Post on 16/12/2018

มาถึงวันนี้เพราะมีฟุตบอล สัมภาษณ์พริษฐ์ วัชรสินธุ ว่าด้วยเรื่องของลิเวอร์พูล

ภายใต้ภาพของนักการเมืองรุ่นใหม่กลุ่ม New Dem ของพรรคประชาธิปัตย์ อีกมุมหนึ่งของไอติม – พริษฐ์ วัชรสินธุ เขาคือแฟนหงส์แดง ลิเวอร์พูลตัวยง และเป็นคนรักฟุตบอลในระดับที่บอกใครๆ ได้เต็มปากว่า “ผมมาอยู่จุดนี้ได้เพราะฟุตบอล”

จากเด็กนักเรียนผู้ใช้ฟุตบอลเป็นภาษาสื่อสารกับเพื่อนๆ สมัยที่ไปเรียนอังกฤษ สู่การเริ่มต้นเชียร์หงส์แดง ลิเวอร์พูล เพราะความชื่นชอบไมเคิล โอเวน

เสียน้ำตาเพราะฟุตบอลในชีวิตก็อย่างน้อยสองครั้ง ครั้งหนึ่งคือน้ำตาลูกผู้ชายที่หลั่งให้กับลิเวอร์พูล อันแสดงให้เห็นว่า เลือดหงส์แดงเข้มข้นจนล้นทรวงจริงๆ

และนี่คือบทสนทนาที่ทำให้เห็นหมวกอีกใบของ “ไอติม” ที่หัวใจเต็มไปด้วยวัตถุทรงกลมที่เรียกว่า…ฟุตบอล

The People: โตมากับการดูบอลในแบบไหน
พริษฐ์: คือต้องบอกว่าผมอยู่มาได้ทุกวันนี้เพราะฟุตบอลนะครับ แล้วก็ไม่ใช่แค่ดูบอล แต่ก็เล่นบอล แล้วก็เล่น FIFA แล้วก็เล่น Fantasy Premier League คือทุกอย่างที่เกี่ยวกับบอลเนี่ย ผมบ้าคลั่งมาก อย่างเดียวที่ผมไม่ทำคือแทงบอล (หัวเราะ)

The People: แล้วเริ่มเชียร์ลิเวอร์พูลตอนไหน
พริษฐ์: ผมเริ่มจริงจังกับบอลหรือว่าเริ่มชอบเตะฟุตบอลเนี่ยตอนประมาณอายุ 10 ขวบ น่าจะประมาณปี 2002 นะครับ ช่วงนั้นผมได้มีโอกาสไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษสองเดือน ไปถึงเนี่ยภาษาอังกฤษผมพูดไม่รู้เรื่องเลย เพราะผมเรียนภาษาอังกฤษมาแค่ปีเดียว เพราะงั้นผมสื่อสารกับเพื่อน ภาษาอังกฤษผมสื่อสารไม่ได้ แต่ภาษาบอลสื่อสารได้ ก็แบบตื่นเต้นมากเพราะที่อังกฤษก็จะมีสนามหญ้าสีเขียวใหญ่มาก ผมก็ไปเตะบอลกับเพื่อน แล้วช่วงนั้นมีบอลโลกพอดี พอเราดูบอลโลกเนี่ย แน่นอนที่อังกฤษเขาก็เชียร์ทีมอังกฤษ ก็มีนักเตะคนหนึ่งที่ผมชอบมากเพราะว่าเขาตัวเล็ก แต่ว่าสามารถหลอกคู่ต่อสู้ หลอกคนที่ตัวใหญ่กว่าเขาได้หมดเลย แล้วตัวผมเอง พอไปอยู่ที่อังกฤษผมก็ตัวเล็กกว่าคนอื่น นั่นคือ Michael Owen แล้วผมก็เล่นเป็นกองหน้าด้วยตอนนั้น ก็เลยชอบ Michael Owen ก็เลยมาชอบลิเวอร์พูล ทีนี้แน่นอนในที่สุดลิเวอร์พูลกับ Michael Owen ก็แยกทางกัน แต่ผมก็ยึดมั่นกับทีมครับ

The People: แล้วมีจุดไหนที่เรา deep กับความเป็นลิเวอร์พูล
พริษฐ์: คือความจริงมันรักแรกพบน่ะครับ ก็ตั้งแต่เชียร์ลิเวอร์พูลมาก็ไม่เคยคิดว่าจะเปลี่ยนไปทีมไหน คือพอมันเชียร์พอมันรักปุ๊บ มันก็ยึดติดอยู่ตรงนั้นแหละครับ ผมยังไม่เข้าใจเลยบางคนที่แบบว่าผมเคยเชียร์ทีมนี้แล้วเปลี่ยนมาเชียร์ทีมนั้น ผม…เห้ย คุณทำงี้ได้ด้วยเหรอ

