Post on 26/11/2018

สัมภาษณ์ อนุวัต เฟื่องทองแดง นักข่าวเจนสนามที่ครั้งหนึ่งเคยเกลียดข่าวเข้าไส้

“ไม่ ไม่ชอบข่าว เกลียด ไม่ชอบ นักข่าวต้องกัดก้อนเกลือกินแน่นอน นักข่าวไส้แห้ง เราได้ยินแบบนี้มาตลอด จนคิดว่าจะไม่เป็นนักข่าวแน่ๆ”

น้ำเสียงของ อนุวัต เฟื่องทองแดง หนักแน่นและจริงจัง แต่แววตากลับวิบวับเป็นประกาย เมื่อพูดถึงอาชีพที่ไม่อยากเป็น อย่าง “นักข่าว” แต่วันหนึ่งเมื่อประตูแห่งโอกาสเปิดต้อนรับ อนุวัตก็ไม่รีรอที่จะเดินเข้าไปอีกโลก-โลกที่เขาเคยปฏิเสธมันมาตลอด เพื่อเรียนรู้ แสวงหาเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งนับถึงทุกวันนี้ก็กว่า 20 ปีแล้วที่เขาโลดแล่นอยู่ในวงการสื่อ

ถ้าตัวละครหลักในละครดรามาหลังข่าวสักเรื่องต้องฝ่าฟันอุปสรรค ชีวิตของอนุวัตก็คงไม่แตกต่างจากเรื่องราวในจอแก้วนั้นสักเท่าไหร่ เพราะกว่าจะมาเป็นผู้ประกาศข่าวช่อง 7 และนักข่าวเจ้าของรายการ “อนุวัตจัดให้” ที่ท่องไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำทั้งในไทย และแว้บไปต่างประเทศบ้างเป็นบางคราว เสี่ยงตายไปหาเรื่องแปลกๆ ของแปลกๆ มานำเสนอ บางครั้งโหดหินถึงขั้นเหนื่อยแทบสลบเหมือด แต่โดนใจคนดูจนขึ้นแท่นเป็นนักข่าวขาลุยขวัญใจชาวบ้านทั่วประเทศอย่างทุกวันนี้

อนุวัตต้องเสียความมั่นใจและเสียน้ำตาไปหลายครั้งหลายหน!

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้ทำให้อนุวัตยกเลิกความตั้งใจที่จะเดินบนเส้นทางอาชีพนักข่าว ตรงกันข้าม เขาแปรความล้มเหลวเป็นพลัง พลิกจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็ง พร้อมกับพัฒนาตัวเองเพื่อให้พร้อมสำหรับการเป็น “ตัวจริง” ในสนามข่าวให้ได้ ซึ่งเขาก็ทำได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เสียด้วย

“ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่หน้าจอ ไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นผู้สื่อข่าวที่ใครรู้จัก ก็ทำอาชีพนักข่าวของเราไป ทำตรงนั้นให้เต็มที่ โอกาสมา ดวงมี มันทำให้เราก้าวมาไกลเกินฝัน จนคิดว่าไม่รู้จะไปไกลจากนี้ได้อีกเท่าไหร่”

คือความรู้สึกของอนุวัต นักข่าวที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาไกลได้ขนาดนี้

 

 

The People : เป็นคนชอบเรียนไหม

อนุวัต : เรามีพี่น้อง 5 คน เป็นเด็กบ้านนอก อยู่ลำลูกกา ปทุมธานี เด็กๆ ชอบอยู่ตามทุ่งตามนา ไปช้อนปลากัด ก็จะคิดเสมอว่าเราเป็นเด็กไม่เก่ง แบบเพื่อนอ่านหนังสือกัน แต่เราไปช้อนปลากัด

ป๋ากับแม่อยากให้เก่งภาษาอังกฤษ ก็ย้ายเราไปเรียนโรงเรียนเซนต์เทเรซา ซึ่งที่นั่นเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาล แต่เราเรียนโรงเรียนวัดมาไง ไปถึงไม่มีโอกาสท่อง A B C D นะ ต้องท่อง cat rat เลย ทำให้ไม่ชอบภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ต้น และเป็นคนไม่ชอบเรียนด้วย พอ ม.ปลาย สอบที่ไหนก็ไม่ได้ สุดท้ายเลยไปเรียนที่โรงเรียนศรีพฤฒา เรียนสายวิทย์ ปรากฏตกทั้งฟิสิกส์ เคมี คณิต อังกฤษ เว้นชีวะที่ได้เกรด 1 หลายคนถามว่าทำไมสอบได้ประมาณนี้ ก็บอกแม่ว่าอยู่ในช่วงปรับตัวนะแม่ (หัวเราะ)

เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าต้องเป็นหมอ เป็นวิศวกร เพราะเงินเดือนดี เป็นที่นับหน้าถือตา แต่กลับกันเราโง่มาก ไม่ค่อยตั้งใจเรียน เลยคิดสอบเทียบเอา บอกที่บ้านว่าจะไปติว ซึ่งก็ติวจริงๆ กลางวันติวแต่กลางคืนไปฟีบัส คือเป็นคนเที่ยว ติดเพื่อน สรุปเอ็นทรานซ์ไม่ติด แต่ก็ยังเที่ยวอยู่ จนวันหนึ่ง 10 โมง พี่สาวเข้ามาถามว่ายังอยากเรียนอยู่ไหม ม.รังสิต เปิดรับสมัครวันสุดท้าย จะไปหรือเปล่า เราก็เลยตั้งสติ ตอนนั้นคิดว่าสายวิทย์คงไม่เหมาะกับเรา  คงต้องไปสายศิลป์ ทีนี้เราเก่งอย่างเดียวคือการพูด เพราะฉะนั้นถ้าไปสายนิเทศแล้วเก่งพูด ก็น่าจะไปกันได้ เลยไปสมัครที่คณะนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต

คือเราไปหลงมัวเมาว่าต้องเป็นแพทย์ เป็นแพทย์ไม่ได้เสร็จก็สัตวแพทย์ อ้าว…ยากไป เป็นเภสัชก็ยังดี สุดท้ายพอค้นหาตัวเองได้ก็คิดว่ามาทางนิเทศเหมาะกว่า

 

