Post on 22/03/2019

อิ้งค์-วรันธร เปานิล เรียนดนตรีมันยากนะ ! กับความน่ารักสดใสที่บางครั้งก็แอบทุกข์บ้าง

วรันธร เปานิล หรือ “อิ้งค์” ถือเป็นนักร้องสาวเสียงดีที่กำลังมาแรงครองใจใครหลายคนอยู่ในปัจจุบัน ย้อนกลับไปราว ๆ สิบปีที่แล้ว อิ้งค์ ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในนักร้องของวงเกิร์ลกรุ๊ปอย่างวง “Chilli White Choc” ตอนนั้นถึงแม้การได้เป็นนักร้องจะเป็นสิ่งที่เคยฝันไว้ แต่สุดท้ายอิ้งค์ก็ตัดสินใจพักงานในวงการเพลงทั้งหมด เพื่อกลับไปโฟกัสกับการเรียน ซึ่งเธอก็หวังว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งเธอจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับโอกาสในการทำเพลงที่เป็นของเธอจริง ๆ

อิ้งค์ คือผลผลิตจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก เอกขับร้องคลาสสิค เท่านั้นยังไม่พอเธอจบมาพร้อมกับเกียรตินิยมอีกด้วย นี่ถือว่าเป็นการการันตีความสามารถและความเป็น “คนดนตรี” ขนานแท้ของเธอได้อย่างดี

อิ้งค์ กลายเป็นที่รู้จักจากเพลง “เหงา เหงา” ซึ่งถือเป็นซิงเกิลเปิดตัวของเธอ ก่อนจะค่อย ๆ มีเพลงฮิตเพิ่มเข้ามาไม่ว่าจะเป็น “ฉันต้องคิดถึงเธอแบบไหน”, “เกี่ยวกันไหม”, “ยังรู้สึก” และล่าสุดกับเพลง “ดีใจด้วยนะ”

The People มีโอกาสนั่งคุยกับสาวคนนี้ในหลาย ๆ ประเด็น ทั้งเบื้องหลังการเรียนดนตรีที่มันยากกว่าที่คิด ความหลงใหลในความวินเทจ มุมมองความรักที่เธอมี และเบื้องหลังความสดใสของเธอที่บางครั้งเธอแอบซ่อนความทุกข์ไว้บ้างเหมือนกัน

The People : อัพเดทหน่อยช่วงนี้ทำอะไรอยู่


อิ้งค์ : ก็มีซิงเกิลใหม่ชื่อว่า “ดีใจด้วยนะ” เป็นเพลงใหม่ล่าสุดเลย ซึ่งเพลงนี้มีความพิเศษมาก ๆ เพราะว่าเพิ่งจะปล่อย แล้วเป็นเพลงที่อิ้งค์ว่าทุกคนก็อาจจะยังไม่เคยได้ยินเรื่องราวมุมมองความรักแบบนี้จากเพลงของอิ้งค์มาก่อน ส่วนมากก็จะเป็นแการตั้งคำถาม การสงสัยกับตัวเอง สิ่งที่ตัวเองรู้สึก แต่ว่าอันนี้เป็นเหมือนสิ่งที่เราเองก็ตั้งใจอยากจะบอกกับเพลงนี้เหมือนกัน พูดได้ว่ามาจากเรื่องของเราด้วยส่วนหนึ่ง

The People : อิ้งค์เริ่มเข้าวงการเพลงแต่เด็ก ตอนนั้นคิดไหมว่าจะต้องดัง จะต้องมีเงินจากอาชีพนี้