The People: แล้วมีเรื่องราวแบบไหนที่ทำให้รู้สึกว่าลิเวอร์พูลคือทีมที่ใช่สำหรับเรา
พริษฐ์: คือต้องยอมรับว่าลิเวอร์พูลช่วงนั้นคือเป็นมวยรอง แข่งกับทีมใหญ่ๆ อย่างแมน ยูฯ โอกาสเราช่วงนั้นเราแพ้บ่อยกว่าเราชนะ แล้วเสน่ห์จริงๆ เนี่ยคือตอนนั้น 2002 ผมเริ่มเชียร์ แล้วพอตัดมาที่ 2005 นะครับ คืนวันที่จดจำได้ก็คือ คืน 25 พฤษภาคม 2005 นะครับที่อิสตันบูล ก็คือเป็นคืนที่ลิเวอร์พูลตามหลัง 3-0 ในรอบสุดท้ายของ Champions League แล้วก็กลับมาตีเสมอกัน 3-3 ได้แล้วก็ชนะจุดโทษ คือความจริงเรื่องราวมัน…ผมดูลิเวอร์พูลทีไรผมหัวใจจะวายอ่ะ

คือตั้งแต่ย้อนกลับไปตั้งแต่เจอ Olympiakos ละ ตอนรอบแบ่งกลุ่มในการแข่งขันเดียวกัน คือจะผ่านเข้ามาได้ก็ต้องชนะสองลูก ตอนนั้นรู้สึกว่าโดนนำไปก่อน 1-0 ก็ต้องชนะ 3-1 ก็หยุด 2-1 จนกระทั่งวินาทีที่ 87 ที่ Gerrard ยิงเข้า มันเริ่มเห็นแล้ว เสน่ห์มันเริ่มมาแล้ว แล้วเราดูแล้วเราแบบเราอินกับมันมาก ผมเคยเห็นประโยคหนึ่งที่เขาเขียนในเพจบอลที่อังกฤษ ซึ่งผมว่าผมเข้าใจเลยอ่ะ เข้าใจถึงอารมณ์ เป็นรูปของเด็กคนหนึ่งที่หัวล้านเพราะเป็นลูคิเมีย ยังเด็กมากนะครับน่าจะประมาณ 10 ขวบ แล้วพ่อเขาถ่ายรูปลูกเขาเนี่ยดูบอลอยู่ที่สนามแอสตันวิลลา แล้วเขาก็บอกว่า 90 นาทีนั้นน่ะเป็น 90 นาทีเดียวที่ลูกเขาลืมไปว่าลูกเขาเป็นลูคีเมีย อันนี้มันเข้าใจอ่ะ ผมเข้าใจจริงๆ เพราะว่าพอผมดูบอลเนี่ย ผมดูบอลเพราะมันสนุก ผมดูบอลเพราะมันเร้าใจ แต่บางทีผมก็ดูบอลเพื่อจะหนีออกจากปัญหา ปัญหาที่ผมเครียดอยู่ในโลกเหมือนกัน

The People: รู้สึกยังไงเวลาโดนล้อว่าทีมยังไม่เคยได้แชมป์ Premier League
พริษฐ์: เอ่อ ยังไม่เคยได้แชมป์ Premier League แต่ว่าเราเป็นแชมป์ Champions League นะครับ ก็คือผมไม่ได้เชียร์บอลเพราะว่าเขาชนะ เรารักทีมนั้นเราอยากให้เขาชนะ แต่ถ้าผมเชียร์บอลเพียงเพราะว่าเป็นทีมที่เก่งสุด ทีมที่ชนะ ยังงี้ผมก็ต้องเปลี่ยนทีมไปเรื่อยๆ คนอาจจะล้อผมเหมือนพรรคการเมืองก็ได้นะ (หัวเราะ) คือเราไม่ได้เชียร์เขาเพราะว่าเขาชนะครับ เราเชียร์เพราะว่าเราชอบทีมนี้ เพราะฉะนั้นชนะไม่ชนะเราก็เอาใจช่วย

