Post on 01/10/2021

Indiana Jones: เบื้องหลังตัวละครที่ตั้งชื่อตามสุนัข และพล็อตเรื่องสวนท้อของซุนหงอคงที่ไม่ได้ใช้จริง

ภาพยนตร์ซีรีส์ ‘Indiana Jones – ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า’ ยังคงเป็นภาพยนตร์แนวผจญภัยที่ครองใจคนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน และใครหลายคนก็คงจะคุ้นตากันดีกับภาพชายหนุ่มผู้มาพร้อมหมวกฟีโดรา เหน็บแส้เอาไว้ที่เอว และสวมเสื้อเชิ้ตเปรอะฝุ่นที่ปลดกระดุมเม็ดบนเอาไว้ตลอดเวลา เขาคนนี้คือนักโบราณคดีที่มีชื่อว่า ‘เฮนรี วอลตัน โจนส์ จูเนียร์’ (Henry Walton Jones, Junior) หรือที่รู้จักกันในนาม ‘อินเดียน่า โจนส์’ (Indiana Jones) รับบทโดย ‘แฮร์ริสัน ฟอร์ด’ (Harrison Ford)

อินเดียน่า โจนส์ ออกฉายมาแล้วทั้งหมด 4 ภาค และภาค 5 กำลังจะออกฉายในปี 2022 โดยมีแฮร์ริสัน ฟอร์ด ในวัย 77 ปีกลับมารับบท ‘อินดี้’ คนเดิม ส่วนผู้กำกับในภาค 5 ได้เปลี่ยนตัวจาก ‘สตีเวน สปีลเบิร์ก’ (Steven Spielberg) ที่กำกับ 4 ภาคแรกเป็น ‘เจมส์ แมนโกลด์’ (James Mangold) ผู้เคยฝากผลงานกำกับไว้ใน ‘The Wolverine’ (2013) และ ‘Ford v Ferrari’ (2019)

อย่างที่เราทราบกันดีว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของ ‘จอร์จ ลูคัส’ (George Lucas) ผู้ให้กำเนิดมหากาพย์สงครามดวงดาว ‘Star Wars’ นั่นทำให้ที่มาของบท และเรื่องราวเบื้องหลังภาพยนตร์มีรายละเอียดความสนุกแอบซ่อนให้คนดูมองหาและติดตามอยู่เสมอ เริ่มตั้งแต่แรงบันดาลใจในการตั้งชื่อตัวละครของจอร์จ ลูคัสที่มีที่มาจากชื่อสุนัขของเขาเอง

ชื่อตัวละครที่มีที่มาจากชื่อสุนัข

ภาพยนตร์ภาคแรกของแฟรนไชส์อินเดียน่า โจนส์ ‘Raiders of the Lost Ark’ ออกฉายในปี 1981 สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนทั่วโลกเป็นอย่างมาก เมื่อนักโบราณคดีหนุ่มไม่ใช่เพียงอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่กลับเป็นนักผจญภัยที่ออกเดินทางตามหาสมบัติไปทั่วโลก ทั้งยังทำตัวเหมือนโจรปล้นสุสานในบางที

สำหรับชื่อ อินเดียน่า ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง จอร์จ ลูคัสตั้งชื่อตามสุนัขพันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ (Alaskan Malamute) ของเขา ซึ่งอินเดียน่า (ที่เป็นสุนัข) ไม่ใช่เพียงชื่อของ ดร.โจนส์เท่านั้น แต่มันยังเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างตัวละครชิวแบคคา (Chewbacca) จากสตาร์ วอรส์ อีกด้วย

