระสุน 3 นัด กับคดีลอบสังหารผู้นำสหรัฐฯ บันลือโลก

แฮร์รี ฮูดินี vs เซอร์ อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ : เพื่อนสนิท แตกคอเพราะเรื่องผีและภรรยา

มาร์ติน แวน บูเรน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ทำให้ “โอเค” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

พอซาเนียส ชู้รักผู้สังหาร ฟิลิป บิดาอเล็กซานเดอร์มหาราช

เบื้องหลังแท้จริงของคดีฆาตรกรรม ‘แคทเธอรีน เจโนวีส’ ที่มีพยานรู้เห็น 38 คน แต่กลับไม่มีผู้ช่วยเหลือ

เอ็นโซ เฟอร์รารี ผู้สร้าง Ferrari พระเสาร์ผู้กลืนกินบุตรของตนเอง

“หวัดดีเบลล์” อเล็กซานเดอร์ แกรห์ม เบลล์ ชายที่ทำให้ฝันในการส่งเสียงทางไกลผ่าน ‘โทรศัพท์’ เป็นจริง