The People: ฟอร์มปีนี้คิดว่าลิเวอร์พูลจะได้แชมป์ไหม
พริษฐ์: โห…คือลิเวอร์พูลทุกครั้งเนี่ย พอมันดูเหมือนจะดีแล้วเนี่ย มันจะต้องมาตกม้าตายเสมอ ครั้งหนึ่งที่ผมเคยร้องไห้เสียน้ำตาเพราะบอลเนี่ย มันจะมีสองครั้งที่เสียน้ำตาเพราะบอล ครั้งหนึ่งเรื่องดูบอล ครั้งหนึ่งเรื่องเตะบอล เพราะความจริงเรื่องดูบอลก็บอลเรื่องหนึ่ง ผมก็บ้าเตะบอลเหมือนกันครับ เอ่อ ครั้งที่เสียน้ำตาเพราะดูบอลเนี่ยคือตอนที่ Gerrard ล้มในตอนเจอเชลซี โห…ปีนั้นผมพูดตรงๆ นะ คือทุกอย่างมันใช่ จนมาถึงวันที่ วันช่วงสงกรานต์ที่ลิเวอร์พูลเจอแมนฯ ซิตี้แล้วก็นำไปก่อน 2-0 แล้วก็โดนตีเสมอเป็น 2-2 แล้วมายิงเข้าในนาทีท้ายๆ เป็น 3-2 คือ ผมแบบปีนี้มาแล้ว เพราะนัดนั้น(พบกับเชลซี) สำคัญมาก เพราะมันพลิกให้ทุกอย่างมันอยู่ในมือลิเวอร์พูล ตอนที่ Gerrard ล้มนี่ผมแบบ…ผมเซ็งเลยอ่ะ คือ ณ วินาทีนั้นรู้แล้วแหละ เหมือนกับรู้ว่าคงตามคงตีเสมอนัดนั้นไม่ได้ เหมือนกับโชคชะตามันกำหนดมาแล้วว่าจะมาล้มที่ตรงนี้ เอ่อ จำได้ว่ารีบกลับมาจาก IKEA ไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ IKEA แล้วก็รีบกลับมาเพื่อดูให้ทัน แล้วก็นั่งดูอยู่ที่บ้านคนเดียว ดีใจที่วันนั้นไม่ได้นั่งดูกับเพื่อน นั่งดูที่บ้าน (หัวเราะ)

The People: แล้วอีกครั้งหนึ่งที่เสียน้ำตาเพราะบอล คือ…
พริษฐ์: ตอนนั้นผมเตะบอล คือที่โรงเรียนมัธยมผมจะมีบอล 26 บ้าน คล้ายๆ แฮร์รี่ พอตเตอร์แหละครับ แต่มี 26 บ้าน แล้วทุกปีจะมีการแข่งขันกัน รอบตัดเชือกตอนนั้นเราเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย เอ่อ เจอกับเต็งหนึ่งเลย เต็งหนึ่งของรายการ แล้วเรานำไปก่อน 3-0 แบบพลิกล็อกมากเรานำไปก่อน 3-0 ไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะนำไปก่อน 3-0 เพราะเขามีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น เสร็จแล้วไม่รู้เกิดอะไรขึ้น 10 นาทีสุดท้ายเนี่ยเสีย 3 ลูก คือทุกอย่างมันเริ่มมาๆ เสร็จแล้วก็ไปดวลกันที่จุดโทษ ผมมาเป็นคนที่ห้า แล้วผมอยู่ในสถานการณ์ที่ว่าถ้าผมยิงเข้า เราชนะเลย แต่ผมยิงไม่เข้า เหมือนตอน John Terry ยิงพลาดน่ะครับ สถานการณ์เหมือน John Terry แล้วก็ในที่สุดเราแพ้จุดโทษ จำได้วันนั้นแข่งประมาณ ช่วงประมาณบ่ายสองถึงบ่ายสี่ แล้วตอนห้าโมงผมมีสอบวิชาภาษาอังกฤษ สอบไม่รู้เรื่องเลยพูดตรงๆ เพราะว่าเซ็งกับมันอยู่

The People: แล้วปีที่ผ่านมารู้สึกยังไงตอนลิเวอร์พูลได้รองแชมป์ยุโรป
พริษฐ์: เอ่อ ไม่ได้ดูครับ เพราะว่าอยู่ในค่ายทหาร แต่ก็ต้องขอขอบคุณระบบการเกณฑ์ทหารที่ผมไม่ต้องเห็นว่า Karius ทำยังไงกับลิเวอร์พูล (หัวเราะ)

The People: เรามารู้ข่าวหลังจากนั้นกี่วัน
พริษฐ์: น่าจะประมาณอาทิตย์ครึ่งครับ มีครั้งแรกที่ญาติมาเยี่ยม แล้วเพื่อนผมมาเยี่ยมบอกเห็นข่าวยัง ผมก็รีบชิงดูไปก่อนเพื่อนมา รู้แล้วมาแน่นอน เห็นแล้วไม่รู้จะพูดยังไงเลยครับ ผมพูดไม่ออกจริงๆ คือวันนั้นเนี่ยความจริงทีมเราเล่นดีมาก ทั้งทีมเลย Lovren อะไรที่แบบธรรมดารั่วๆ เนี่ยเล่นดีมาก แล้วก็ Salah เจ็บ ก่อนที่ Salah เจ็บเนี่ยผมว่าเราเหนือเขานะ แต่ Salah เจ็บแล้วยังก็ยังแน่นอยู่ เอ่อ แค่นี้แหละครับ ก็…ไม่รู้จะพูดยังไงจริงๆ อ่ะ