จอร์จ ลูคัส และ อินเดียน่า

ส่วนในภาค ‘Indiana Jones and the Temple of Doom – ถล่มวิหารเจ้าแม่กาลี’ (1984) นักร้องสาวชาวอเมริกันที่ประสบความสำเร็จในเซี่ยงไฮ้อย่าง ‘วิลลี่ สก็อตต์’ (Willie Scott) รับบทโดย เคท แคปชอว์ (Kate Capshaw) ก็มีที่มาจากชื่อสุนัขพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียล (Cocker Spaniel) ของสตีเวน สปีลเบิร์ก รวมถึงตัวละครหลักอีกตัวอย่าง ‘ช็อต ราวด์’ (Short Round) รับบทโดย ‘โจนาธาน – คี ฮุย ควน’ (Ke Huy Quan / Jonathan Ke Quan) ก็ตั้งตามชื่อสุนัขพันธุ์เชทแลนด์ ชีพด็อก (Shetland sheepdogs) ของ ‘วิลลาร์ด ไฮค์’ (Willard Huyck) ผู้เขียนบทของภาคนี้เช่นกัน

แต่นอกจากที่มาชื่อตัวละครที่ไม่มีใครคาดคิดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทีมผู้สร้างไม่ได้คาดคิดเช่นกันคือการมาของคี ฮุย ควน ที่ตั้งใจมาดูพี่ชายของเขาออดิชันในบท ช็อต ราวด์เท่านั้น

เด็กชายผู้มาด้วยความบังเอิญ

ช็อต ราวด์ คือเด็กชายตัวน้อย ผู้ช่วยเหลืออินเดียน่า โจนส์ที่เซี่ยงไฮ้ และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัยไปยังวิหารเจ้าแม่กาลี ใครหลายคนที่เห็นการแสดงของคี ฮุย ควน ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เด็กชายคนนี้เข้าถึงบทบาทของเขามาก

แต่ก่อนที่คี ฮุย ควนจะกลายมาเป็นตัวเลือกสุดท้ายของภาพยนตร์ สปีลเบิร์ก และผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดงอย่าง ‘ไมค์ เฟนตัน’ (Mike Fenton) ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหานักแสดงที่จะมารับบทช็อต ราวด์เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาเปิดการออดิชันในโรงเรียนประถมที่ลอสแอนเจลิส จนได้พบกับคี ฮุย ควน ‘ทางอ้อม’

ในวันนั้น แม่ของคี ฮุย ควนพาพี่ชายของเขามาอ่านบทของช็อต ราวด์ แต่ระหว่างการคัดเลือกตัวแสดง น้องชายตัวน้อยกลับเริ่มให้คำแนะนำกับพี่ชายของตนเอง ซึ่งสิ่งนี้ดันไปเข้าตาของโปรดิวเซอร์อย่าง ‘แคทลีน เคนเนดี’ (Kathleen Kennedy) และ ‘แฟรงก์ มาร์ชอล’ (Frank Marshall) เป็นอย่างมาก พวกเขาขอให้คี ฮุย ควนอัดวิดีโอออดิชันส่งให้กับสปีลเบิร์ก จนในที่สุดเด็กชายคนนี้ก็ได้รับเชิญให้ออดิชันประกบคู่กับแฮร์ริสัน ฟอร์ด

แต่เนื่องจากเด็กชายยังอ่านภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องนัก ผู้กำกับสปีลเบิร์กจึงตัดสินใจปล่อยให้เขาด้นสดระหว่างการออดิชัน ซึ่งคล้ายกับวิธีที่สปีลเบิร์กใช้กับ ‘เฮนรี โทมัส’ (Henry Thomas) เด็กชายจากเรื่อง ‘E.T.’ (1982) ซึ่งนั่นก็คือช่วงที่คี ฮุย ควนเล่นไพ่กับฟอร์ด และค้นพบว่าตนเองถูกโกง