อิ้งค์ : จริง ๆ ตอนนั้นอิ้งค์ไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้นค่ะ อิ้งค์รู้สึกว่าเรา enjoy กับการร้องเพลง แล้วตอนนั้นมีเพื่อนเยอะมาก เป็นอะไรที่ดูสนุกมาก ซึ่งอิ้งค์รู้สึกว่าเราได้อะไรจากตรงนั้นมาก เพราะว่าการที่เราเอาตัวเองเข้าไปทำงานในวัยแค่ 13-14 มันเป็นอะไรที่ถ้าถามว่าจะต้องดังระดับโลกไหม ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกอะไรเลย รู้สึกว่าอยากสนุก อยากใช้การร้องเพลง อยากออกไปเจอเพื่อน ๆ เก็บประสบการณ์มากกว่า แล้วก็ได้ประสบการณ์มาเยอะมากจริง ๆ



The People : แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดทำเพราะการเรียน


อิ้งค์ : จริง ๆ ต้องบอกว่าตอนนั้นอิ้งค์ค่อนข้าง fail เพราะว่าอิ้งค์เรียนตกลงไปเยอะมาก จากเกรดที่ได้ 3 กว่า ก็เหลือ 2 กว่า ตอนนั้นเครียดมากเพราะว่าตัวเองแบ่งเวลาไม่ได้เลย คือเราได้เรียนรู้ว่า โอเค เราอาจจะยังไม่พร้อมกับการอยู่ตรงนั้น เพราะว่าเราไม่สามารถจัดการชีวิตส่วนตัวได้ เราก็แอบรู้สึกว่ามันน่าจะต้องรักษาอะไรไว้สักอย่าง เลยเลือกการเรียนไว้ก่อน



The People : แต่สุดท้ายการได้เลือกเรียนในสิ่งที่รักมันคือความสุขของอิ้งค์หรือเปล่า

อิ้งค์ : ใช่ ก็ยังไม่ได้ทิ้ง หลังจากออกมาประมาณ ม.3 อิ้งค์ก็ยังเลือกเรียนเอกดุริยางค์ของโรงเรียนสาธิตประสานมิตร ที่มีเอก voice ด้วยอยู่แล้ว ซึ่งเราก็เลือกเรียนเลยเพราะรู้สึกว่าโอเค มันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราอาจจะไม่ได้เป็นนักร้องในวันนี้ หรือว่าอนาคตเราอาจจะไม่ได้เป็น แต่อิ้งค์ว่าการเรียนอะไรที่เรารู้สึกชอบมันเป็นสิ่งที่สำคัญนะ เพราะว่าทำให้เรารู้สึกมีความสุข ถ้าเกิดว่าเราไปเรียนอะไรที่ไม่ใช่ตัวเรา สมมติว่าอิ้งค์นั่งเรียนเอกวิทย์ ก็ตกวิทย์อยู่แล้ว คือไปเรียนเอกวิทย์น่าจะทุกข์ใจหนัก เลยคิดว่าเอาอะไรที่เรารู้สึก enjoy ดีกว่า เราทำมันได้ดีพอผลออกมามันก็จะดีตามที่เราทำได้ ก็เลยเลือกเรียนเอก voice ค่ะ แล้วตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สอบเข้าจุฬาเอก voice เหมือนกันที่คณะศิลปกรรมค่ะ


The People : แต่ตอนเรียน อิ้งค์ก็ไม่เคยคิดว่าจบไปจะได้ทำอาชีพนี้ ?


อิ้งค์ : ใช่

The People : เรียนจบเกียรตินิยมดนตรีมา หลายคนคิดว่าเรียนดนตรีนี่ง่าย ๆ ?
อิ้งค์ : ยากมาก คือคิดดูแค่เราจะบังคับตัวเองให้ลดความอ้วนยังยากเลย เหมือนแบบห้ามกินนะ แต่นี่คือเราต้องบังคับตัวเองให้ไปทำสิ่งเดิม ๆ ๆ ทุกวัน สำหรับอิ้งค์มันยากตั้งแต่ตอนที่เริ่มไปติว เริ่มไปอ่านหนังสือก่อนเข้าเรียนอีกค่ะ คือยากตั้งแต่ตอนนั้นเลย เราเป็นคนที่ชอบร้องเพลงก็จริงแต่ว่าเรื่องทฤษฎีดนตรีต่าง ๆ คือรู้บ้าง เพราะว่าเราเคยมีพื้นฐานเปียโนมาบ้าง แต่การที่เราจะเข้าไปเรียนในคณะดนตรี มันไม่ได้มีแค่ดนตรี ไม่ได้มีแค่ร้องเพลงอย่างเดียว มันมีทั้งทฤษฎีดนตรี มีทั้งประวัติศาสตร์ มีทั้ง harmony เรียนทุกอย่างเลย เรียนที่ดนตรีมันจะมีทุก ๆ ด้านได้