The People : ตอนนั้นคิดทำงานสายข่าวเลยหรือเปล่า

อนุวัต : ไม่ ไม่ชอบข่าว เกลียด ไม่ชอบ (ลากเสียงยาว) นักข่าวต้องกัดก้อนเกลือกินแน่นอน นักข่าวไส้แห้ง เราได้ยินแบบนี้มาตลอด จนคิดว่าจะไม่เป็นนักข่าวแน่ๆ ก็จะไปสนใจวิชาละคร วิทยุ ดีเจ เพราะอยากเป็นดีเจ ชีวิตนี้เราพูดเก่งอย่างเดียวไง (หัวเราะ) ทีนี้มีวิชาบังคับคือการเขียนข่าวเบื้องต้น ซึ่งอาจารย์บอกว่าต้องส่งเปเปอร์ทุกอาทิตย์ เลยถามอาจารย์ว่าส่งเลทได้ไหม เพราะจะไปเที่ยวต่างจังหวัด อาจารย์เลยให้เลือกระหว่างการไปเที่ยวต่างจังหวัดกับติดเอฟ กับการส่งเปเปอร์แล้วผ่าน ดู…ขี้เลื่อยอยู่ข้างใน ก็เลือกไปเที่ยวแล้วติดเอฟ นี่คือการเรียนข่าวที่บอกเลยว่าตัวเองไม่สนใจมาตั้งแต่ต้น

จนปี 3 ถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต อ.ลักษณา คล้ายแก้ว ที่สอนข่าว มาบอกว่าไอทีวีมีประกวดสกู๊ปข่าว สนใจไหม ก็ตอบไปว่าไม่สนใจ แต่พออาจารย์บอกว่าที่หนึ่งได้ 30,000 บาท ตอนนั้นตาโต พลุ่งพล่านมาก (หัวเราะ) เพราะจะได้เอาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเที่ยวกลางคืน คิดเลยว่าส่งประกวดไอทีวีต้องเป็นเรื่องที่แรง เลยทำเรื่องเซ็กส์ในโรงหนัง ปลอมตัว ไปแอบถ่ายเขามีอะไรกันในโรงหนัง ได้ฟุตเทจที่ดีมาก โจ๋งครึ่มยันรูขุมขน คิดว่างานชิ้นนี้ต้องได้ 30,000 ถ้าไม่ได้ เอาวะ! อย่างน้อยต้องได้ 10,000 เราตัดต่อนู่นนี่นั่นโดยไม่มีความรู้แล้วส่งไปไอทีวี เพื่อนที่ฝึกงานที่นั่นบอกว่า “งานมึงถูกโยนทิ้งถังขยะเป็นชิ้นแรกเลย” ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมล่ะ แต่ก็จบแค่นั้น เพราะไปเที่ยวต่อ

ทีนี้ปี 4 ต้องจบ อ.ลักษณาก็มาอีก บอกว่า “ถ้าหนุ่มทำสกู๊ปตัวนี้เป็นธีสิส หนุ่มเริ่มมา 50% แล้ว ไปทำต่ออีก 50% หนุ่มจะจบเร็วกว่าเพื่อน” ในใจคิดเลยว่าจบเร็วจะได้มีเวลาเที่ยวต่างจังหวัดได้อีก แต่ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าไอทีวีโยนงานเราทิ้ง แล้วจะทำสกู๊ปตัวนี้อย่างไรให้ออกมาดี ทีนี้เลยกลับบ้านเปิดข่าวไอทีวีดูทุกวัน ดูว่าข่าวที่ดีเป็นอย่างไร ดูยันชื่อบรรณาธิการข่าวแล้วจดๆ

ตอนนั้นบรรณาธิการข่าวสังคมคือ จอม เพชรประดับ ก็ต่อสายหาพี่จอมแบบมั่นใจไร้สติมาก บอกว่า “พี่จอมครับ ผมอนุวัตนะครับ พี่ไม่รู้จักผมหรอกครับ ผมเป็นนักศึกษา ม.รังสิต มีสกู๊ปชิ้นหนึ่งแต่งานออกมาไม่ดี ผมอยากรู้ว่าสกู๊ปข่าวสังคมที่ดีต้องทำยังไง พี่ช่วยชี้แนะผมได้มั้ย” พี่จอมน่ารักมาก บอกว่ามาสิ ก็หอบงานไปอาคารไทยพาณิชย์ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พี่จอมเปิดดูผลงานแล้วบอกว่าแย่มาก แต่พี่จอมก็สอนด้วย

พี่จอมเป็นเหมือนคนที่ทำให้องคุลีมาลกลับใจ เราคิดว่าได้ฟุตเทจดีๆ เราคิดว่าเราแน่ แต่จริงๆ ไม่ใช่ เราเหมือนกบในกะลาครอบ วันนั้นเหมือนมีอะไรฟาดมาที่หัว ปึ้ง! ตื่นเสียทีหนุ่ม พอพี่จอมสอนไม่กี่ชั่วโมง เราก็โน้ตไว้ แล้วกลับไปทำการบ้าน เริ่มรู้แล้วว่าข่าวที่ดีเป็นแบบไหน ก็เริ่มเขียนใหม่ กลายเป็นธีสิสที่เมื่อทุกคนอ่านแล้วบอกว่ามันผิดจากหลังตีนเป็นหน้ามือเลย (ยิ้ม)

 

The People : ถึงจะไม่ชอบงานข่าว แต่ก็ไปทำงานที่ “แปซิฟิค” ซึ่งเป็นองค์กรที่สร้างคนข่าวในวงการเยอะมาก?

อนุวัต : เริ่มจากเคยไปฝึกงานสารคดีการเกษตรที่แปซิฟิค ซึ่งที่นั่นมี จส.100 ด้วย แล้วตอนเราจบเขาขาดคนพอดี พี่เหมี่ยว-สันทนา ชาตินักรบ ก็ชวนไปทำงานเขียนสกู๊ปสารคดีเกษตร ไปทำงานที่นั่นก็มีความสุข ได้รู้จักนักข่าวศูนย์ข่าวแปซิฟิค อย่าง พี่จู-สังกมา สารวัตร พี่โจ-ธีระ ธัญญอนันต์ผล และปรมาจารย์ด้านข่าวคนอื่นๆ เยอะมาก แต่เราก็ยังดูข่าวไอทีวีอยู่เหมือนเดิม