คี ฮุย ควนได้เล่าว่า เขาไม่รู้ว่าใครคือจอร์จ สตีเวน หรือแม้กระทั่งแฮร์ริสัน เขาเคยดูอินเดียน่า โจนส์ ภาคแรก แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากำลังร่วมถ่ายทำอยู่เป็นภาคต่อ จนกระทั่งภาพยนตร์เสร็จสิ้น คี ฮุย ควนก็กลายเป็นช็อต ราวด์ไปแล้วโดยสมบูรณ์ และถือเป็นเด็กคนเดียวที่มีบทบาทมากที่สุดในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่องนี้

ถึงแม้ Indiana Jones and the Temple of Doom (1984) จะทำรายได้ต่ำที่สุดในบรรดา 4 ภาค อยู่ที่ 333,080,271 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ Raiders of the Lost Ark (1981) ภาคแรกทำรายได้ไป 367,452,079 เหรียญฯ ภาค 3 ‘Indiana Jones and the Last Crusade’ (1989) ทำรายได้ 474,171,806 เหรียญฯ และภาค 4 ‘Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull’ (2008) ทำรายได้สูงสุด 786,635,413 เหรียญฯ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เพราะผลตอบรับที่ไม่ดีของภาค 2 สปีลเบิร์กจึงเลือกกลับมาแก้มืออีกครั้งในภาคศึกอภินิหารครูเสด ที่เราเกือบจะได้เห็นลูคัสพาอินเดียน่าไปปะทะ ‘ซุนหงอคง’ กันเสียแล้ว

อินเดียน่าโจนส์เคยเกือบปะทะราชาวานรก่อนได้พล็อตจอกศักดิ์สิทธิ์

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่จอร์จ ลูคัส วางโครงเรื่องดราฟแรกให้อินเดียน่า โจนส์ต้องพบเจอกับราชาวานรอย่างซุนหงอคง แต่เพราะเดิมทีผู้กำกับอย่างสปีลเบิร์กไม่ได้ชอบเรื่องราวเหนือธรรมชาติมากนัก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนถกเถียงจนได้มาเป็นการตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์แทน

เรื่องราวของ Indiana Jones and the Monkey King ที่ขอย้ำว่าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจริง มีหลายสื่อนำพล็อตเรื่องมาเปิดเผย ยกตัวอย่าง นิตยสารออนไลน์ ‘Mental Floss’ และ ‘Indiana Jones Fandom’ โดยเรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นที่คฤหาสน์แห่งหนึ่ง (บ้างก็ว่าเป็นปราสาท) ในประเทศสกอตแลนด์ ปี 1937 อินเดียน่า โจนส์ต้องเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นโดยวิญญาณตนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะได้รับการติดต่อจากมาร์คัส โบรดี้ (Marcus Brody) ให้รู้จักกับ ‘ดร.แคลร์ คลาร์ก’ (Clare Clarke) ซึ่งได้พบกับคนแคระแอฟริกัน (African pygmy) อายุ 200 ปี ชื่อว่า ‘ไทกิ’ (Tyki)

คนแคระบอกกับอินเดียน่าว่า เขารู้จักที่ตั้งของเมืองที่หายสาบสูญของซุนหงอคง ราชาวานรผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งยังเล่าถึง ‘ผลท้อศักดิ์สิทธิ์’ ที่เพียงแค่กัดครั้งเดียวก็สามารถเป็นอมตะได้หากจิตใจของบุคคลนั้นไร้มลทินมัวหมอง แต่ก่อนที่การเดินทางจะเริ่ม ไทกิถูกทหารนาซีจับตัวไป ซึ่งแน่นอนว่าอินเดียน่า โจนส์ของเราก็สามารถไปช่วยเหลือกลับมาได้ พร้อมออกเดินทางไปยังเมืองที่สาบสูญ