การที่เรารู้แค่ด้านเดียวไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถเรียนจบออกมาได้อย่างสบาย ก็เลยต้องเติมความรู้ตัวเองเยอะมาก พยายามกว่าคนอื่นเยอะมาก เพราะเอก voice เป็นเอกที่ค่อนข้างยากลำบากในการเรียนดนตรีมาก ๆ เพราะต้องมีทั้งการแต่งเพลง เราก็ต้องไปเรียนรู้โครงสร้างของการแต่งเพลงมาอีกว่า โอเค คอร์ดนี้ห้ามโดนกัน เดี๋ยวมันจะกัด มันเหมือนเรียนเลขซึ่งเป็นสิ่งที่อิ้งค์เกลียดมาก แต่ว่าอิ้งค์ก็ต้องไปนั่งเรียนมันอยู่ดีเพราะว่ามันจำเป็นสำหรับการเรียนดนตรีเหมือนกัน คือเราต้องฝึกฝนมากกว่าคนอื่น แล้วบางอย่างอิ้งค์ก็ให้เพื่อนช่วยเยอะมาก ๆ แบบเพื่อนที่เก่งอยู่แล้วเราก็จะขอสรุปเขามาอ่าน หรือไปนั่งติวอะไรกับเขา มันต้องขวนขวายทั้งนั้นเลย

แล้วการเรียนดนตรี สมมติเราร้องเพลงเป็นใช่ไหมคะ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะร้องเพลงนั้นได้ดีถ้าเราไม่ซ้อม มันยากมาก แค่อิ้งค์ไม่ซ้อมหนึ่งอาทิตย์แล้วอิ้งค์ไปเรียนร้องเพลง อ้าปากร้องโน้ตแรกอาจารย์ก็รู้เลยว่าคุณไม่ได้ซ้อม ทั้ง ๆ ที่เราคิดว่าเขาไม่รู้หรอกว่าเราไม่ได้ซ้อม แต่ว่าการที่เราไปนั่งดูคือมันฟ้องทุกอย่างเลยว่าคุณไม่มีวินัย เราเลยต้องบังคับตัวเอง ไม่มีใครมานั่งบอกว่า เฮ้ย อิ้งค์ไปซ้อมเดี๋ยวนี้ เราต้องบอกตัวเองว่า เฮ้ย อิ้งค์วันนี้ต้องซ้อมว่ะ ต้องซ้อมแล้วนะ อะไรอย่างนี้

The People : เรียนดนตรีคือสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต ?


อิ้งค์ : อิ้งค์ว่าการร้องโอเปร่ายากสุดแล้วในชีวิตอิ้งค์ที่อิ้งค์ทำมา คือยากมาก เราต้องร้องทุกโน้ตให้ตรง หรือว่าการไปยืนร้องนิ่ง ๆ ด้วยนะคะ คือยืนนิ่ง ๆ ยืนสวย ๆ แล้วคนดูก็จะนั่งโฟกัสที่เราอย่างเดียวจริง ๆ มันก็จะมีการซ้อมเรื่องอยู่ต่อหน้าคนอื่น เรื่องการเป็น performer ที่ดีว่า เออ เราจะทำยังไงในการยืนนิ่ง ๆ สวย ๆ หรือว่าใช้มือนิดหน่อยเท่านั้น คือให้คนรู้สึกถึงมันได้จริง ๆ

The People : ได้ข่าวว่า อิ้งค์ วรันธร เป็นคนเป๊ะสุด !