The People: นักบอลในดวงใจ
พริษฐ์: ก็คงต้องเป็น Steven Gerrard นะครับ เพราะว่าผมรู้สึกว่า Steven Gerrard เป็นผู้นำที่พูดน้อย เขานำโดยการกระทำ เขาไม่ต้องมาพูดแบบเร้าอารมณ์อะไรมาก แต่ว่าเขาพอสถานการณ์มันบีบบังคับทีมตามหลังเนี่ย เขานำเสมอ แล้วผมเลยเสียใจมากวันที่เขาล้ม เพราะผมเชื่อว่าคนที่เสียใจที่สุดคือเขา มีข่าวออกมาว่าหลังจากนั้นเขาขึ้นไปในรถเขา ปิดประตูทุกอย่างแล้วนั่งร้องไห้เป็นชั่วโมงอยู่คนเดียว เพราะว่าวันนั้นเนี่ยผมเห็นแล้วว่าพอเขาล้มเนี่ยเขารู้สึกว่าเขาพลาดให้ทีม เขาคนเดียวทำให้ทีมเสีย แล้วครึ่งหลังเนี่ยเขาเป๋มากนะ ผมเห็นเขาพยายามยิงไกล พยายามทำอะไรทุกอย่าง เหมือนกับพยายามจะแก้ที่ตัวเองทำผิดไปอ่ะ แล้วมันลนมาก แต่ก็นับถือความเป็นผู้นำของ Gerrard

แต่ถ้าพูดถึงสไตล์นักเตะนะครับ ผมชอบ Firmino มาก Firmino เนี่ยเป็นกองหน้าที่แบบไม่ได้โดดเด่นเลย ไม่ได้เป็นกองหน้าที่แบบว่าหวือหวาอะไร แต่สิ่งที่เขาทำที่เขาดีมากคือเขาขยัน เอ่อ Firmino น่าจะเป็นกองหน้าที่ tackle หรือว่าสกัดคู่ต่อสู้ได้สูงสุดใน Premier League คนหนึ่ง แล้วก็การที่เราแบบกดดันคู่ต่อสู้ตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่กองหลังเนี่ย เป็นกองหน้าที่กดดันคู่ต่อสู้เนี่ย มันทำให้ทีมอื่นมันเหมือนกับรู้สึกลนตลอดเวลา ผมว่า Firmino สำคัญกับทีมที่สุดแล้ว

 

The People: ชอบ Jürgen Klopp ไหม
พริษฐ์: โอ้ สุดๆ เอ่อ คือเป็นคนที่มีความสามารถในการจัดการทีม แต่ผมว่าสิ่งหนึ่งที่เขาเป็นคือเขาเป็นแฟนบอลนะ คือดูจากเวลาอารมณ์เขาดีใจเวลาใครยิงเข้าเนี่ย คือเห็นเลยว่านี่คือแฟนบอลตัวจริง เพราะผมก็เป็นอย่างนี้ ผมเคยตอน 2006 FA Cup รอบสุดท้ายเนี่ย คือสมัยก่อนจะแย่งกับคุณแม่เพราะมีทีวีอันเดียว แล้วคุณแม่ดูละครแล้วผมอยากดูบอล แต่อันนั้นคือเจรจาต่อรองกันได้จนกระทั่งคุณแม่ขึ้นไปอยู่ข้างบนแล้วผมดูบอลข้างล่าง แล้วผมก็เซ็งแล้วเพราะนึกว่าจะแพ้แล้ว แล้วตอน Gerrard ยิงเข้านาทีสุดท้าย เอ่อ ที่ half volley จาก 35 หลา ผมวิ่งทั่วบ้านเลย ผมจำได้ ตอนนั้นปี 2006 ก็ประมาณ 14 ปี ผมวิ่งทั่วบ้านเลย แล้วมันก็อารมณ์เดียวกับที่ Jürgen Klopp วิ่งเข้าไปในสนามตอนที่ลูกทีมยิงเข้า คือผมชอบตรงที่เขาแบบเขาเป็นแฟนบอลอ่ะ เขาไม่ได้เป็นแค่ทำอาชีพ แต่เขารักอาชีพนี้จริงๆ

The People: พูดถึงความทรงจำที่มีต่อฟุตบอลบ้างว่า ในแง่คนชอบเตะบอล เราโตมากับการเตะบอลยังไง
พริษฐ์: คือตอนที่ผมอยู่โรงเรียนมัธยมเนี่ย เป็นโรงเรียนประจำชายล้วน ผมเตะบอลแบบแข่งนะครับ สามครั้งต่ออาทิตย์ เอ่อ วันอาทิตย์เนี่ยแข่งให้โรงเรียน เอ่อ แล้วก็มีสองครั้งในกลางอาทิตย์ไปแข่งระหว่างบ้าน ตอนปีสุดท้ายที่ผมเป็นกัปตัน คือมันมีแข่งลีกกับแข่งคัพใช่ไหมครับ ที่ตกรอบ ที่น้ำตาคลอไปเพราะว่ายิงจุดโทษไม่เข้านั่นคือคัพ แต่ลีกเนี่ยตอนนั้นผมเป็นกัปตันทีม เอ่อ ไม่ได้เก่งสุด ยอมรับเลยไม่ได้เป็นนักเตะที่เก่งสุดในทีม แต่ผมถูกรับเลือกเป็นกัปตัน ผมเคยเปลี่ยนตัวเองออกหลายรอบเหมือนกันวันไหนที่รู้สึกเล่นไม่ดีนะครับ เอ่อ แล้วก็เราชนะปีนั้นเราชนะปีสุดท้าย ก็นั่นเป็นความทรงจำที่ดี คือโรงเรียนชายล้วนมัน…พอเราชอบเล่นกีฬามันก็เป็นอะไรที่ทำให้ไม่เบื่อครับ