พอทำได้ปีเดียว ความมั่นใจไร้สติของอนุวัตกลับมาอีกรอบ นั่งดูไอทีวีแล้วขนลุก ทำไมเหตุระเบิดไม่มีเรา ทำไมเหตุการณ์การเมืองแบบนี้ไม่มีเรา เลยลงไปหา พี่เก่ง-พัชราภรณ์ ชมกลิ่น ผ.อ.ฝ่ายข่าว “สวัสดีครับ อนุวัตจากสารคดีเกษตรชั้น 7 ครับ ผมอยากทำข่าวครับพี่ ขอมาทำที่ศูนย์ข่าวฯ ได้มั้ยครับ” พี่เก่งก็น่ารักมาก บอกมาสิๆ แล้วถามว่าเริ่มได้เมื่อไหร่ เลยบอกว่าเดือนหน้าได้เลยครับ เป็นไงฮะ…ตัดสินใจอะไรไม่ถามผู้ใหญ่สักคำ (หัวเราะ) พอพี่เก่งรับเราปุ๊บ เราก็ไปหาพี่เหมี่ยวซึ่งเป็นหัวหน้างาน แล้วบอกว่าขอย้ายไปอยู่ศูนย์ข่าวฯ ได้ไหม สิ่งแรกที่พี่เหมี่ยวบอกคือ “พี่รู้มาตลอดว่าหนุ่มไม่เหมาะกับสารคดี หนุ่มเหมาะกับข่าว ลงไปทำข่าวแล้วทำให้มันดีนะ” เราก็ครับพี่

ชีวิตเหมือนจะสวยหรู แต่วันรุ่งขึ้นเหมือนตกนรกทั้งเป็น เพราะความโง่ที่อยู่ในหัวสมอง ตั้งแต่ตอนเรียนเราไม่เคยเรียนรู้เรื่องการทำข่าวหรือเขียนข่าวอย่างไรให้ออกมาดี พออยู่ศูนย์ข่าวฯ ทุกคนเก่งๆ ทั้งนั้น โจ๊ก-นพจรส ใจเกษม ก้อย-ติชิลา พุทธสาระพันธ์ กร-บุษกร อังคณิต เป็นเด็กหน้าห้อง พัฒนาการดีหมด ลงเสียงได้ อ่านข่าวได้ ทำข่าวไว แต่นี่เหมือนเด็กที่นั่งเหวออยู่หลังห้อง เฮ้ย…เราทำไม่ได้ เสียเซลฟ์มาก นอนร้องไห้ทุกวันเพราะทำไม่ได้อย่างเพื่อน มันอึดอัด จากคนที่มีความมั่นใจก็เริ่มถอยไปทีละนิด ทั้งที่เราอายุเยอะกว่าคนอื่น

 

 

The People : ตามประเด็นไม่ได้เลยหรือ

อนุวัต : เราจับประเด็นไม่เป็น เพราะสมัยเรียนชอบเที่ยวอย่างเดียว ตอนนั้นนักข่าวศูนย์ข่าวแปซิฟิคต้องทำทั้งประเด็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อาชญากรรม คุณต้องรอบรู้ แต่นี่ไม่ได้เลย มีวันหนึ่งทำข่าวสัมภาษณ์ในสถานี บ.ก.ถามว่าอีก 15 นาทีข่าวต้นชั่วโมงจะออก เขียนทันไหม ก็ตอบไปว่าไม่ทัน บ.ก.เลยบอกว่าถ้าไม่ทันก็ออกไป แล้วศูนย์ข่าวฯ เป็นอะไรที่กดดันมาก เพราะคนฟังเยอะ ไปทำข่าวบางข่าว เขียนก็ช้า พัฒนาการก็ช้า สติสตังหลุด ข่าวใหญ่บางข่าวเขาไว้ใจให้ไปทำก็ดันรายงานไม่ดี จนในศูนย์ข่าวฯ ยังบอกเลยว่ามันจะรอดไหม

กลับบ้านมานอนร้องไห้อีกแล้ว เรามาผิดรึเปล่า ทั้งที่ทำงานมา 2-3 ปีแล้วนะ พอมีความมั่นใจแล้วมาเจอแต่กรวดแต่หิน มันไม่สบาย ส่องกระจกดูตัวเองแล้วก็คิดว่าเพราะเราไม่ใส่ใจ ไม่ทำการบ้าน ถ้างั้นฮึดสู้ใหม่ดีไหม วันรุ่งขึ้นแอบขโมยหนังสือพิมพ์ที่แปซิฟิคกลับบ้าน คือตอนนั้นเงินเดือนน้อยไง เอาไปอ่านทุกวัน ตามประเด็นข่าว อ่านออกเสียงทุกวัน จนพัฒนาการดีขึ้นจนทำข่าวได้ แล้วมีบายไลน์นะ ข่าวต้นชั่วโมง อนุวัต เฟื่องทองแดง ศูนย์ข่าวแปซิฟิค รายงานจากรัฐสภา แล้วเพื่อนเราที่ฟังก็แบบ เฮ้ยหนุ่มมีเสียงมึงด้วย เราก็แบบเฮ้ยกูทำได้ (ยิ้ม)

ศูนย์ข่าวแปซิฟิคเป็นโรงเรียนที่ดีโรงเรียนแรกของการทำข่าว ความกระตือรือร้น การทำข่าว การเขียนข่าว การจับประเด็น มาจากที่นี่ทั้งหมด มีเพื่อนๆ รอบข้างที่ให้กำลังใจ

 

The People : จากไม่ชอบข่าว ก็เริ่มมีดีเอ็นเอของความเป็นคนข่าว?

อนุวัต : ใช่ พอทำศูนย์ข่าวได้ปีครึ่ง พวกพี่โจ-ธีระ ไปอยู่ไอทีวี เขาบอกว่าขาดนักข่าวการเมือง 2 ตำแหน่ง ลองมาสอบไหม ช่วงนั้นใครๆ ก็อยากเข้าไอทีวี เหมือนเป็นแหล่งรวมไอดอลเรื่องข่าวทั้งหมด เราชอบดูข่าวไอทีวีด้วย ก็เลยลอง ปรากฏสอบผ่านทฤษฎีเข้ารอบสองที่เป็นสอบเปิดหน้า คนที่ตัดสินคือ ตวงพร อัศววิไล เชิงชาย หว่างอุ่น และ กิตติ สิงหาปัด ก็ผ่านไปเข้ารอบสามเป็นรอบตัดเชือกคือสัมภาษณ์ รอบนี้มีรุ่นเก๋าๆ ในสนามข่าวที่เรารู้จักมากันหมดเลย แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ก็มา แล้วเรารู้สึกว่าแยม…แกได้แน่ (หัวเราะ) รอบนั้นมีกรรมการ 5 คน มี สำราญ รอดเพชร วสันต์ ภัยหลีกลี้ เชิงชาย หว่างอุ่น ตวงพร อัศววิไล และหัวหน้าฝ่ายบุคคลอีก 1 คน

คนแรกที่สอบสัมภาษณ์แล้วเขาหยิบใส่ตะกร้าเอาแน่นอนคือฐปณีย์ ซึ่งอเลิร์ทมาก เก่งทุกอย่างตั้งแต่สมัยอยู่ไอเอ็นเอ็น ทีนี้เหลืออีกหนึ่ง เราก็สัมภาษณ์ไปตามปกติ แล้วพี่หนึ่ง-เชิงชาย ก็โทรมาบอกว่าตกลงรับนะ เราก็อ้าวเฮ้ย ทำไมไม่เอาคนอื่นที่ดูมีภูมิหรือเก่งในสนามกว่าเราเยอะ เขาบอกใช้วิธียกมือโหวต 5 คน ตัดสินว่าจะเอาใคร ซึ่งเสียงที่ตัดสินคือหัวหน้าฝ่ายบุคคล เขาบอกว่าดูท่าแล้วเราน่าจะไปกับข่าวได้ ดูพลิกแพลงได้ เราก็เอ้า! ไปกับแยมเว้ย (หัวเราะ) ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานไอทีวีพร้อมฐปณีย์ ไปอยู่ข่าวการเมือง มี อรัญญา อุ่นแสง มัลลิกา บุญมีตระกูล ฯลฯ แล้วก็ไปดู พี่จอย-จตุรงค์ สุขเอียด พี่บ๊อบ-อลงกรณ์ เหมือนดาว ดูคนเก่งๆ เขาทำงาน เราก็ซึมซับ ครูพักลักจำเขามา ทำข่าวแบบนี้นะ เปิดหน้าแบบนี้นะ

 

The People : เท่ากับว่าทั้งศูนย์ข่าวแปซิฟิคและไอทีวีคือสถานที่หล่อหลอมความเป็น “คนข่าว” ของอนุวัต?

อนุวัต : ใช่ เราได้ความกล้ามาจากมหาวิทยาลัย แต่เราไม่เอาปัญญาเขามา ทั้งที่เขามีเยอะ แต่เราติดเที่ยวไง เรามาเรียนรู้การทำงานจากที่ต่างๆ หล่อหลอมจนเรารู้สึกว่าเราก็พอทำข่าวได้

สุดท้ายไอทีวีปิด พี่หน่อง-สมเกียรติ เจริญภิญโญยิ่ง พี่โภชน์-สมโภชน์ โตรักษา ที่อยู่ช่อง 7 ถามว่าสนใจมาช่อง 7 ไหม ตอนนั้นที่มาก็ประมาณปี 2551 แต่ก็บอกพี่ๆ ว่า ช่อง 7 เป็นข่าวสั้นๆ เราทำข่าวสั้นๆ ไม่เป็นนะพี่ เขาก็บอกว่าที่ให้มาเพราะจะเปลี่ยนรูปแบบข่าวให้เข้มข้นมากขึ้น ให้หนุ่มอ่านข่าวตี 5 เสร็จปุ๊บไปวิ่งข่าวการเมือง กลับมาทำเฉพาะกิจ และอ่านข่าวดึกด้วย เพราะฉะนั้นตี 2 ตี 3 ก็จะเริ่มเห็นตาอนุวัตเป็นแพนด้า ลิ้นไม่ค่อยไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ก็เป็นตัวสอนอะไรเราหลายอย่าง

เราอยู่สายการเมือง ก็พอคาดได้ว่าวันนี้จะเกิดอะไร แต่ข่าวสถานการณ์ก็ต้องตามอย่างน้ำท่วม ไฟไหม้ นี่คือสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่สมัยอยู่แปซิฟิค ต้องมีความรู้รอบตัว ไหวพริบปฏิภาณที่สั่งสมมาก็เอามาใช้หมด

 

 

The People : นักข่าวทุกคนต่อให้คล่องแค่ไหนก็ต้องเคยตกข่าว สิ่งนี้เกิดขึ้นกับอนุวัตบ้างไหม

อนุวัต : ตกบ่อย (ลากเสียงยาว) เหมือนที่พวกนักข่าวหนังสือพิมพ์บอกว่า “เจอกันบนแผง” คนเราไม่เคยไม่ตกข่าว แต่ตกข่าวแล้วจะพลิกอย่างไรให้กลับมาได้ เจอพาดหัวแล้วเราไม่มี บ.ก.โทรมาถาม เราก็ขอโทษครับพี่ แล้วก็รีบทำงานแก้ตัว แต่ถ้าไม่อยากตกข่าวก็ต้องทำการบ้าน รู้จักแหล่งข่าว โทรอัพเดทกันตลอด แล้วถ้าเขาอยากคุยกับเราก็จะยกหูมาเอง

แหล่งข่าวของเราไม่ได้มีแต่ระดับบริหาร แต่เป็นพี่ๆ คนขับรถ พี่ๆ ตำรวจที่ตามนาย เราไม่ได้เลือกแหล่งข่าวว่าจะระดับสูงใหญ่ขนาดไหน แต่คุยกับทุกคนแล้วสนุก ไปเดินที่มหาดไทย เจอ รปภ. เจอแม่บ้านเราก็ทัก เจอผู้บริหารเราก็ไหว้ บางทีไม่รู้จักแต่ไหว้ไปก่อน แล้วค่อยถามคนอื่นว่าเป็นใคร อยู่ส่วนไหน บางทีแหล่งข่าวก็บอกพี่นัดกินข้าวกับคนนี้ หนุ่มไปด้วยกันมั้ย เอ้า! ไปพี่ไป คืออยากรู้จักแหล่งข่าวคนอื่นมากขึ้นด้วย เวลาโทรถามประเด็นอะไรก็มักจะได้ ผู้ใหญ่ทุกคนเอ็นดูและให้โอกาส พี่ๆ ผู้ใหญ่ที่เป็นนักข่าวในสนามก็น่ารักและสอนเรา คนนั้นพาไปรู้จัก คนนี้พาไปแนะนำ เวลาโทรไปสอบถามอะไรก็มักได้ เลยรู้สึกโชคดีที่เจอแต่คนดีๆ

กลับไปที่เรื่องตกข่าว บางทีเราได้ประเด็นสีฟ (เอ็กซ์คลูสีฟหรือข่าวเดี่ยว) แต่เพื่อนไม่ได้ เขาก็โทรมาว่าทำไมข่าวนี้ไม่ให้พี่ให้น้องบ้าง เราก็ต้องยกมือขอโทษ คือแหล่งข่าวไม่ได้มาจากเรา แต่คนอื่นหามาให้ เราก็ไม่ควรเอาไปบอกคนอื่นต่อ หรือถึงหาเองแต่เขาขอว่าอย่าบอกใคร เราก็ต้องรับปาก คือโดนพี่ๆ น้องๆ ในสนามว่าบ้าง แต่ก็อธิบายไป แล้วตบท้ายว่าเดี๋ยวพาไปเลี้ยงส้มตำแถวกระทรวง (หัวเราะ) แต่ก็มีใจอ่อนนะ โทรไปหาบอกว่ามีประเด็นนี้ พี่ลองเช็คดู แต่เราไม่ได้ให้ทั้งหมด อยู่ในสนามต้องมีมิตร เราไม่สามารถยืนสง่าอยู่ท่ามกลางคนอื่นได้หรอก ก็ช่วยเท่าที่ได้ บางทีเขาอาจเช็คประเด็นข่าวได้เยอะกว่าเราก็ได้

 

The People : การได้รับโอกาสมาก่อน ทำให้เป็นคนให้โอกาสกับน้องๆ ในวงการด้วยไหม

อนุวัต : ก็มีสอนว่าทำแบบนี้ เขียนแบบนี้สิ ซึ่งน้องๆ อาจจอยากได้หรือไม่อยากได้ก็ได้ แต่เราบอกไปก่อน แต่บางทีต้องเลือกสอน เพราะน้องบางคนตั้งใจแตกต่างกัน ถ้าตั้งใจมาก เอ้า! เอาไปเลย 100% หมดพุงกูนี่เอาไปเลย แต่บางคนก็จะมีสิ่งที่เขาคิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบางอย่างถ้าแนะนำไม่ได้ก็นั่งดูเขาไป

 

The People : ไอดอลในวงการสื่อของอนุวัตคือใคร

อนุวัต : พี่จอย-จตุรงค์ พี่บ๊อบ-อลงกรณ์ พี่โจ-ธีระ พี่กิตติ คือมีมากกว่านี้เพราะทุกคนคือไอดอล เราเก็บเล็กผสมน้อยของทุกคนมาปรับใช้ วันแรกที่ไปไอทีวีตอนเป็นนักศึกษา แอบเห็นพี่จอยนั่งคิวภาพอยู่ เห็นพี่บ๊อบ พี่กิตติ มาดูข่าว กำกับข่าว ตัดข่าวเอง เราก็เฮ้ย…ระดับนี้ยังทำงานเอง พอเป็นพนักงาน คราวนี้ไม่แอบดูแล้ว เปิดประตูถามเลยว่าพี่ทำอะไร ถ้าเขาไม่ยุ่งเขาจะสอน แล้วเวลาประชุมข่าว เขาก็จะสอนลูกน้อง เราอยากรู้อยากเห็นก็ไปนั่งด้วย ก็จะซึมซับว่าเขาสอนการหาแหล่งข่าวและตามประเด็นยังไง ทำให้เราอเลิร์ทตลอดเวลา

 

The People : ระยะหลังมานี้ ข่าวเช้าเป็นช่วงที่ทุกช่องพยายามดึงเรตติ้ง มองการแข่งขันดังกล่าวอย่างไร

อนุวัต : ตอนนี้คนชอบข่าวเช้า ซึ่งข่าวทุกช่องเหมือนกันหมด แต่ทำไมคนเลือกดูบางช่อง เพราะเขามีความเชื่อ คือเชื่อว่าถ้าคนนี้พูด ฉันเชื่อเขา คนนี้มาแค่อ่านสคริปต์ คนนี้มาแล้วใส่นี่ใส่นั่นเข้าไป ตอนนี้โซเชียลมีเดียเยอะ เขาไม่จำเป็นต้องรอดูทีวีแล้ว เปิดมาทุกเพจไลฟ์สดหมด บางทีคนดูรู้มากกว่าเราอีก แต่เขาก็อยากได้คนที่มีความรอบรู้มาเล่าในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็น สิ่งที่เขาอยากฟังเพิ่มเติม คิดว่าเทรนด์ข่าวเช้าจะเป็นแบบนี้

 

 

The People : จุดเด่นอย่างหนึ่งของไอทีวีคือการให้นักข่าวภาคสนามเปิดหน้ารายงานข่าว คิดว่าจุดนี้ช่วยในการมานั่งหน้าจอเป็นผู้ประกาศข่าวช่อง 7 ของตัวเองอย่างไร

อนุวัต : ตอนนั้นถ้าใครดูข่าวไอทีวีจะตกใจกับบรรดาผู้ประกาศมาก แบบโอ๊ย…ผิวตากแดดไปไหนได้อีก (เสียงสูง) ไอทีวีคือองค์กรที่พลิกหน้าจอ จากถ้าไม่เป็นนางงามก็ต้องหน้าตาดี ดูแล้วเจริญหูเจริญตา เนื้อเสียงดี อ่านข่าวได้รื่นหู มาเป็นให้โอกาสทุกคน นักข่าวภาคสนามไม่ต้องสวยหล่อ แต่มีความมั่นใจ ซึ่งเราก็ได้โอกาสนั้นด้วย จำได้ว่าวันแรกที่อ่านเปิดหน้าคือไปทำข่าวกำนันเซียะ หลังอ่านโอบี พี่โจ-ธีระ ที่เป็นผู้ประกาศข่าวค่ำโทรมาบอกว่า “หนุ่ม มึงหายใจบ้างก็ได้ ขยับบ้างก็ได้ แข็งเป็นท่อนไม้เลย” (หัวเราะ)

กลับมาที่ช่อง 7 พี่หน่อง-สมเกียรติ ให้โอกาสอยู่หน้าจอเยอะขึ้น ดีที่เรามีประสบการณ์มาก่อน แต่ต้องยอมรับว่าเราเป็นผู้ชายตัวเล็ก ผอม ดูหน้าจอยังตกใจตัวเองทุกวัน เพราะฉะนั้นต้องเข้าฟิตเนส ไม่ใช่ผอมกะหร่อง แล้วก็อยากให้คนดูเจริญหูเจริญตาบ้าง

 

The People : ผู้ประกาศข่าวเป็นอาชีพในฝันของหลายคน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ ต่อยอดอะไรหลายอย่างในชีวิตได้ แต่เบื้องหลังผู้ประกาศข่าวที่ชื่ออนุวัตต้องทำงานหนักแค่ไหน

อนุวัต : จะบอกทุกคนว่าเราไม่ได้บอร์น ทู บี ผู้ประกาศ ขณะที่หลายคน บอร์น ทู บี เก่ง สวย หล่อ ครบครัน เอามาตั้งหน้าจอได้ ติดดาวขึ้นฟ้าไปเลย แต่เราได้รับโอกาสตรงนี้ ก็ต้องทำตัวให้พร้อมที่สุด หน้าตาไม่ดีใช่ไหม แต่ต้องมีสมอง ต้องทำการบ้านดีๆ หาข้อมูลเยอะๆ

เราเป็นคนไม่ชอบเดินทาง ทำงานที่ไหนก็จะย้ายไปอยู่ใกล้ๆ อย่างช่วงข่าวเช้า (สนามข่าว 7 สี) เข้ารายการ 7 โมงครึ่ง ก็ตื่นตี 5.45 ถึงช่องก็ 6 โมงเศษๆ มาดูงานที่ต้องตัดอนุวัตจัดให้กับฝ่ายตัดต่อ เสร็จปึ๊บไปแต่งหน้าทำผม ดูข่าวหนังสือพิมพ์ เข้าช่วงอ่านข่าว เสร็จปึ๊บไปเขียนงานอนุวัตจัดให้ ภาพ 3-4 กล้องที่ถ่ายมาเราต้องทำเอง ครีเอทออกมาเป็นบท จากนั้นคิวภาพใส่เป็นวินาที ลงเสียงเสร็จประมาณ 3 ทุ่มแล้วกลับไปนอน นี่คือชีวิตจันทร์-อังคาร ส่วนชีวิตวันพุธอ่านข่าวเสร็จก็ไปต่างจังหวัด จากนั้นกลับมาวันเสาร์ พอวันอาทิตย์ก็เขียนงานอนุวัตจัดให้ วนไปแบบนี้

 

The People : ผู้ประกาศหลายช่องมักใส่ความเห็นเข้าไปในข่าว อาจเพราะต้องการสร้างอารมณ์ร่วมหรืออะไรก็แล้วแต่ มีมุมมองเรื่องนี้อย่างไร

อนุวัต : ช่อง 7 เป็นช่องที่เน้นว่าไม่ต้องใส่ความเห็นอะไรลงไป (เน้นเสียง) เพราะข้อเท็จจริงมันบอกอยู่แล้ว เพียงแต่เสนอให้รอบด้านเท่านั้น เพราะถ้าไปแสดงความเห็น ต่อไปหน้ามืออาจเป็นหลังมือก็ได้ เราพิพากษาเขาไปแล้ว คนที่ถูกกระทำจะมาแก้ตัวทีหลัง สังคมให้โอกาสเขาไหมล่ะ แล้วคนที่ด่าจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร จะมีแสดงความเห็นบ้างคือเรื่องดีๆ จรรโลงสังคม

 

The People : หลังๆ นักข่าวถูกโจมตีเยอะมากเรื่องจรรยาบรรณการทำงาน?

อนุวัต : ตอนนี้ใครๆ ก็เป็นนักข่าว มันไม่ได้มีทีวีแค่ 5 ช่อง แต่กลายเป็น 20 กว่าช่อง แล้วก็มีเพจเกิดขึ้นมากมาย กลายเป็นนักข่าวกันหมดทั้งประเทศ เวลาสัมภาษณ์แหล่งข่าวแล้วมีใครสักคนถามแรงๆ คนที่ดูไลฟ์สดก็ด่าว่านักข่าวไม่มีสมอง ถามอะไรไม่มีจรรยาบรรณเลย ซึ่งคนนั้นเป็นนักข่าวจริงไหม กลายเป็นภาพพจน์นักข่าวดูเลวร้ายย่ำแย่ เป็นผู้ร้ายไปเลย

จะบอกว่าทุกสังคม ทุกองค์กร มีทั้งคนดี คนไม่ดี อยากให้แยกแยะ นักข่าวที่มีจรรยาบรรณก็มีเยอะ แต่คนที่ไม่มีจรรยาบรรณก็ระบุเป็นรายคนไปเลย ชื่อนี้ ช่องนี้ ทำไมถามแบบนี้ไม่มีจรรยาบรรณเลย เรื่องนี้ใกล้ตัวเรามาก สิ่งสำคัญคือคนดูจะตัดสินเราเองว่าเรามีจรรยาบรรณไหม 

 

 

The People : “อนุวัตจัดให้” เป็นรายการที่ทำให้คนรู้จักอนุวัตในวงกว้างมากขึ้นไปอีก เริ่มทำรายการนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

อนุวัต : จริงๆ มีมาตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ ตอนนั้นอยู่ข่าวการเมืองกับเฉพาะกิจผสมกัน พอมีน้ำท่วม เรากับ แจ็ค-ศรีสุภางค์ ธรรมาวุธ ที่อ่านเจาะประเด็นข่าวค่ำ ก็ไปแจกของกันที่ลพบุรี น้ำท่วม ถนนขาด กลับมาอ่านข่าวไม่ทันแน่ เลยบอกแจ็คว่าเอาอย่างนี้ ไปจัดเจาะประเด็นน้ำท่วมที่ลพบุรี แจ็คกับช่างกล้องไปถ่ายความเป็นอยู่ชาวบ้านละแวกใกล้เคียง ส่วนพี่จะไปไกลๆ เอง แล้วเอาภาพจาก 2 กล้องมารวมเป็นรายการเดียว ก็โทรหาผู้ใหญ่ในช่องว่าแก้ปัญหาแบบนี้ เขาบอกว่างั้นลองดู พอออกอากาศ ปรากฏผู้ใหญ่ชอบและบอกว่าศรีสุภางค์กับอนุวัตต้องอยู่ด้วยกัน อนุวัตต้องไปลำบากไกลๆ แบบที่ความช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง เราก็แบบ…ใช่เหรอพี่ (หัวเราะ) แท็กทีมกับศรีสุภางค์ช่วงน้ำท่วมหลายเดือนจนน้ำแห้ง ก็กลับไปทำการเมืองเหมือนเดิม

จนลาพักร้อนไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อนๆ นักข่าว พี่หน่อง-สมเกียรติ ก็โทรไป ในใจเราคิดว่าโอ๊ย…งานเข้ากูแน่เลย โทรมาด่ารึเปล่า พี่หน่องบอกว่าไม่ต้องทำข่าวการเมืองแล้วนะ มาทำรายการห้องข่าว 7 สี ทำรายงานพิเศษแบบที่หนุ่มถนัด ก็บอกพี่หน่องไปว่ามันอาจเป็นตัวผมนะ พี่หน่องก็บอกว่าเออแบบที่เป็นตัวมึงนั่นแหละ พอผู้ใหญ่เห็นรายงานพิเศษ เขาก็บอกว่าเอามาอยู่ค่ำดีกว่า เลยมาอยู่เจาะประเด็นตอนเย็น

ทีนี้ต้องมีชื่อคอลัมน์ แต่คิดไม่ออก พี่โด่ง-ตะวัน เขียววิจิตร เลยบอกว่าใครส่งเรื่องอะไรมาหนุ่มรับทำหมด เป็น “อนุวัตจัดให้” มั้ย ชื่อก็คล้องจองด้วย ก็เลยเอาชื่อนี้

 

The People : เกิดจากความชอบของตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง และส่วนหนึ่งมาจากช่อง 7 ที่ต้องการรักษาคนดูกลุ่มแมสด้วยหรือเปล่า

อนุวัต : ไม่รู้ว่าเขารักษาหรือไม่รักษา รู้เพียงว่าเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้เที่ยว ได้ทำ และที่สำคัญคือผู้ใหญ่ให้อิสระกับเรามาก บอกเขาไปว่าขอเป็นตัวผมในแบบที่ผมเป็นนะครับ

 

The People : “เป็นตัวผมในแบบที่ผมเป็น” เป็นอย่างไร

อนุวัต : เป็นยังไงเหรอ…ไม่รู้สิ ใครที่รู้จักอนุวัตตั้งแต่วันแรกที่ทำข่าวจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังคงเป็นแบบนี้ (หัวเราะ) เป็นนักข่าวที่ไม่มีบุคลิกภาพ ไม่มีภาพลักษณ์ หลายคนบอกว่าผู้ประกาศต้องรักษาลุคตัวเอง ต้องดูดี แต่ใครมาเจออนุวัตอ้าปากค้างกันทุกคน เอ่อ…นี่คุณอนุวัตเหรอ ตัวจริงดำกว่าในทีวีอีกเนอะ เราก็หัวเราะแล้วบอกว่านี่ดีแล้วนะพี่ เราก็จะไปแบบนี้ อาจเพราะเรากันเองมั้ง เข้าถึงคนง่าย คนเลยจดจำบุคลิกของเรา

 

The People : เกณฑ์ในการลงพื้นที่หรือไม่ลงพื้นที่คืออะไร

อนุวัต : เลือกเรื่องก่อน เลือกสิ่งที่ใจเราอยากทำ เราเป็นเด็กบ้านนอก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็นจากบ้านนอกก็อยากให้คนทั่วไปได้เห็น บางทีมีคนส่งเรื่องเข้ามา ก็จะเลือกว่าเรื่องแบบนี้เคยทำหรือยัง มีอะไรน่าสนใจ ขอเบอร์ได้มั้ย ขอรูปด้วย คำพูดทำให้เราจินตนาการ แต่มันไม่เท่ากับรูปรูปเดียว เพราะฉะนั้นก็จะเลือกไปแปลกๆ ไปวิถีชีวิต ไปวิวสวยๆ สลับกันไปเพื่อไม่ให้จำเจ ขึ้นเขา ลงน้ำ เหาะเหินเดินอากาศได้ หัวเราะได้ ตลกได้ เพราะนี่คือวิถีชีวิตคนทั่วไป

คนมักถามว่ามีอะไรที่อนุวัตทำไม่ได้อีก ก็บอกเขาว่าที่ผ่านมาก็ไม่ใช่คนทำได้นะครับ ในฐานะที่เราทำอะไรไม่เป็นเลย แต่เราไปให้คนสอน เราอาจทำไม่ได้อย่างมืออาชีพ แต่ก็จะใช้ความพยายาม เราอยากทำให้ได้เหมือนคุณ

 

The People :ไปมาทั่วไทยแล้วหรือยัง

อนุวัต : ทั่วไทยแล้ว ชาวบ้านเป็นคนน่ารักนะ เวลาเราไปถ่าย เขาไม่ได้มีร้อยให้ร้อย แต่มีร้อยให้พัน เขาเต็มที่ สนุก อยากให้อนุวัตมาดูวิถีชีวิตของเขา เราเห็นความมีชีวิตชีวาและความเป็นธรรมชาติของชาวบ้าน เพราะอนุวัตไปไม่เคยมีสคริปต์ ไม่มีว่าชาวบ้านต้องทำอย่างงี้ นั่งตรงนี้ แล้วเขาจะถามว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง เราก็จะบอกว่าเตรียมรถนะครับ ต้องเกณฑ์ชาวบ้านมามั้ย ไม่ต้องเกณฑ์ครับ อยู่กัน 1 คนก็ได้ อยู่กันกี่คนก็ได้ ไม่ต้องเตรียมเสื้อผ้าดีๆ คือใช้ชีวิตยังไงก็อยู่อย่างงั้น คุณกินอะไรก็กินแบบนั้น ไม่ต้องโอ้โห…เตรียมเลิศหรูอลังการในวันที่เรามา ไม่ต้อง แต่ว่าสมมติวันที่ไปถ่ายปู ต้องมีปูให้เราเห็น ไปถ่ายกุ้ง ต้องมีกุ้งนะ เอาสิ่งที่คุณเป็น เอาสิ่งที่คุณอยู่ ความน่ารักของคุณ เราอยากเห็นแบบนี้

 

 

The People : ทีมเวิร์กสำคัญกับอนุวัตแค่ไหน

อนุวัต : แต่ก่อนไป 3 คน มีอนุวัต มี ชวันต์ คำหอม ที่เป็นช่างภาพ และมีผู้ช่วยช่างภาพซึ่งจะสลับกันไป แต่หลังๆ มีภาพมุมสูง ก็จะไปกัน 4 คน ช่างภาพก็จะมี ชวันต์ ประกิต ปั้นจาด ชานนท์ แสนสวย และ สามารถ เจริญสุข สลับกันไป แล้วก็มีน้องๆ ทีมผู้ช่วยช่างภาพ ที่เราขอช่อง 7 ว่าขออึด ถึก ทน แบกของได้ เพราะลำพังเราไปที่ต่างๆ ก็จะตายอยู่แล้ว ถ้าต้องพะวงคนข้างหลังอีกก็จะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม คือไม่ต้องเก่งหรอก แค่อดทนแล้วไปกับเราได้ เพราะฉะนั้นทีมเวิร์กเป็นสิ่งที่ดี

อีกอย่างต้องเป็นคนที่เสียสละ เหนื่อยสายตัวแทบขาดก็ยังไปกับเรา บางคนใจมาเกินร้อยมาก คือบางทีเหนื่อยมากจนโอ๊ย…กูไม่ไหวแล้ว หันไปแทบสลบเหมือดกันทุกคน แต่ถามว่าไปต่อมั้ย เขาไปต่อ บางที่ต้องใช้คลาน หรือบางที่เสี่ยงมากจนไม่อยากให้เขาไป แต่เราไป เขาไป คือแบบมึงเอาใจกูไปเลยเกินร้อย

 

The People : เคยคิดไหมว่าทั้งลำบาก ทั้งเสี่ยงตาย แล้วไปทำอะไรตรงนั้น

อนุวัต : ไม่ใช่แค่เราคิด คนทั่วไปก็คิด มึงไปทำไม บางครั้งคนอินบ็อกซ์มาให้เราช่วยไปที่นั่นที่นี่ให้หน่อยได้มั้ย เราก็ถามว่าทำไมอยากไป เขาบอกว่าอยากเห็นแต่ไปไม่ได้ บางคนอายุเยอะแล้ว บางคนพิการ เหมือนเอาเราเป็นตัวแทนเขา เพราะชาตินี้เขาคงไม่มีโอกาสได้ไป เราก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ ถ้าพี่ไปไม่ได้ ก็จะไปให้ หรือบางที่ไกลมากๆ แต่สวย แล้วคนในพื้นที่เขาอยากให้ทุกคนภูมิใจ ก็ถามว่ามาหน่อยได้มั้ย เราก็ไปครับ

 

The People : เท่าที่ฟังแล้วตารางงานน่าจะยาว?

อนุวัต : ไม่ได้คิวยาวหรอก ก็จ้างงานได้อีก เพราะเราเป็นคนที่ต้องใช้ตังค์เนาะ (ยิ้ม) ความสำคัญอันดับแรกของเราคือช่อง 7 ทุกอย่างต้องลงงานช่องก่อน ถ้ามีงานเสริม ต้องเป็นงานที่ไม่กระทบช่อง นี่คือสิ่งสำคัญที่ทำมาตลอด

 

The People : ทุกวันนี้ชีวิตเปลี่ยนไปไหมเพราะมีคนรู้จักเยอะขึ้น

อนุวัต : ยังใส่แตะหูหนีบ กางเกงขาสั้น เสื้อคอย้วยๆ ไปเดินเซ็นทรัล พอเข้าลิฟต์ที่มีกระจกข้างหน้า แล้วเรายืนหน้าสุด คนข้างหลังที่เห็นเราผ่านกระจกก็หันไปกระซิบแบบทำไมมันดูแย่อย่างงี้ เราก็ไม่ว่าอะไร เพราะใช้ชีวิตแบบนี้ แต่ก็เป็นคนมีกาลเทศะ ถ้าไปงานผู้ใหญ่ก็จะแต่งตัวดี ใส่สูท ทำผมไป

ถ้าจะมีอะไรที่เปลี่ยนจากเดิมก็อาจมีคนมาขอคุยเยอะขึ้น ทักทาย เราก็ยิ้มแย้มไป แต่จะมี 2 เหตุการณ์ที่ทำให้คุยน้อยลงคือ หนึ่งคือง่วงมาก สองคือปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ มีครั้งนึงตอนจะไปจันทบุรี ท้องเสีย 3-4 รอบ แล้วระหว่างทางก็ไม่ค่อยมีปั๊ม ตอนนั้นเหงื่อแตก ข้าศึกมาประชิดแล้ว พอลงรถเจอคุณป้ากางแขนบอกไม่ให้ไป ถ่ายรูปก่อน เราก็บอกเดี๋ยวครับ ขอทีหลังได้มั้ย ป้าก็บอกไม่ได้ๆ จนต้องบอกว่า “โอ๊ยยยย…ปวดขี้!!” แล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำไปเลย เพราะฉะนั้นขอโทษจริงๆ (ยกมือไหว้) ออกจากห้องน้ำจะมาขอโทษป้า ป้าก็หายไปแล้ว คงคิดว่าทำไมเป็นคนอย่างงี้นะ แต่ก็อยากอธิบายว่าไม่ไหวแล้วครับป้า (หัวเราะ)

 

The People : เป้าหมายต่อไปของอนุวัตคืออะไร

อนุวัต : เป็นคนไม่ค่อยมีเป้าหมาย แต่เป็นคนมีความฝัน ก็พยายามเก็บความฝันแต่ละเรื่องมาทำให้ได้ อย่างเด็กๆ อยากมีบ้าน ก็มีทาวน์เฮาส์ละ อยากมีคอนโดฯ ก็มีละ ความฝันต่อไปคืออยากมีบ้านให้แม่ อยากกลับไปอยู่บ้านกับแม่ ฉันต้องทำฝันนั้นให้ได้ ก็กลับไปทำฝัน ตอนนี้บ้านจะเสร็จละ

ตอนนี้กำลังทบทวนว่าความฝันต่อไปคืออะไรอีก หรือบางทีทำเท่านี้ก็พอใจแล้ว อาจพอใจแค่นี้ก็ได้

 

The People : คิดอยากอ่านข่าวค่ำซึ่งถือเป็นช่วงไพรม์ไทม์ไหม

อนุวัต : โห…ดูสภาพหนังหน้า เขาให้มาอ่านข่าวเช้าก็บุญหัวแล้ว (ยิ้ม) พูดตรงๆ เราเป็นคนที่มาไกลเกินสิ่งที่เป็นและฝันมากเกินไปแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่หน้าจอ ไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นผู้สื่อข่าวที่ใครรู้จัก ก็ทำอาชีพนักข่าวของเราไป ทำตรงนั้นให้เต็มที่ โอกาสมา ดวงมี มันทำให้เราก้าวมาไกลเกินฝัน จนคิดว่าไม่รู้จะไปไกลจากนี้ได้อีกเท่าไหร่ ที่บ้านก็ไม่มีใครคิดว่าจะมาอยู่ถึงขนาดนี้ เพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กหรือเพื่อนที่ทำงานอาชีพนี้ยังบอกเลยว่ามึงมาไกลมากจริงๆ ก็เลยไม่ค่อยได้ฝันอะไรแล้ว

คิดว่าทำวันนี้ให้เต็มที่ แล้วถ้าอยากได้อะไรอีกก็ค่อยทำ

 


บรรณาธิการ The People ผู้เขียนเนื้อหาเชิงธุรกิจ และเรื่องราวน่าสนใจหลากหลายแง่มุม