อิ้งค์ : ถามว่าเป็นคนเป๊ะไหม เป็นคนค่อนข้างเป๊ะ แต่ไม่ได้เป๊ะขนาดว่าร้องเพี้ยนไม่ได้เลย หรือว่าเพี้ยนโน้ตหนึ่งแล้วจะร้องไห้ คือเป็นคนที่รู้สึกว่าเราใช้ร่างกายเราร้องเพลง คือทุกคนอาจจะมีเครื่องดนตรีเป็นกีต้าร์ เป็นกลอง เป็นคีย์บอร์ด ซึ่งทุกอย่างมันจะแบบโอเค เราเล่นมันนะ แต่ว่าอันนี้เราใช้ร่างกายเราเป็นเครื่องดนตรีนึกออกไหมคะ ซึ่งขนาดคนปกติยังสามารถป่วยได้ ตอนนี้หายใจเข้าไปยังสำลักได้ คือมันสามารถเกิด accident ได้ตลอดเวลา การร้องเพลงเพี้ยนนิดหน่อย คือโอเคมันอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรมาก ๆ สำหรับนักร้อง แต่ว่าด้วยการที่อยู่บนเวทีมันมีทั้งการเอนเตอร์เทน มีนู่นมีนี่ บางทีข้อผิดพลาดบางอย่างเราก็ต้องให้อภัยตัวเอง เพื่อที่จะได้มาปรับปรุงครั้งหน้า เราจะได้ไม่เป็นอีก

The People : อิ้งค์ดูหลงรักในดนตรีแบบเก่า ๆ หรือวินเทจซาวนด์ทั้งหลาย แต่ว่าในมุมหนึ่งก็แอบมีความใหม่ในแบบเราเข้าไปด้วย


อิ้งค์ : ด้วยความที่เราชอบเพลงซินท์ป็อป แล้วอิ้งค์เป็นคนที่ฟังเพลงเก่า ๆ ค่อนข้างเยอะ เพราะว่าคุณพ่อจะฟังเพลงเก่า ๆ เยอะมาก แบบ Carpenters, The Beatles ฟังในรถเวลาขับรถ เราก็จะเหมือนซึมซับมาโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว แต่ว่าทุกครั้งที่เรากลับไปฟัง เราก็จะร้องได้และรู้สึกสบายที่จะฟัง หรือแม้กระทั่งเพลงไทยเก่า ๆ อิ้งค์ก็ชอบกลับไปฟัง เพลงที่ไม่ได้อยู่ในยุคอิ้งค์เลย พวก สี่เต่าเธอ หรือ Kidnappers เก่า ๆ คือซินท์ป็อปมันมีมานานมากแล้ว แต่ว่าอาจจะเพิ่งกลับมาบูม เป็นที่นิยม มันเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นหูอยู่แล้ว แล้วก็อยู่ในชีวิตทุกคนมานานแล้ว เราก็เลยชอบด้วย

The People : เป็นคนที่ชอบเสน่ห์ของ “ความเก่า” โดยเฉพาะแผ่นเสียงและกล้องฟิล์ม ?


อิ้งค์ : อิ้งค์ชอบหลายอย่างมาก แต่มันก็จะมีอะไรวินเทจที่เล่นบ้าง มีกล้องฟิล์ม มีแผ่นเสียงบ้าง เราชอบการเอากล้องฟิล์มมาเล่น บางทีรูปที่เราถ่าย เวลาเอาไปล้างความรู้สึกมันต่างกัน หรือว่าบางทีความนานของมันทำให้เรารู้จักรอ แล้วพอออกมาก็จะเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่า เอ๊ะ จะเป็นยังไง พอออกมาแล้วไม่ใช่สิ่งที่เราคิด แต่ว่าดันสวยกว่าที่เราคิดก็มี แล้วกล้องฟิล์มเป็นอะไรที่ต้องคิดแล้วว่าจะสวย เราถึงจะกดถ่าย จะไม่เหมือนกล้องดิจิทัลทั่วไปที่แบบอยู่ ๆ ก็หยิบมาแล้วก็ถ่าย ๆ ๆ มันจะอย่างนั้นไม่ได้ เราก็จะคิดแล้วว่ามุมนี้จะสวยไหม เวลาไปเที่ยวก็จะเล็ง ๆ ก่อน ว่าเออ อยากให้ฟิล์มเราออกมาเป็นยังไง