The People: แล้วเล่นตำแหน่งอะไร
พริษฐ์: ตอนนั้นเล่นเป็น Centre midfielder ตอนนั้นยังวิ่งไหวอยู่ ยังค่อนข้างฟิตอยู่นะครับ ตอนเด็กสุดเลยเล่นเป็นกองหน้า เพราะว่าชอบ Michael Owen พอมาเล่นที่โรงเรียนมัธยมเนี่ย ผมเล่นเป็นปีกขวา ผมไม่ได้เร็วขนาดนั้น แต่ว่าเหมือนกับว่าเราตัวเล็ก เพราะงั้นปีกขวามันก็เป็นพื้นที่ที่ปกป้องได้นะครับ แล้วก็เสร็จแล้วผมย้ายเข้ามา Centre midfielder ตอนที่เป็นกัปตัน ตอนนั้นก็ยังฟิตอยู่ วิ่งขึ้นวิ่งลงพอไหว เอ่อ ช่วงหลังๆ เนี่ยเริ่มมาเล่นเป็นสนามเจ็ดคนแล้ว แล้วผมชอบเล่นตำแหน่งแบบ CDM ก็คือ Defensive midfielder คือใครวิ่งขึ้นไป ผมเหมือนเป็นตัวแบบเหมือน Xabier Alonso อ่ะเป็นตัวกลาง เก่งไม่เก่งไม่รู้นะครับแต่ว่าผมชอบ

The People: เคยไปสนาม Anfield ไหม
พริษฐ์: เฮ้อ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดเลย ถ้าถามว่าผมเรียนที่อังกฤษ 10 ปีกับทำงานที่อังกฤษต่ออีกปีหนึ่งเนี่ย อะไรที่ผมเสียดายที่สุด ผมไม่เคยไป Anfield

The People: ทำไม
พริษฐ์: มันแพงครับพูดตรงๆ คือค่าตั๋ว ค่าเดินทาง ตอนที่ผมเรียนมัธยมเนี่ยยอมรับว่าไปข้างนอกยาก เพราะว่ามันก็มีข้อจำกัดว่าเขาให้อยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ โรงเรียน พอไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ปริญญาตรีเนี่ย ตัวเมืองอ็อกซ์ฟอร์ดมันก็ไม่ค่อยอยู่ใกล้ลิเวอร์พูลนะครับ ถ้าขึ้นไป มันก็ขึ้นไปไกล ค่าตั๋วก็แพง เพื่อนผมที่เชียร์ลิเวอร์พูลก็ไม่ค่อยมี เพราะงั้นชวนใครไปก็ไม่ค่อยมีใครอยากไป แล้วก็ยอมรับว่าตอนเรียนอยู่เนี่ยผมทำกิจกรรมเยอะมาก ซึ่งความจริงทำให้ไปเจอนักบอลหลายคนเลย แต่ว่าทำกิจกรรมเยอะมาก ก็เลยไม่ได้มีโอกาสไปที่ Anfield แต่ว่าที่ผมไปบ่อยสุดคือไป Stamford Bridge เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมนี้ด้วยกันเนี่ย บ้านเขาอยู่ติดสนามของเชลซีเลย แล้วเขามีตั๋วฤดูกาลสี่ใบคือของครอบครัวเขา แต่บางสัปดาห์เนี่ยคือน้องชายเขาอาจจะไม่ว่าง เขาก็เลยพาผมไป ก็ดูหมดเลยครับ เชลซี-ฟูแลม เชลซี-อาร์เซนอล จำได้นัดที่ 1,000 ของ Wenger ใน Premier League ที่แพ้ 6-0 กับเชลซี วันนั้นผมเกือบตาบอดเพราะผมบ้าบอล