เมื่อมาถึงเมือง ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับกอริลล่าผู้พิทักษ์ แต่ไทกิกลับตะโกนก้องให้ผู้พิทักษ์หยุดโยนอินเดียน่าลงจากเขา นั่นจึงทำให้ทุกคนรู้ว่าไทกิไม่ใช่แค่ผู้อยู่อาศัยในเมือง แต่เขาคือพระราชาในอนาคต หลังจากนั้นอินเดียน่าก็ถูกยิงโดยทหารนาซี ร่างของเขาถูกเพื่อน ๆ นำเข้าไปในสวนท้อ ที่ซึ่งซุนหงอคงอาศัยอยู่ และชุบชีวิตอินเดียน่าขึ้นมาอีกครั้ง

พล็อตเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นจริงนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยคนเขียนบทอย่าง ‘คริส โคลัมบัส’ (Chris Columbus) นักเขียนของสปีลเบิร์กที่เคยฝากผลงานไว้ในเรื่อง ‘Gremlins’ (1984) แต่น่าเสียดายว่าพล็อตดังกล่าวไม่ได้ใช้ และลูคัสได้ยื่นพล็อตตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ให้กับสปีลเบิร์กแทน ทำให้ภาพยนตร์ภาค 3 ของอินเดียน่า โจนส์ถือกำเนิดขึ้นบนความสนุกสนาน และความกลมกล่อมยิ่งกว่า 2 ภาคแรก

  

นอกจากเรื่องราวการตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ของลูคัส สปีลเบิร์กยังเสนอให้เพิ่มความสัมพันธ์ของพ่อ-ลูกลงไป เพราะสิ่งนี้จะช่วยผลักดันให้การเดินทางตามหาจอกมีความหมายยิ่งกว่าเดิม โดยเขาวางตัวให้ ‘ฌอน คอนเนอรี’ (Sean Connery) เจ้าของบท เจมส์ บอนด์ 007 มารับบทพ่อของอินเดียน่า โจนส์

ส่วนหนึ่งของการให้คอนเนอรีมารับบทสำคัญ เป็นเพราะสปีลเบิร์กอยากสร้างภาพยนตร์เจมส์ บอนด์เป็นอย่างมาก แต่เมื่อความฝันยังไม่เป็นจริง เขาจึงนำกองทัพนักแสดงจากภาพยนตร์ซีรีส์สายลับ 007 มาแทน ไม่ว่าจะเป็น ‘จูเลียน โกลเวอร์’ (Julian Glover) ตัวร้ายของภาคจอกศักดิ์สิทธิ์ก็เคยรับบทเป็นตัวร้ายจากเจมส์ บอนด์ ภาค ‘For Your Eyes Only’ (1981) มาก่อน รวมไปถึง ‘จอห์น ริส-เดวีส์’ (John Rhys-Davies) ผู้รับบท ‘ซัลลา’ ก็เคยเล่นภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ภาค ‘The Living Daylights’ (1987) และ ‘อลิสัน ดูดี้’ (Alison Doody) ตัวเอกหญิงของเรื่องก็เคยรับบทเป็นสาวของบอนด์ใน ‘A View to a Kill’ (1985)

เรียกได้ว่าเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงที่สมศักดิ์ศรี และสมการรอคอยของแฟนภาพยนตร์อินเดียน่า โจนส์ หลังจากผิดหวังกับความดาร์กและความหดหู่ของ The Temple of Doom ซึ่งนอกจากจะไม่ถูกใจผู้ใหญ่บางส่วนแล้ว ยังไม่ถูกใจผู้ปกครองของเด็ก ๆ ด้วย เนื่องจากมีการฉายภาพความรุนแรงที่ไม่เหมาะให้เด็กชม แต่ก็เป็นเพราะภาพยนตร์ภาคนี้เช่นกันที่ทำให้สปีลเบิร์กเขียนจดหมายถึง ‘Motion Picture Association of America’ ให้เพิ่มเรท ‘PG-13 RATING’ (ไม่เหมาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี) ขึ้น หลังจากที่เดิมมีเพียงเรท G (General audiences), PG (Parental guidance suggested), R (Restricted – Under 17 requires accompanying parent or adult guardian) และ X (No one under 17 admitted) เท่านั้น

ทั้งหมดคือที่มาและเบื้องหลังการทำงานของทีมผู้สร้างภาพยนตร์ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ที่เชื่อว่าใครหลายคนคงจะยกให้เป็นภาพยนตร์แนวผจญภัยขึ้นหิ้งจนถึงปัจจุบัน เพราะจากความตั้งใจให้เป็นหนังไตรภาค ความโหยหาของผู้ชมกลับมากขึ้นจนต้องสร้างภาค 4 และกำลังจะมีภาค 5 ตามมาในปี 2022 ซึ่งเราจะได้เห็นการกลับมาของแฮร์ริสัน ฟอร์ด ในบทอินเดียน่า โจนส์ อย่างแน่นอน

เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี

ภาพ:

Photo by Valerie Macon/Getty Images

Photo by Bryn Colton/Getty Images

https://www.imdb.com/title/tt0087469/ 

https://www.youtube.com/watch?v=e1KKVy-nki8

https://www.youtube.com/watch?v=zYWLE9HIqUM 

อ้างอิง:

https://screenrant.com/indiana-jones-last-crusade-facts-trivia/

https://screenrant.com/indiana-jones-10-things-you-probably-didnt-know-about-the-temple-of-doom/

https://www.mentalfloss.com/article/77210/15-fun-facts-about-indiana-jones-movies

https://www.mentalfloss.com/article/64268/15-things-you-might-not-know-about-indiana-jones-and-last-crusade

https://www.denofgeek.com/movies/the-indiana-jones-films-that-never-were/

https://medium.com/rewindr/10-things-you-didnt-know-about-indiana-jones-and-the-last-crusade-4f7830c49215

https://d23.com/things-you-didnt-know-about-indiana-jones-and-the-temple-of-doom/

https://www.the-numbers.com/movies/franchise/Indiana-Jones#tab=summary

https://indianajones.fandom.com/wiki/Indiana_Jones

https://www.youtube.com/watch?v=tG1cwSJj2tI

https://starwars.fandom.com/wiki/Indiana

https://www.empireonline.com/movies/features/indiana-jones-making-last-crusade/

https://indianajones.fandom.com/wiki/Indiana_Jones_and_the_Monkey_King

https://indianajones.fandom.com/wiki/James_Bond 

https://www.mentalfloss.com/article/31313/lost-scripts-part-i-indiana-jones-and-monkey-king 


นักจิบชามะนาวผู้หลงใหลในการเขียนและงานเขียน รักธรรมชาติ และการสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Related

วินเซนโซ กาซาโน: Vincenzo มาเฟียถึงแชโบล ผู้ทำลายปีศาจด้วยความชั่วร้ายยิ่งกว่า

Earth, Wind & Fire กับเบื้องหลัง ‘September’ เพลงที่ทุกคนต้องลุกมา “เต้น” และเนื้อเพลงที่ไม่มีความหมายของมอริส ไวท์

“มินเนียน” เผ่าพันธุ์สีเหลืองสุดป่วนที่หลายคนหลงรัก

BOWKYLION: จากพรสวรรค์ที่แม่ให้มา สู่นักร้องหัวใจแข็งแกร่ง เจ้าของเพลง ‘ลงใจ’

ขอให้เธอมีความสุขบนดาวหมา: ‘เมเปิล’ สุนัขนักดนตรี และ 12 ปีแห่งการเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์

ตอนสุดท้ายโนบิตะไม่ได้ป่วยหนัก ไขปริศนาตอนจบโดราเอมอน ที่จริงจบ 3 แบบ(?)

มาริโอ กระโดดข้ามอุปสรรคด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม     

เซอร์ แอนโทนี ฮ็อปกินส์: 29 ปีแห่งการรอคอยดับเบิลออสการ์ จากฮันนิบาล สู่ผู้ป่วยสมองเสื่อม