The People : อิ้งค์ เป็นศิลปินในยุค Streaming ที่ชอบเก็บแผ่นเสียง ?


อิ้งค์ : เพราะว่าจริง ๆ Streaming มันคือฟังในอากาศ แต่ว่าการที่เรามีซีดีอันหนึ่งหรือว่าแผ่นเพลงอันหนึ่งมาเก็บไว้ มันรู้สึกว่าต่อให้อีก 30 ปี 40 ปี อิ้งค์แก่ไปแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่ยืนยันว่ามันมีอยู่จริง มันเป็นสิ่งที่…สมมติว่ามีลายเซ็นอิ้งค์อยู่ในนั้น มันเหมือนทดแทนความทรงจำในช่วงนั้น ๆ ได้เลย

The People : ในโซเชียล อิ้งค์ ถ่ายรูปของกินเยอะมาก ! ไม่กลัวอ้วนเหรอ


อิ้งค์ : คือจริง ๆ ไม่ใช่คนกลัวอ้วน แต่ว่าด้วยความที่มาอยู่ตรงนี้ก็ต้องกลัวอ้วนเป็นเรื่องปริยายเลย คือมีแนวคิดอันหนึ่ง คือคิดก่อนที่จะลดความอ้วนหลังจากที่ขึ้น 4 โล คืออิ้งค์คิดว่า ถ้าไม่ผอมตอนนี้จะไปผอมตอนไหน ไม่ใช่ว่าเราไปเอาคอมเมนต์คนอื่นมาใส่ใจ แต่เรารู้สึกว่าเราเหลือเวลาที่จะเป็นผู้หญิงวัย 20-30 เนี่ยอีกประมาณ 5 ปี อิ้งค์รู้สึกว่าถ้าอิ้งค์ไม่ผอมตอนนี้อิ้งค์จะไปผอมหลัง 30 ซึ่งอิ้งค์จะแต่งตัวไม่สนุกแล้ว จะไม่ออกไปถ่ายรูปแบบเก๊กท่าอะไรอย่างนี้แล้ว รู้สึกว่ามันจะเป็นอีก part หนึ่งของชีวิตที่เราไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก อิ้งค์ก็เลย โอเค เรามาลดความอ้วนกันดีกว่า เรามาทำให้ตัวเองดูสวยที่สุดในชีวิตในช่วงนี้ดีกว่า จะได้ไม่เสียดายที่ 30 แล้วย้อนกลับมา ทำไมตอนสาว ๆ ฉันไม่ผอมนะอะไรอย่างนี้ ก็เป็นความคิดอย่างนั้นมากกว่า

The People : มองความรักในแง่ไหน “บวกหรือลบ”


อิ้งค์ : อิ้งค์มองมันค่อนข้างเป็นสิ่งที่ดีนะคะ คือไม่ได้กลัวความรัก แล้วไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัวเลย หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าความรักมันน่ากลัวมาก มีแล้วเดี๋ยวก็ต้องทุกข์ แต่อิ้งค์รู้สึกว่าถ้าเป็นความรักจริง ๆ ก็จะไม่ได้ทุกข์ขนาดนั้น


The People : หลายคนชอบความน่ารักบนเวทีของอิ้งค์ ส่วนตัวมองตัวเองน่ารักไหม ?
อิ้งค์ : จริง ๆ อิ้งค์ว่าไม่ได้ขนาดนั้น คือรู้สึกว่าเวลาเราอยู่บนเวที เรา enjoy กับการร้องเพลง เราไม่ได้คิดว่าเราจะเต้นท่าไหน อยาก move อะไรยังไงเราก็ move หรือว่าอยากยิ้มให้ใคร ยิ้มให้คนที่มองเราขึ้นมาเราก็ยิ้ม เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นคนน่ารัก ฉันเต้นแบบนี้ฉันจะน่ารัก คือเรารู้สึกว่าโอเค beat มันมาแบบนี้อยากเต้นแบบนี้เราก็เต้น

เวลาที่มีคนบอกว่าเราน่ารัก ก็รู้สึกขอบคุณเขานะ เพราะว่าบางทีก็มองว่าตัวเองไม่ใช่คนสดใสขนาดนั้น ก็ยังมีมุมอื่นในชีวิตที่อิ้งค์ต้องเจอ ที่อิ้งค์ต้องจัดการเหมือนกัน แต่ว่าเป็นคนที่อยากจะสดใสเหมือนกัน เป็นคนที่รู้สึกว่าความสดใส เวลาที่เรายิ้ม เวลาที่เรามีความสุขมันดีมากเลย ชอบกลับมามองตัวเองเวลาที่เรามีความสุขมาก ๆ เพราะว่าไม่รู้สิ…บางทีกลับมามองก็แอบมีความทุกข์เหมือนกันนิดนึงว่าฉันเคยสดใสขนาดนี้นะ ก็เป็นสิ่งที่เตือนเราว่าเราต้องสดใส

The People : คิดว่าตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
อิ้งค์ : อีก 10 ปี ก็จะกลายเป็นคุณ “พี่อิ้งค์” ก็จะไม่ใช่น้องอิ้งค์แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะต้องเจออะไรบ้าง แต่ก็เชื่อว่าเราจะยังอยู่กับการร้องเพลงแน่นอน ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งในโลกนี้

The People : ฝากผลงานหน่อย


อิ้งค์ : ก็ฝากเพลง “ดีใจด้วยนะ” ด้วยนะคะ เพลงนี้เป็นเพลงที่พูดถึงความรู้สึกของคนคนหนึ่งที่เราเห็นแฟนเก่าเรากับความรักครั้งใหม่แล้ว เป็นเพลงที่เศร้าที่สุดของอิ้งค์ไหม ก็น่าจะเศร้าที่สุด มันเหมือนว่าความดีใจนี้มันดีใจกับเขา แต่ว่าไม่ได้ดีใจกับตัวเอง ก็ต้องทนอยู่กับความทุกข์ของตัวเองไป เพราะเขามีความสุขไปแล้ว ก็สามารถฟังได้แล้วค่ะที่ YouYube Channel Boxx Music ก็มี MVแล้วด้วยค่ะ ฝากด้วยค่ะ

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Related

สัมภาษณ์ ปอย PORTRAIT 15 ปี บนเส้นทางสายดนตรีที่มีความเศร้านำทาง

สัมภาษณ์ โจโจ้ & มิวนิค กระสือสยาม (SisterS) ความกลัว วัยรุ่น และเรื่องผี

ดุษฎี ตันเจริญ กับ “Well-Being” หมุดหมายใหม่ของมั่นคงเคหะการ

สัมภาษณ์ คริสซี่-ปริม สองนักแสดง โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง กับความฝันที่เดิมพันด้วยครอบครัว

สัมภาษณ์ พีระพงศ์ จรูญเอก ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนออกตามหาฝัน ปั้น “ออริจิ้น” จุดกำเนิดอสังหาฯ หมื่นล้าน

ศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ แม่ทัพหญิงแห่งบ้านจัดสรร ‘Britania’ ผู้เชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

สัมภาษณ์ ERTH ประภัสสร บุตรพรหม ศิลปินสาวผู้สาดความเกรี้ยวกราดด้วยความหวาน

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”