ผมเกือบตาบอดเพราะบอลมาแล้ว คือคืนวันก่อนเนี่ยผมใส่คอนเทคเลนส์รายวัน แล้วผมได้ทำกุญแจบ้านหาย เพราะว่าเหมือนกับเสื้อแจ็คเก็ตมันหายไป ทีนี้กลับเข้าบ้านไม่ได้ ทีนี้ผมก็เครียดแล้ว เพราะว่าถ้าผมถอดคอนแทคเนี่ย วันรุ่งขึ้นผมรู้ว่าผมไปดูเชลซี-อาร์เซนอล ถ้าผมถอดคอนแทควันที่ผมควรเนี่ย ผมจะมองบอลไม่เห็นเลย ผมก็เลยแบบ…เออ มันเขียนว่ารายวัน น่า…สองวันน่าจะไหวอยู่ ก็เลยนอนคืนนั้นที่บ้านเพื่อนเพราะกลับบ้านตัวเองไม่ได้ แล้วก็ใส่คอนแทคไปต่อที่ Stamford Bridge วันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าก็ได้ดูเต็มที่เลย 6-0 แต่ว่าพอกลับมาถึงอ็อกซ์ฟอร์ดปั๊บ ตาแบบแดงเลย ผมต้องถอดคอนแทคออกมา แล้ววันรุ่งขึ้นผมบินกลับเมืองไทยพอดี พอลืมตาที่สุวรรณภูมิเนี่ย คือมันแสบจนแบบลืมตาไม่ได้ ผมไปโรงพยาบาลเลย คุณหมอบอกว่าดีนะคุณมาวันนี้ เพราะว่ามาช้ากว่านี้แผลมันอาจจะลุกลามถึงตรงที่มันทำให้มองไม่เห็น

The People: คนมองว่าครอบครัวเราก็มีรายได้ระดับหนึ่ง แล้วตั๋วดูบอลมันแพงขนาดนั้นเลยเหรอ
พริษฐ์: ก็…ตอนเป็นนักศึกษาผมก็ คือมองว่าครอบครัวเรามีรายได้ระดับหนึ่ง แต่ว่าเราก็ต้องใช้เงินให้มันไม่ฟุ่มเฟือยนะครับ อย่างตอนเด็กๆ ผมอยากได้ลูกบอลเนี่ย บางทีลูกบอลใน Champions League บางทีถ้าเอาของจริงมันหลายพันนะครับ ผมก็จำได้ว่าผมจะเก็บสะสมเงิน คือผมเป็นคนไม่ค่อยใช้เงินกับอย่างอื่น เพราะงั้นตอนเด็กๆ ผมจะเก็บสะสมเงิน มันพอไหมจะไปซื้อเสื้อลิเวอร์พูลตัวหนึ่ง ไปซื้อลูกบอลอันหนึ่งที่ผมชอบ แต่ว่าก็ ผมเป็นคนไม่ค่อยใช้เงินฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ให้เงินผมมาใช้เยอะแยะอยู่แล้ว ความจริงคุณพ่อคุณแม่ผมถามว่าสถานะการเงินมั่นคงไหม ก็มั่นคง แต่เขาเป็นหมอรัฐบาลครับ หมอโรงพยาบาลรัฐก็ไม่ได้ทำธุรกิจอะไรมีรายได้อะไรสูง ทีนี้ตอนที่เป็นนักศึกษาเนี่ยเราก็มีวินัยในการใช้เงิน เราก็ตั้งไว้ว่าเราใช้เงินต่อเดือนเนี่ยไม่เกินเท่าไหร่ ทีนี้ตอนทำงานแล้วเนี่ย อันนี้เสียดายเพราะตอนนั้นมีเงินเดือนของตัวเองแล้ว สิ่งที่มีพอคือเงินที่จะซื้อตั๋วไปดูบอล แต่ว่าสิ่งที่ไม่มีคือเวลา(หัวเราะ)

The People: แล้วดูบอลที่อังกฤษไปดูที่ผับหรือที่ไหน
พริษฐ์: ส่วนมากไปดูกันในผับหรือว่าดูกันในทีวีในหอน่ะครับ คือคนที่อังกฤษเข้าผับตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่ผับภาษาอังกฤษมันคนละอย่างกับผับภาษาไทย คือผับภาษาอังกฤษคือเหมือนกับว่าเขาเป็นร้านแบบสไตล์ไม้ๆ มีจอโทรทัศน์ แล้วก็คนก็ไปดื่มเบียร์กันดูบอล คือมันจะไม่เป็นอารมณ์ที่แบบ คือผมเคยดูบอลที่แบบผับไทยนะ ก็เป็นแต่ละคนนั่งกัน มันก็จะมีจอทีวี บางคนก็จะหันมาดูบ้างอะไรบ้าง ที่อังกฤษนี่คือแบบทุกคนยืนเรียงกัน คือทุกคนแบบหาพื้นที่ส่วนตัวเพื่อจะแบบจ้องไปที่จอทีวีเดียว ถือเบียร์อยู่ในนี้ แล้วก็แบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนว่าใครอยู่ฝ่ายไหน (หัวเราะ) ผมจำได้ นัดที่จำได้ดีที่สุด ตอนที่ไปดูบอลในผับแล้วรู้สึกมันมาก คือนัดที่ลิเวอร์พูลเจอเชลซี ก่อนที่ Torres ย้ายมาอยู่เชลซี แล้วตอนนั้น Torres ฟอร์มเริ่มตก แต่มายิงสองลูก ครั้งนั้นชนะ 2-0 ผมยังจำได้เลย Torres ยิงโค้งเงี้ย จากมุมซ้ายของนอกกรอบจุดโทษ ตอนนั้นก็ดีใจมาก แต่ภายในไม่ถึงอาทิตย์หนึ่งเขาก็ย้ายไปอยู่เชลซีแล้ว (หัวเราะ)

The People: ได้คุยเรื่องฟุตบอลกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะบ้าง ไหม
พริษฐ์: ก็ไม่ค่อยนะ ทีมมันคนละระดับอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้จะคุยยังไง คือตอนที่นิวคาสเซิลฯ ตกไปอยู่ใน Championship ผมก็ไม่ได้ติดตาม ผมก็ไม่รู้ว่า Championship นี่มันเป็นยังไง เล่นกันยังไง ผมไม่รู้ (หัวเราะ) คุยเรื่อง Champions League เขาก็ไม่รู้เรื่องอีก ผมก็เลยแบบไม่รู้จะคุยเรื่องไหน

The People: บอลไทยเชียร์ไหม
พริษฐ์: เชียร์ทีมชาตินะครับ เคยไปดูทีมชาติอยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน แต่ว่าไทยพรีเมียร์ลีกนี่ยังไม่ได้เริ่ม รู้สึกว่าเริ่มแล้วมันต้องอินไง คือถ้าเราเริ่มมันต้องอินจริงๆ ทีนี้ยังไม่รู้ว่าจะไปเชียร์ทีมไหน ยังไม่มีทีมไหนที่เราเห็นแล้วเรารู้สึกรัก ก็เลยยังไม่ได้เชียร์ แต่ความจริงก็ดีใจนะครับที่เห็นว่าไทยพรีเมียร์ลีกเนี่ยมีคนดูเยอะขึ้น มาเป็นอุตสาหกรรมที่มันจริงจังเยอะขึ้นมากขึ้นฮะ

The People: เรามองเรื่องการพัฒนาวงการกีฬากับสังคมไทยอย่างไรบ้าง
พริษฐ์: ความจริงผมว่ากีฬาเนี่ยคือมันเชื่อมโยงสามอย่างครับ อย่างแรกเนี่ยคือเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อป้องกันสุขภาพ อันนี้ผมว่าสำคัญ ยิ่งเรากำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเนี่ย งบประมาณที่รัฐมีสำหรับการรักษาพยาบาลเนี่ยมันก็จะถูกบีบมากขึ้นเพราะว่าคนจะป่วยเยอะขึ้น คนก็จะป่วยเป็นโรคเรื้อรังด้วย คือว่าไม่ใช่ไปโรงพยาบาลครั้งเดียว เราไปหลายครั้ง ฉะนั้นมันจำเป็นที่เราต้องเปลี่ยนวิธีการคิดเรื่องระบบสาธารณสุขเนี่ย จากการที่ว่าแค่รัฐช่วยรักษาพยาบาลมาช่วยลงทุนป้องกันให้คนไม่ป่วยตั้งแต่ต้น แน่นอนการพยายามรณรงค์ลดบุหรี่ ลดเหล้าก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าการออกกำลังกายเนี่ยผมว่าก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ดี เราก็จะเห็นว่าช่วงหลังๆ ก็จะมีคนวิ่งค่อนข้างเยอะ หลังจากเห็นพี่ตูนวิ่ง ก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แล้วผมว่ากีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลเนี่ยสิ่งที่ทำให้คุณลุกออกจากเตียง ง่ายที่สุดและยอมไปออกกำลังกายน่ะ คือถ้ามีเพื่อนโทรตาม แล้วคุณรู้ถ้าคุณไม่ไปเนี่ยงานล่มแน่นอน เพราะฉะนั้นการที่ไปด้วยกันเป็นทีมผมว่ามันสร้างบรรยากาศที่ว่าเออ ไปออกกำลังกายด้วยกัน ไปรักษาสุขภาพด้วยกัน อันนั้นเป็นมิติที่หนึ่งเนี่ยผมว่ากีฬาเนี่ยสำคัญ โดยเฉพาะในโลกที่เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย สำคัญยิ่งขึ้นกว่าสมัยก่อน

อย่างที่สองเนี่ยผมว่ามันสำคัญสำหรับระบบการศึกษานะครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วเนี่ยมันก็ยังมีค่านิยมอยู่ในประเทศไทยระดับหนึ่งว่า คนจะประสบความสำเร็จได้เนี่ยจะต้องเรียนเก่ง คือถ้าคุณเกรดไม่ดีเนี่ยคุณจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมมีเพื่อนพลทหารหลายคนที่บอกว่าเขาออกจากระบบการศึกษาเนี่ย เพราะว่าเขารู้สึกว่าทุกคนแบบตีตราเขาว่ายังไงเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่าเขาคะแนนเลขไม่ดี ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ ทั้งๆ ที่ความจริงเขามีความสามารถในด้านอื่นเยอะมาก ไม่ว่าจะบางคนก็มีความสามารถในด้านดนตรี บางคนก็มีความสามารถในด้านกีฬา ฉะงั้นผมมองว่าการพัฒนาช่องทางอาชีพของสายอื่นที่ไม่ใช่สายวิชาการเนี่ย คือการตีกรอบออกมาว่าเอ้ย ความจริงประสบความสำเร็จได้เนี่ย มันไม่ต้องเก่งแค่เรื่องวิชาการนะ คุณเก่งกีฬาก็มุ่งทางนั้นไปเลย คุณเก่งการแสดงก็มุ่งทางนั้นไปเลย ผมว่ามันทำให้เยาวชนหรือเด็กนักเรียนเนี่ยมีช่องทางที่ทำให้รู้ว่าเอ้ย เราสามารถประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องออกมาจากระบบการศึกษา

แล้วผมมองว่าระบบนี้ที่อังกฤษเขาทำออกมาค่อนข้างดี ก็คือว่าโรงเรียนผมเขาจะผลักดันเลยว่าอย่างแรกคือคุณไม่ต้องเก่งทุกวิชานะ คุณหาวิชาที่คุณชอบและคุณถนัด แล้วคุณแบบมี passion จริงๆ แล้คุณลุยไปเลย คุณแบบชอบเลขคุณก็ลุยเลขไปเลย คุณแบบชอบการเมืองคุณก็ลุยการเมืองไปเลย แต่ยิ่งไปกว่านั้นเนี่ยเขาจะผลักดันให้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนเยอะ เพื่อค้นหาว่าคุณชอบกิจกรรมนอกห้องเรียนอะไรหรือเปล่า ถ้าคุณชอบศิลปะคุณก็ลุยไปเลย แล้วก็ให้คุณมีเวลาวาดรูปทำอะไรก็ว่าไป ถ้าคุณชอบกีฬาคุณก็ลุยไปเลย ผมมองว่าเพราะงั้น อย่างที่สองเนี่ยมันช่วยเรื่องระบบการศึกษา คือเรื่องรองรับความหลากหลาย ความสามารถของเด็กนะครับ

แล้วมิติที่สามเนี่ย ผมว่ามันก็เป็นเรื่องของความสามัคคีนะครับ คือเราจะเห็นว่าพอมันมีการแข่งขันเนี่ย อย่างกีฬาเนี่ยแน่นอนมันก็มีการแข่งขัน การแข่งขันมันก็ดุเดือด มีกฎกติกาที่เราต้องอยู่ภายในกรอบแล้วก็แข่งขันกันอย่างดุเดือด เอ่อ พยายามทำทุกอย่างให้เราชนะในกฎกติกา ทีนี้สิ่งที่เราเห็นในกีฬา สิ่งที่สำคัญการแข่งขันนั้นมันต้องไม่นำไปสู่การขัดแย้ง คือคุณแข่งแทบตายเลย เรียลมาดริด ลิเวอร์พูล แมนยูฯ เนี่ย แข่งแทบตายเลย พัฒนานักเตะให้เก่ง หานักเตะที่เก่งๆ พัฒนาทีมเวิร์ก หาผู้จัดการที่เก่งๆ วางกลยุทธ์ดีๆ คนที่ได้ถ้าเกิดทั้งสองทีมแข่งขันกัน คนที่ได้จริงๆ คือประชาชนที่ดูอยู่ เพราะว่าเขาได้เห็นการแข่งขันที่มีคุณภาพสูง

The People: ฟุตบอลให้อะไรเรา
พริษฐ์: ฟุตบอลมันเป็นยาวิเศษสำหรับผม มันเป็นอะไรที่บ่งบอกผมว่า มันนอกจากงาน มันยังมีอย่างอื่นที่ผมรักอยู่นะ ฟุตบอลมันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมลืมปัญหาในชีวิตได้ไปช่วงหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเครียดการทำงานหรือแม้กระทั่งปัญหาความรักนะครับ ผมดูบอลเนี่ยผมอยู่กับมันอย่างเดียว เอ่อ แต่ว่าฟุตบอลเนี่ยก็เป็นช่องทางให้ผมได้มีโอกาสเจอเพื่อนอยู่ในช่วงที่ผมยุ่ง เพราะว่าก็มาเตะบอลด้วยกัน เพราะฉะนั้นสำหรับผมเนี่ยฟุตบอลมันเป็นหลายอย่าง หลายสิ่งหลายอย่างมาก แต่ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นว่าสิ่งๆ นั้นมันจะต้องเป็นฟุตบอลสำหรับทุกคน คือผมว่ามันเป็นอะไรที่สำคัญนะ เพื่อหาสมดุลในชีวิต เพื่อหาสิ่งที่จะมาช่วยเยียวยาเวลาเราเครียด เพื่อหาช่องทางที่ยังได้พบปะเพื่อนฝูงอยู่เนี่ย หากิจกรรมสักกิจกรรมหนึ่งนะครับ เพราะว่าสำหรับผมเนี่ยผมคิดว่าชีวิตผมคงเครียดกว่านี้เยอะถ้าผมไม่มีฟุตบอลนะ


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล