Post on 01/04/2019

น้ำพราว สุวรรณมงคล: ผู้หลงรักนิยายไซ-ไฟ สู่สำนักพิมพ์ที่ชวนเคว้งคว้างในอวกาศ

“นิยายวิทยาศาสตร์มันก็จะฟังดูแบบนี้เหมือนหนังสือเรียนนะ แต่จริง ๆ มันอยู่กับเรามาตลอด โดราเอมอนก็ไซ-ไฟนะ คอปเตอร์ไม้ไผ่อะไรอย่างนี้ หนังฮอลลีวูดหนังที่ทำเงินเยอะที่สุดตลอดมาก็เป็นไซ-ไฟ หมดเลยนะ เช่น Star Wars, Star Trek, The Matrix, Men in Black ช่วงนี้ก็แบบพวก Avengers”

คำว่า นิยายไซ-ไฟ (Sci-fi) หรือนิยายวิทยาศาสตร์ ถูกพ่วงมาด้วยมายาคติชุดหนึ่ง ในวันที่ผู้อ่านยังไม่เปิดประตูเข้าหามัน ด้วยความคิดที่ว่าอ่านยาก เหมือนหนังสือเรียน แต่ในความเป็นจริง ไซ-ไฟ แฝงอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปเรื่อยมาผ่านหนังสือ ซีรีส์ และภาพยนตร์

คนยุคหนึ่งชื่นชอบการเฉลิมฉลองความก้าวหน้าของเทคโนโลยีบนโลกผ่านหนังอย่าง Back to the Future (1985) รู้จัก DNA อันเป็นที่มาของกำเนิดไดโนเสาร์ยุคใหม่ ผ่าน Jurassic Park (1993) หรืออาการการคลั่งไคล้สงครามจักรวาล Star Wars จากยุค 70 ถึงทุกวันนี้

ผู้คนในยุคนี้หลงใหลในวรรณกรรมหรือภาพยนตร์แนวดิสโทเปีย ที่โลกความจริงไม่น่าพิสมัยอีกต่อไปแล้ว ผ่านปรากฏการณ์หนังสือและภาพยนตร์อย่าง The Hunger Games (2012-2015)

แสดงให้เห็นว่า ไซ-ไฟ ป๊อปมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ไซ-ไฟ ที่พาเราท่องโลกขนาดจิ๋วระดับ DNA และเคว้งคว้างในจักรวาลที่กว้างใหญ่ด้วยความหรรษา

จากคนรักการอ่านนิยายไซ-ไฟ The People ของเรา-น้ำพราว สุวรรณมงคล ทำฝันตัวเองให้เป็นจริง ด้วยการตั้งสำนักพิมพ์โซลิส (Solis Books) เพื่อนำเสนอนิยายแปลไซ-ไฟ สนุก ๆ อย่างเช่น ชุดนิยายวิทยาศาสตร์ของ John Scalzi อย่าง โอลด์แมนส์วอร์ ปฐมบทสงครามข้ามเอกภพ, ลาสต์โคโลนี ที่มั่นสุดท้าย, โกสต์บริเกตส์ หน่วยพิเศษกองพลผี รวมถึงนิยายของ Octavia E. Butler อย่าง เมล็ดฝันวันสิ้นโลก

นิยายไซ-ไฟ ป็อปในไทยหรือเปล่า? สังคมไทยที่มีพื้นฐานความเชื่ออีกแบบ ตอบรับนิยายวิทยาศาสตร์ในแบบไหน? คนทั่วโลกกำลังพูดถึงนิยาย ไซ- ไฟ แบบไหน?

นี่คือบทสนทนากับหญิงสาว ผู้ที่หัวใจในโลกวรรณกรรม…เต็มไปด้วยคำว่า นิยายไซ-ไฟ

The People: ตอนนี้ปรากฏการณ์นิยายไซ-ไฟ ระดับนานาชาติเขาพูดถึงอะไรกัน

น้ำพราว: นิยายไซ-ไฟ ที่มาแรงมาก ๆ ในช่วงนี้จะเป็นไซ-ไฟ ที่มาจากแถบแอฟริกา เป็นแอฟริกัน ไซ-ไฟ ได้รางวัลเยอะเหมือนกัน กลุ่มผู้หญิงด้วย เรื่องเกี่ยวกับ LGBT ก็ทำแนวไซ-ไฟ ออกมาเยอะมาก คือไซ-ไฟ จะเป็นแนวที่จับประเด็นคนกลุ่มนี้เยอะมาก แล้วที่ฮ็อตสุด ๆ ก็น่าจะเป็นไซ-ไฟ ที่อิงการเมืองในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นความเห็นส่วนตัว เท่าที่อ่านมาจะเล่นกับประเด็นเช่นว่า ในโลกอนาคต อเมริกามีสงครามกลางเมือง ก็คือแบ่งไปเลยว่าฝ่ายไหนอยู่กับฝ่ายไหน เหมือนกับว่าเป็นอเมริกาที่ทำสงครามกันเองด้วยความแตกแยกในประเทศ คืออ่านแล้วจะรู้ได้เลยว่าเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

แล้วก็เรื่องที่อยากจะสร้างกำแพงกั้นอเมริกากับเม็กซิโก ก็มีคนเอามาเล่นในหนังสือไซ-ไฟ อยู่เหมือนกัน อย่างเช่นกั้นกำแพงไว้เพื่อไม่ให้หลังจากที่โลกแตกมีคนที่อยากจะเข้าประเทศเราเข้ามา แต่พระเอกต้องไปอยู่บนกำแพงนี้แล้วคอยยิงมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อไม่ให้เข้ามาในประเทศได้ ถ้าเข้ามาทรัพยากรในประเทศก็จะหายไป เราจึงต้องกันคนพวกนี้ เซ็ตติ้งเรื่องก็จะเป็น ไซ-ไฟ เลยนะ มีปืนมีอะไรที่ทันสมัยขึ้นกว่าเดิม แต่หลัก ๆ แล้วคิดว่ามันก็จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ที่เขาเอามาเขียนในแง่ที่เป็นไซ-ไฟ

The People: โดยทั่วไป ถ้าพูดถึงนิยายไซ-ไฟ เราจะนึกถึงนักเขียนอย่างไอแซค อาซิมอฟ หรืออาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก แต่ว่าตอนนี้มีนักเขียนหน้าใหม่ที่น่าติดตามบ้างไหม

น้ำพราว: มีนักเขียนของสำนักพิมพ์โซลิสเองที่ชอบมากเลย คือ John Scalzi ที่จริงก่อนหน้านี้เขาก็อยู่ในวงการมานาน เหมือนกับว่าเป็นคนที่เขียนเรื่องสั้นไซ-ไฟ มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ แต่ที่ชอบเพราะเขาเป็นคนที่สนใจเรื่องการเมืองด้วย วิธีการเขียนของเขาอ่านแล้วสนุกด้วย ตลกด้วย แต่ก็แทรกปรัชญาไซ-ไฟ ไว้ เขาเขียนหนังสือให้อ่านง่าย ๆ คือบางคนอาจจะมองว่าไซ-ไฟ น่าเบื่อ แต่บอกเลยว่าให้ลองอ่าน Scalzi สักเล่มหนึ่งจะไม่น่าเบื่อเลย

The People: มีนักเขียนผู้หญิงที่น่าสนใจหรือว่าน่าติดตามในโลกของนิยายไซ-ไฟ หรือเปล่า เพราะบางทีเราไม่แน่ใจว่าในโลกของนิยายไซ-ไฟ มีพื้นที่สำหรับนักเรียนผู้หญิงมากน้อยแค่ไหน

น้ำพราว: โซลิสทำออกมาแล้วเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อว่า Octavia E. Butler ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว จุดเด่นคือคุณ Butler เป็นนักเขียนผู้หญิงผิวสีที่เกิดในยุคที่พ่อแม่เขาเคยเกือบจะเป็นทาสมาก่อน คือเหมือนกับว่าคุณย่าคุณยายเป็นทาส พ่อแม่เป็นคนขัดรองเท้า แม่เป็นสาวใช้ แล้วทุกคนก็บอกเขาว่าไม่ต้องเรียนหนังสือหรอก เพราะว่าผู้หญิงผิวดำจะทำอะไรได้ แต่ตัวเขาสามารถเรียนหนังสือและเขียนหนังสือไปด้วย แล้วก็ตีพิมพ์หนังสือด้วย ตอนนี้เขาได้ไปมีชื่อใน Hall of fame เทียบเท่ากับนักเขียนที่เป็นผิวขาวเลยค่ะ

คือการที่ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในยุคที่เวลาพูดถึงนักเขียนไซ-ไฟ แล้วจะนึกถึงผู้ชายผิวขาว แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงผิวดำซึ่งเกิดในยุคที่ยังไม่ได้เปิดกว้างขนาดนี้ และเขาสามารถที่จะเขียนเรื่องดี ๆ ออกมาได้ ก็เลยประทับใจคนนี้เป็นพิเศษค่ะ

The People: ในโลกของนิยายไซ-ไฟ มีประเด็นเรื่องเพศที่น่าสนใจเยอะเหมือนกัน?

น้ำพราว: เหตุผลที่เรารักไซ-ไฟ เพราะเรารู้สึกว่าทุกสิ่งมันเกิดขึ้นได้ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ ครั้งแรกที่เคยมีฉากไซ-ไฟ ในแง่ที่เป็น pop culture ฉากคู่แต่งงานที่เป็นเพศเดียวกันปรากฏอยู่ในสื่อทีวี รู้สึกว่าจะมาจากเรื่อง Star Trek คือในยุคที่สิ่งพวกนี้ยังไม่มีคนยอมรับ แต่ในโลกของไซ-ไฟ มันเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นการคิดโจทย์ออกมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เป็นการตั้งคำถาม เช่น เราสามารถโคลนนิงตัวเองออกมาได้อย่างไร คือสมัยก่อนอาจจะเริ่มต้นจากผู้หญิงกับผู้หญิงแต่งงานกันได้ไหม หรืออาจจะเป็นคนมนุษย์ต่างดาวก็ได้นะ แค่นั้น คือถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่นะ เลยเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนชอบไซ-ไฟ เยอะ

จริง ๆ ผู้หญิงชอบไซ-ไฟ เยอะมาก เพราะว่าคนที่ชอบ Star Wars, Star Trek นึกภาพในสมัยที่เรียกว่าผู้หญิงทำอาชีพได้แค่เป็นเลขาฯ แต่เวลาที่เราอ่านหนังสือหรือว่าดูสื่อทีวี ดูหนัง เราจะได้เห็นผู้หญิงที่เป็นกัปตันเรือ ผู้หญิงขับยานอวกาศ คือมันเกิดขึ้นมาในยุคที่ในชีวิตจริงผู้หญิงอาจจะยังทำไม่ได้อย่างนั้น แต่ในโลกของไซ-ไฟ ผู้หญิงทำได้แล้ว

The People: นิยายไซ-ไฟ ฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกแตกต่างกันไหม ปรัชญาที่แตกต่างกันของทั้งสองฝั่ง มีผลต่อการเขียนนิยายหรือเปล่า

น้ำพราว: เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้นหรอกนะคะ ถ้าเป็นไซ-ไฟ ปรัชญาที่พูดถึงเรื่องจิตวิญญาณของคน อย่างเช่น เราโคลนนิงคนขึ้นมา คนคนนั้นมีจิตวิญญาณไหม หรือว่า AI มีชีวิตจิตใจเหมือนเราไหม อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นทั้งตะวันออกตะวันตกนะ แต่ว่าก็จะมีอะไรที่เหมาะกับตอนนี้มาก เพราะว่ามีนักเขียนไซ-ไฟ ที่เป็นเอเชียน-อเมริกัน เป็นคนทางฝั่งมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เป็นนักเขียนที่ไปดังในอเมริกาเลย เขาก็จะสอดแทรกเรื่องราววัฒนธรรมฝั่งเอเชียเข้าไปด้วย

นึกภาพแบบ Star Wars เขาจะแทรกวัฒนธรรมเกาหลีเข้าไป คนนี้เป็นเจไดหรือคนนี้เป็นคนธรรมดา เขาก็จะบอกว่าคนนี้เป็นคล้าย ๆ ผู้ใหญ่ของเผ่า คนนี้เป็นญาติที่เป็นรุ่นน้อง และมีพิธีกรรมอะไรต่อกัน ซึ่งวิธีคิดแบบเอเชียมันเหมือนกับนิยายสมัยโบราณของเกาหลีที่มีหัวหน้าครอบครัว ทุกคนก็ต้องเชื่อฟังคนนี้นะ เราเป็นลูกหลานเขา คือเขาแทรกสิ่งพวกนี้เข้ามาในเรื่องไซ-ไฟ ให้มันเปิดกว้างมากขึ้น

The People: ภาพรวมนิยายไซ-ไฟ ในบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง คนอ่านตอบรับแบบไหน

น้ำพราว: ปีนี้เป็นปีทองของไซ-ไฟ ไทย เพราะนอกจากโซลิสแล้วยังมีหลายสำนักพิมพ์ที่กำลังทำนิยายไซ-ไฟ คือต้องพูดว่าไซ-ไฟ ไม่ได้หายไปจากเมืองไทย มันมีมาเรื่อย ๆ แต่อาจจะไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นไซ-ไฟ เช่น The Hunger Games และ Divergent ที่เป็นหนังสือ young adult ที่มันมีหนังที่ดัง ๆ ออกมาแล้วก็มีหนังสือแปลออกมา จริง ๆ มันเป็นไซ-ไฟ อยู่ตลอดนะ

The People: กลุ่มคนอ่านนิยายไซ-ไฟ ในบ้านเราเป็นคนกลุ่มไหน

น้ำพราว: ถ้าใช้คำของเมื่อก่อนก็คือ นิยายวิทยาศาสตร์ มันก็จะฟังดูแบบนี้ เหมือนหนังสือเรียนนะ แต่จริงๆ มันอยู่กับเรามาตลอด ในหนัง ในเกมที่เล่น ในการ์ตูน ใครชอบอ่านการ์ตูนเมื่อก่อนโดราเอมอนก็ไซ-ไฟนะ คอปเตอร์ไม้ไผ่อะไรอย่างนี้ มันอยู่รอบตัวเราตลอด แต่ว่าเราอาจจะยังไม่คิดว่ามันเป็นไซ-ไฟ เท่านั้นเอง

พอมาถึงตอนนี้ที่มันเป็นหนังสือ มันเข้าถึงได้ง่าย หนังฮอลลีวูดหนังที่ทำเงินเยอะที่สุดตลอดมาในประวัติศาสตร์เป็นไซ-ไฟ หมดเลยนะ เช่น Star Wars, Star Trek, The Matrix, Men in Black ช่วงนี้ก็พวก Avengers ไอออนแมนมีชุดสูทมันก็คือไซ-ไฟ แบบทุกคนก็คุ้นเคยกับไซ-ไฟ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้อยู่ในรูปแบบหนังสือเท่านั้นเอง

The People: ทำไมสำนักพิมพ์เราถึงเลือกทำนิยายไซ-ไฟ เริ่มต้นมาจากอะไร

น้ำพราว: สารภาพเลยว่าความรู้เรื่องนี้น้อยมาก วันดีคืนดีก็แบบว่าแก่แล้วเนาะ ฉันต้องทำก่อนที่ฉันจะแก่ไปกว่านี้ ชอบอ่านหนังสือมาตลอดก็เลยอยากจะทำงานหนังสืออยู่แล้ว พอมีอยู่วันหนึ่งมาคิดว่าหนังสือที่ชอบมากคือแนวไหน ก็จับมารวมกันทำแนวไซ- ไฟ เอามาอย่างเดียวเลย

ตอนนั้นก็มีคนถามเหมือนกันนะว่าคิดยังไงจะทำนิยายไซ-ไฟ จะขายได้หรือเปล่า แต่ส่วนตัวคิดว่า ไซ-ไฟ มันมาทุกรูปแบบอยู่แล้ว ขาดแต่รูปแบบหนังสือที่ยังไม่พบ มันเป็นกลุ่มเฉพาะที่เราน่าจะเข้ามา เริ่มต้นจริง ๆ ก็น่าจะสัก 2 ปีก่อน โชคดีที่มีเพื่อน ๆ ในวงการช่วยสนับสนุน มีคนแนะนำให้ทำอย่างนู้นอย่างนี้ ก็เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ครั้งแรกเคยไปงานหนังสือแฟรงค์เฟิร์ต เข้าไปงานก็ต้องคุยกับเอเยนซีใหญ่ ๆ ก็เข้าใจว่าเราเป็นหน้าใหม่ในวงการจริง ๆ ก็สนุกนะ เป็นเรื่องที่เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ

The People: สังคมแบบไหนที่คนจะรักนิยายวิทยาศาสตร์

น้ำพราว: จริง ๆ ทุกสังคมก็รักนะ ถ้าเกิดเราไม่พูดคำว่า ไซ- ไฟ ในแง่คำว่าหนังสืออย่างเดียว คือทุกคนก็จะอยากดู ตอนนี้มีหนังอะไรนะ Alita Battle Angel คนชอบอยู่แล้ว สังคมปัจจุบันเหมือนกับว่ายิ่งเด็กรุ่นใหม่เขาจะยิ่งชอบไซ-ไฟ สังเกตว่ารุ่นหลังมีคนถกเถียงกันว่าทำไมไซ-ไฟ ที่เรียกว่า ดิสโทเปีย (Dystopia – แนวนิยาย ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยสังคมที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายมากมาย) แบบ The Hunger Games มันถึงดัง เหมือนกับว่าคนยุคใหม่เขาเริ่มไม่มั่นใจกับเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ไซ-ไฟ แบบดิสโทเปียมันเข้ากับเขามากกว่า ทำไม The Hunger Games ต้องเอาเด็กวัยรุ่นไปฆ่ากันเพื่อความบันเทิงอะไรแบบนี้ หรือ Elysium ทำไมคนรวยได้อยู่ในโลกข้างบน คนจนอยู่ข้างล่าง แล้วคนรวยก็มีสิทธิ์การรักษาโรคทุกอย่าง ในขณะที่คนจนไม่มี ระยะหลังจะเป็นแนวนี้เยอะมาก ก็คิดว่ามันเข้ากับคนรุ่นนี้ ซึ่งก็ไม่แน่นะคะ ในอนาคตต่อไปถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นมาอาจจะมีขึ้นมาใหม่ที่ว่าสังคมอาจจะดีขึ้น

The People: นิยายไซ-ไฟ มันทำงานในสังคมความเชื่อแบบไทย ๆ อย่างไร

น้ำพราว: จริง ๆ มันก็เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกันนะ อย่างเมืองนอก คนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์หลาย ๆ คน ก็นับถือพระเจ้านะคะ แล้วทำไมเราพูดถึงคนไทยจะต้องมาคิดว่าคนไทยจะต้องไปไหว้ขอหวยไปขูดต้นกล้วยอะไรแบบนี้ เราก็ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกัน เราคิดว่าฝรั่งเขาฉลาดกว่าเรา แต่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเขาก็ยังถกเถียงกันไม่ได้ว่าพระเจ้ามีจริงไหม คือมันก็เป็นประเด็นที่พูดยาก มันก็คือความเชื่อ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะคะ อาจจะต้องจัดเสวนาสักครั้งหนึ่งเอาหลาย ๆ สำนักพิมพ์มาคุยกันว่าวิทยาศาสตร์ พระเจ้า ศาสนา มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร

The People: คนที่ชอบดูดวง หรือชอบซื้อหวย เขาก็อาจจะชอบอ่านไซ-ไฟ ก็ได้?

น้ำพราว: อันนี้คิดจริง ๆ ก็เหมือนว่าคนไทยพูดอย่างนี้ เหมือนด่าคนไทยว่าทำไมไปขูดหวย ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์เหรอ แต่ในขณะเดียวกันที่อเมริกาก็มีคนที่เชื่อ Flat Earth อยู่ ยังมีคนพยายามจะพิสูจน์ทฤษฎีโลกแบน หรือมีคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนลูก อันนี้เราก็แบบว่าฉันอ่านไซ-ไฟ แล้วฉันก็เชื่อพระเจ้านะ

วันก่อนไปคุยกับอาจารย์ยรรยง เต็งอำนวย ที่เป็นคนแปลหนังสือ บุรุษปราสาทฟ้า (The Man in the High Castle นิยายไซ-ไฟ งานเขียนของ Philip K. Dick) เขาก็ยังบอกเลยว่า บางคนเขาก็คิดจริง ๆ ว่ามันเรียก intelligent design คือทุกอย่างที่จะประกอบกัน ทุกโมเลกุลไม่มีสิทธิ์บังเอิญได้ขนาดนั้น และด้านวิทยาศาสตร์มันจะต้องมีอะไรจับมารวมกันจนเป็นมนุษย์ที่มี 5 นิ้ว เขาก็เลยบอกว่าพระเจ้ามีจริง ก็มีคนคิดแบบนี้จริง ๆ นะ แล้วก็เป็นวิทยาศาสตร์ด้วย เหมือนเขาเถียงกันเองไง คือมันพูดกันเท่าไหร่ก็มีที่แบบว่าพระเจ้าจะมีจริงได้อย่างไร จริงหรือเปล่าพระเจ้าสร้างโลกใน 7 วัน แล้วถ้าพระเจ้าสร้างโลก แล้วไอ้ดาวข้างนอก ยูเรนัส ดาวศุกร์ ดาวเสาร์อะไรอย่างนี้ ใครสร้าง ถ้ามีมนุษย์ต่างดาวจริง ๆ ใครสร้างมัน แต่ขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่บอกว่า เขาเรียนวิทยาศาสตร์มา แต่ว่ามันจะเชื่อได้อย่างนี้เลยเหรอ มันจะบังเอิญสร้างต้นไม้ สร้างอะไรอย่างนี้ได้เลยเหรอ มีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า จะต้องมีอะไรที่เป็นมากกว่าหรือเหนือกว่ากฎทางฟิสิกส์หรือเปล่า

The People: คิดอย่างไรกับกับสถานการณ์ disruption ที่คนอ่านสื่อกระดาษน้อยลง แล้วย้ายไปออนไลน์กันแล้ว

น้ำพราว: เรามองว่ามันเป็นคนละตลาดกัน เหมือนกับว่าหนังสือเขาก็มีตลาดของเขาอยู่ อย่างเช่นดูง่าย ๆ สมมติว่าสำนักพิมพ์ไหนก็ตามที่ประกาศทำลิขสิทธิ์เล่มไหนออกมา คนก็จะไปดูว่าเล่มปกสวยไหมอย่างนู้นอย่างนี้ จะเป็นกลุ่มคนที่ต้องการหนังสือที่สามารถลูบคลำในมือได้ เคยเห็นคนที่ชอบ Harry Potter นะ เคยมีฉบับ edition เก่า พอมีคนออก edition ใหม่เขาก็สะสมอีก ที่ว่าหนังสือเล่มยังไงก็ยังอยู่ แต่ถ้าวันไหนที่อยู่ไม่ได้จริง ๆ เราก็คงต้องปรับตัวให้ไปอยู่ในทางออนไลน์เหมือนกัน

The People: บ้านเรามีนักเขียนนิยายหรือวรรณกรรมไซ-ไฟ เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน

น้ำพราว: มีนะคะ แต่ว่ามันก็เป็นปัญหาหลัก ๆ คือต้องสารภาพเลยว่ามีคนส่งต้นฉบับมาให้โซลิสอ่าน แต่ด้วยความที่เรายังเป็นสำนักพิมพ์เล็กอยู่ เราก็ต้องขอโทษไปว่าตอนนี้เราอาจจะทำหนังสือแปลก่อน แต่สักวันหนึ่งถ้าเรามั่นคงแล้วก็อยากจะทำไซ- ไฟ ของไทยเหมือนกัน

The People: ความชอบในการอ่านนิยายไซ- ไฟ มีมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยไหม

น้ำพราว: ก็มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลย ความจริงแล้วเริ่มจากการชอบดูนิยายสยองขวัญตั้งแต่เด็ก ๆ ชอบเอเลียนมาก ตั้งแต่ดูเรื่องนั้นก็เริ่มสนใจแล้วก็อยากรู้ว่าอวกาศมันลึกลับ น่าสนใจ น่าตื่นเต้นแค่ไหน ช่วงนั้นก็จะเริ่มสนใจ Jurassic World เทคโนโลยีในหนังแทบจะเป็นไซ-ไฟ เรื่องแรกเลยที่ทำให้คนรู้จักเรื่อง DNA ก็จะเริ่มจากจุดนั้นก่อน จากนั้นนอกจาก DNA มันมีไปนอกโลกอีก เราก็เริ่มสนใจแล้วก็อ่านไปเรื่อย ๆ กว่าจะรู้ตัวก็กลายเป็นป้าแว่นไปแล้ว

The People: การอ่านนิยายไซ-ไฟ ให้อะไรกับเรา

น้ำพราว: คือมันเปิดโลกเพราะว่า ป้าแว่นเจ้าสำนัก (ผู้ถูกสัมภาษณ์เรียกตัวเอง) เป็นเด็กสายศิลป์ คือไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์มาเลย บางทีก็งงตัวเองว่าฉันไปอยู่กับไซ-ไฟ ได้อย่างไร แต่มันมีอะไรที่มากกว่านั้น มันเหมือนกับว่ามันทำให้เราได้คิดไปเรื่อย ๆ อย่างเช่น ล่าสุดที่กำลังจะออกหนังสืออีกเล่ม เนื้อหาก็จะมีคำถามอย่างเช่น สมมติว่าพ่อแม่ลูกในอนาคต เราสามารถคลอดลูกโดยที่มีมดลูกเทียม เราก็เอาลูกไปอยู่ในมดลูกเทียม แล้วเวลาลูกคลอดออกมาจะให้ความรู้สึกผูกพันเหมือนกันหรือเปล่า มันมีหลายประเด็นนะในหนังสือ เช่น การตั้งโจทย์ขึ้นมาว่าในอนาคตอีกร้อยปีพันปีรัฐบาลจะเป็นอย่างไร อาจจะไม่ใช่รัฐบาลแบบนี้นะ ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง รัฐบาลเป็นบริษัท คือเราอยู่ในโลกที่เราเป็นฟันเฟืองหนึ่ง หน้าที่ของเราคือเป็นพนักงาน แล้วสิ่งที่หมุนโลกรัฐบาลของเราก็คือการทำเงิน ก็เป็นปมหนึ่งที่ไซ-ไฟ เล่นเรื่องนี้เยอะมาก คือแบบมันน่าสนใจนะมันอาจจะเกิดขึ้นได้อีกไม่นานก็ได้

 


บรรณาธิการ at The People

บรรณาธิการ The People ผู้สนใจเรื่องราวชีวิตของผู้คน สนใจหนังสือและภาพยนตร์แนวประวัติชีวิตบุคคล

บรรณาธิการ The People ผู้เขียนเนื้อหาเชิงธุรกิจ และเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแง่มุม

Related

จำลองโลกใหม่ หลีกหนีความจริง ยึดเหนี่ยวจิตใจ สัมภาษณ์ ปรัชญ์ภูมิ บุณยทัต เมื่อมวยปล้ำเป็นมากกว่ากีฬาเพื่อความบันเทิง

สัมภาษณ์ ธนา ต่อสหะกุล ปั้น ‘พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น’ บริการหลังการขายอสังหาฯ ครบวงจร

“สารคดี = ความจริง เป็นการหลอกตัวเอง” สัมภาษณ์ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี

สัมภาษณ์ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ กับชีวิตรักเดียว “เพื่อชีวิต” ดนตรี การเมือง สตรีมมิ่ง เด็กตีกัน และ ฟุตบอลไทยไปบอลโลก

ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ ศาสนวิทยา กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ออกแบบ-ชุติมณฑน์: ทิ้งครูพี่ลิน เพื่อพัฒนาสู่บทบาทสาวมินิมัลลิสต์ใน “ฮาวทูทิ้ง”

สัมภาษณ์ ซาร่า – นลิน โฮเลอร์ กับเส้นทางสู่การเป็น “เจ้าแม่มุกแป้ก”

สัมภาษณ์ พงศ์นรินทร์ จงห่อกลาง นักออกแบบงานสร้างผู้เนรมิตถ้ำหลวงใน The Cave นางนอน ให้สมจริง