Post on 04/10/2021

Il Mare: จดหมายรักของสองเรา กับการปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความสัมพันธ์

/ บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง Il Mare (2000) /

ขณะที่ ‘Squid Game’ (2021) กำลังโด่งดังถึงขีดสุด ขนาดที่ ‘เท็ด ซารานดอส’ (Ted Sarandos) ซีอีโอร่วมของ Netflix ยังเอ่ยว่า ซีรีส์เรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกตลอดกาล ผู้รับบทตัวเอกของเรื่องอย่าง ‘ลี จุง-แจ’ (Lee Jung-jae) ก็กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรับชมภาพยนตร์โรแมนติกเรื่องแรก ๆ ของเกาหลีที่เข้าฉายในประเทศไทยอย่าง ‘Il Mare – ลิขิตรัก ข้ามเวลา’ (2000) ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนึ่งในผลงานอันยอดเยี่ยมของลี จุงแจเท่านั้น เพราะ ‘จอน จี-ฮยอน’ (Jun Ji-hyun) ยัยตัวร้ายจาก ‘My Sassy Girl’ (2001) และผู้รับบท ‘อาชิน’ ใน ‘Kingdom: Ashin of the North’ (2021) ก็เป็นตัวเอกของเรื่องนี้ด้วย

เรียกได้ว่า Il Mare (อิล มาเร่) เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติก-แฟนตาซีที่เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของสองนักแสดงแนวหน้าของวงการเกาหลี ทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มรู้จัก และเปิดใจให้กับวงการบันเทิงของประเทศเกาหลีใต้มากขึ้น ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่ไม่หวือหวา แต่มีทั้งอารมณ์สุข เศร้า เหงา และอบอุ่นคละเคล้ากันไป ประกอบกับเรื่องราวความรักที่ชวนติดตามของชายหญิงที่รู้จักกันข้ามมิติเวลา ผ่านการเขียนจดหมายและส่งของแทนใจด้วยตู้ไปรษณีย์สีแดงหน้าบ้านอิล มาเร่ ก็คงจะทำให้ผู้ชมเผลออมยิ้มกันได้ตลอดทั้งเรื่อง

แต่นอกจากเนื้อหาและตัวบทที่แสนละมุน บรรยากาศของบ้านอิล มาเร่ ยังชวนให้คนดูดื่มด่ำไปกับความเปล่าเปลี่ยวของ ‘ฮัน ซุง‑ฮยอน’ (Han Sung‑hyun รับบทโดย ลี จุง-แจ) สถาปนิกหนุ่มลูกชายเจ้าของบ้านอิล มาเร่ และ ‘คิม อุน-จู’ (Kim Eun‑ju รับบทโดย จอน จี-ฮยอน) นักพากย์สาวที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เช่นกัน แต่คนละช่วงเวลา

กระแสน้ำที่ขึ้นลงอยู่รอบบ้านที่ตั้งอย่างมั่นคงสามารถเปรียบเปรยได้กับหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอและลาจาก หรือความรักที่ไม่แปรเปลี่ยนโดยมีกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความสัมพันธ์ ทั้งหมดนั้นคือการเดินทางไปบนความเศร้าและความสุข ณ บ้านริมฝั่งน้ำแห่งนี้

ริมฝั่งน้ำ พร่ำเพ้อละเมอครวญ

ฮัน ซุง‑ฮยอน ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านอิล มาเร่เป็น ‘รายแรก’ แต่เขากลับได้พบจดหมายของคิม อุน-จู หญิงสาวที่บอกว่าตนเอง ‘อยู่มาก่อน’ และกำลังรอคอยจดหมายสำคัญจากใครคนหนึ่งอยู่ แรกเริ่มนั้นทั้งสองต่างไม่เข้าใจ และคิดว่าอีกฝ่ายหลอกลวง เนื่องจากปีที่ระบุในจดหมายแตกต่างกันถึง 2 ปี โดยซุง‑ฮยอนอาศัยอยู่ในปี 1997 ส่วนอุน-จู ลงท้ายจดหมายด้วยปี 1999 แต่จากการบอกเหตุการณ์ในอนาคตได้ถูกต้องของอุน-จู ทั้งเรื่องหิมะตก และไข้หวัดใหญ่แพร่ระบาด จึงทำให้ความเชื่อใจของทั้งคู่เกิดขึ้นทีละน้อย

สองคนเหงาที่เพิ่งช้ำรักกันมาเริ่มทำความรู้จักกันผ่านจดหมายที่เมื่อนำไปใส่ในตู้ไปรษณีย์สีแดงหน้าบ้าน มันจะถูกส่งผ่านกาลเวลาไปหากันและกัน แต่เรื่องราวในภาพยนตร์ไม่ได้เสนอให้เห็นแต่เพียงมุมมองความรักอันแสนโรแมนติกเท่านั้น เพราะบทเศร้าของเรื่องก็ทำให้เราย้อนมองความสัมพันธ์ และทบทวนการใช้ชีวิตได้เช่นกัน

“เราทรมานใจ เพราะว่ารักดำเนินต่อไป โดยยังคงฝังใจอยู่ หาใช่เพราะมันจากไปไม่”

อุน-จู บอกกับซุง‑ฮยอน ผ่านจดหมาย เธอพร่ำเพ้อถึงรักเก่าที่จะไม่มีวันกลับมา

“การมีความรักแล้วสูญเสียมันไปให้คนอื่น ย่อมจะดีกว่าการที่ไม่เคยมีความรักเอาสะเลยเป็นไหน ๆ”

ซุง‑ฮยอนตอบกลับเธอเช่นนั้น เพราะตัวเขาเองก็เลิกรากับแฟนไป ทั้งยังต้องอยู่ห่างไกล เนื่องจากอีกฝ่ายเลือกจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่สำหรับเขาแล้ว การทุ่มเททำอะไรสักอย่างในความสัมพันธ์อย่างเต็มที่ย่อมดีกว่าการไม่เคยทำอะไรเพื่อมันเลย

แต่นอกจากการพร่ำเพ้อถึงรักเก่าของอุน-จู ฝ่ายซุง‑ฮยอนเองก็มีเรื่องให้คร่ำครวญเช่นกัน โดยเรื่องของเขาเกี่ยวข้องกับพ่อผู้ทิ้งเขาไปตั้งแต่อายุได้เพียง 7 ขวบ นั่นทำให้เขาเลือกจะออกห่างจากพ่อของตนมาโดยตลอด กระทั่งพ่อเสียชีวิตลง

“ใครทุกคนที่ผมรักมักจะอยู่ไกลเกินเอื้อมทั้งนั้น และผมปวดร้าวเมื่อคิดถึงคนเหล่านั้น”

ความเจ็บปวดที่สุดอาจไม่ใช่การสูญเสียพ่อไปตลอดกาล แต่มันคือการรับรู้ว่า ตัวเขาเป็นคนที่พ่อให้ความรักและความสำคัญอยู่เสมอ มันช่างน่าเสียดายที่เขาไม่เคยตอบรับมันเลยกระทั่งถึงวันที่สายไป

บ้านอิล มาเร่ คือผลผลิตจากความรักของพ่อที่ต้องการส่งต่อให้กับลูกชาย ซึ่งซุง‑ฮยอนรับรู้มันหลังจากที่อุน-จูส่งหนังสือของพ่อเขามาให้จากในอนาคต

“ความอบอุ่นและความสุขสบายของบ้านอิล มาเร่ เกิดจากความรักที่สะสมอยู่ภายในตัวของมันเองจากผู้ที่อาศัยอยู่ รักมาสู่เราในหลาย ๆ รูปแบบ แต่มันก็เหมือน ๆ กันทั้งนั้น ฉันหวังว่าหนังสือของพ่อคุณ จะทำให้คุณเข้าใจท่านได้ดียิ่งขึ้น”

หากเปรียบตัวบ้านเป็นความรัก สายน้ำที่พัดขึ้นลงรอบบ้านคงเป็นการพบเจอและลาจาก ครั้งนี้สายน้ำของพ่อพัดออกไปไกลแล้ว เหลือแต่เพียงโคลนตมและตัวบ้านที่ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลาอย่างมั่นคง นั่นคงจะเป็นตัวแทนความรักของทุกความสัมพันธ์ที่ไม่จางหาย แต่กว่าจะถึงจุดนั้น กาลเวลาและการส่งจดหมายคือเครื่องพิสูจน์ความสัมพันธ์ของทั้งสองในหนังเรื่องนี้

จดหมาย สื่อรักที่ค่อยเป็นค่อยไป

การชมภาพยนตร์เรื่อง Il Mare ทำให้นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘Pen Friend’ หรือเพื่อนทางจดหมาย ซึ่งถือเป็นการเปิดโลกกว้างของผู้คนในยุคที่จดหมายยังเป็นช่องทางติดต่อสำคัญ การส่งจดหมายให้กับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ข้อความในจดหมายที่กลั่นกรองมาอย่างดี และเขียนอย่างตั้งใจต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้จดหมายมีคุณค่าและมีความสำคัญ

กว่าจะเขียนจดหมายออกมาได้สักฉบับ คนเขียนต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะเขียนอะไร และเขียนอย่างไรให้ดี นั่นจึงบ่งบอกถึงความใส่ใจที่ผู้เขียนมีให้ต่อผู้รับ ทั้งยังแฝงไปด้วยตัวตนของคนเขียน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขัน ทัศนคติ หรือประสบการณ์ชีวิตที่เลือกนำมาแลกเปลี่ยน

การอ่านจดหมายของซุง‑ฮยอน และอุน-จูจึงเป็นการเรียนรู้กันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้จดหมายแตกต่างจากการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้า พวกเขาเข้าไปอยู่ในชีวิตของกันและกัน และเข้าไปอยู่ในความรู้สึกของกันและกัน บางครั้ง ซุง‑ฮยอนก็ไม่อาจนำตัวเองขึ้นมาจากความดื่มด่ำระหว่างอ่านจดหมายได้ ความรู้สึกของเขาลงลึกไปเรื่อย ๆ จากความผูกพัน จนเมื่ออุน-จูพร่ำเพ้อถึงคนรักเก่า เขาจึงไม่อาจเลี่ยงที่จะเจ็บปวดไปด้วย

แต่นอกจากความทุกข์ที่มาบ้างหายบ้าง อีกสิ่งหนึ่งที่จดหมายทำหน้าที่ได้ดีคือ การอยู่เป็นเพื่อนใจในวันที่ต่างฝ่ายต่างเหงา ซุง‑ฮยอนและอุน-จู แลกเปลี่ยนกิจกรรมกันทำผ่านจดหมายแต่ละฉบับ โดยหวังเพียงให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นในวันที่เลวร้าย

การแบ่งปันทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ขึ้น

ในเวลาที่ต่างกันถึง 2 ปี ทั้งสองได้เดินทางไปยังสถานที่ที่กันและกันเคยไป รวมถึงทำกิจกรรมที่อีกฝ่ายแนะนำ เรียกได้ว่าถึงตัวจะห่างไกล แต่การแบ่งปันดังกล่าวกลับทำให้ใจใกล้กันมากขึ้น

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า หากอยากรู้จักใครสักคน ให้ลองไปฟังเพลงที่เขาฟัง หรือบางคนอาจบอกให้ลองอ่านหนังสือที่เขาอ่าน กล่าวโดยง่ายว่า หากอยากรู้จักใคร ให้ลองทำในสิ่งที่เขาทำดู แล้วเราจะได้เรียนรู้ตัวตนของคน ๆ นั้นมากขึ้น เช่นเดียวกับที่อุน-จูเผยว่า เธอรู้สึกเหงาเวลาอยู่คนเดียวในอิล มาเร่ เธอจึงเลือกจะไปสวนสนุกเพื่อหาความตื่นเต้น แต่ในจดหมายฉบับนี้ เธอได้ชวนซุง‑ฮยอน ไปสวนสนุกด้วย

แรกเริ่มนั้น ซุง‑ฮยอน ไม่แน่ใจว่าจะทำตามที่อุน-จูแนะนำดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเขากลับค้นพบความสนุก และช่องทางระบายความเหงาที่ยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับที่อุน-จูได้ค้นพบความสงบจากการเดินเล่นบนถนนเส้นเดียวกับซุง‑ฮยอน ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในภาพยนตร์เท่านั้น แต่ในชีวิตจริง ใครหลายคนอาจเคยเดินทางไปยังสถานที่แห่งความทรงจำเพื่อระลึกถึงคนสำคัญ การทำกิจกรรมที่เคยทำ การอยู่ในที่ที่เคยอยู่ อาจทำให้ช่องว่างระหว่างเวลา หรือระยะทางหดสั้นลงบ้าง หรืออย่างน้อยก็ทำให้หายคิดถึงใครคนนั้น

เรื่องราวของผู้อาศัยในบ้านอิล มาเร่ดำเนินต่อไปบนความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ซุง‑ฮยอนและอุน-จูตัดสินใจพบกัน แต่น่าเสียดายที่คนใน ‘อนาคต’ ไม่อาจจดจำคนใน ‘อดีตได้’ นั่นก็เพราะอุน-จูในปี 1998 ที่ซุง‑ฮยอนเจอ เธอยังไม่เลิกกับแฟน และยังไม่ได้ย้ายเข้ามาในอิล มาเร่ ทำให้ซุง‑ฮยอนกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไร้ตัวตน

จนถึงช่วงท้ายของเรื่อง อุน-จูได้รับรู้ความจริงจากเพื่อนของซุง‑ฮยอนว่า เขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในวันที่เขาตั้งใจจะไปหาเธอ แน่นอนว่าอุน-จู ใจสลาย เธอรีบกลับไปยังตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านอิล มาเร่ เพื่อส่งจดหมายเตือนซุง‑ฮยอนไม่ให้เขามาหาเธอ ซึ่งต้องบอกว่า ความรู้สึกบีบหัวใจในตอนนั้น เข้ากับเพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง ‘Must Say Goodbye’ เป็นอย่างยิ่ง 

If you belong in this world

/ ถ้าคุณยังคงอยู่บนโลกใบนี้ /

Then I know we’ll take the step to every road

/ ฉันรู้ว่าเราสองคนจะก้าวด้วยกันในทุกเส้นทาง / 

Now alone, I realize you’re far ahead

/ ตอนนี้เหลือแค่ฉันคนเดียว ฉันรับรู้ได้ว่าคุณจากไปไกลแสนไกล /

Without knowing you were there still in my heart

/ โดยที่คุณไม่รู้เลยว่า คุณยังคงอยู่ในหัวใจฉัน /

Must say goodbye แค่ในวันที่ไม่มีเธอบนโลกใบนี้

I know we must say goodbye

/ ฉันรู้ว่าเราสองคนคงต้องจากกัน /

We must say goodbye 

/ เราต้องร่ำลาจากกัน /

ท่อนฮุคของเพลง ‘Must Say Goodbye’ อาจฟังดูเศร้าสร้อย และมีสัญญาณของการลาจาก แต่คำลานี้จะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อยู่เคียงข้างกันบนโลกใบนี้อีกแล้ว ซึ่งนั่นไม่ใช่สำหรับความสัมพันธ์ของซุง‑ฮยอน และอุน-จู

จากคนที่ ‘ถูกที่’ แต่ ‘ผิดเวลา’ กาลเวลากลับกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักของทั้งสอง และผลลัพธ์ก็แตกต่างจากท่อนสุดท้ายของเพลง ซุง‑ฮยอนกล่าวว่า “ถ้าผมไม่โผล่ไปในอีก 2 ปีข้างหน้า แสดงว่าเราไม่ใช่เนื้อคู่กัน” แต่ในที่สุดเขาก็ปรากฏตัวต่อหน้าอุน-จู ที่กำลังจะย้ายออกจากบ้านอิล มาเร่ ในเวลาที่ ‘ใช่’ เสียที

ทั้งหมดคือเรื่องราวความสัมพันธ์ที่มีกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งอาจฟังดูใช้เวลานานสักหน่อย แต่ในบางครั้ง การรอคอยก็ไม่ทำให้ใครผิดหวัง และในทางกลับกัน หากการรอคอยนั้นไม่ให้อะไรกลับมา การเวลาก็ยังทำหน้าที่ของมัน นั่นก็คือการนำคนที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต และพัดพาคนใหม่ ๆ เข้ามา จนกว่าใครสักคนที่จริงใจต่อกันจะข้ามผ่านกาลเวลามาปรากฏตัวตรงหน้าในที่สุด

ติดตาม Instagram ของ The People ได้ที่ https://www.instagram.com/thepeoplecoofficial/

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ: https://www.imdb.com/title/tt0282599/ 


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Related

The Current War: สื่อ ทุนนิยม และศีลธรรม เกมส์การต่อสู้ทางธุรกิจของเวสติงเฮาส์และเอดิสัน

รีวิวเทศกาลดนตรี Cat Expo 7: ชูสามนิ้ว พายุฝน และแถวคนยาวเหยียด

What Did You Eat Yesterday?: “เมื่อวานคุณทานอะไรเหรอครับ” จากมังงะชายรักชายสู่ซีรีส์ทำอาหารสุดละมุน 

Supernova: ประคองโลกไว้ในอ้อมกอดก่อนดวงดาวแห่งชีวิตจะดับสูญ

รีวิวคอนเสิร์ต PENGUIN VILLA WHY FLY? เมื่อเพนกวิน ‘บินได้’ เพราะเสียงเพลง

รีวิวคอนเสิร์ต ชอว์น เมนเดส ครั้งที่สองในไทย “ปาดผมทีสะเทือนใจสาวทั้งฮอลล์”

Twilight Over Burma ความหวังของแสงที่อาจจะมาแทน ‘สิ้นแสงฉาน’ ในวันรัฐประหารของพม่า

โฆเซ การ์เรรัส กับคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในไทย “สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีชีวิต”