Post on 29/05/2019

สัมภาษณ์ หงส์ และ ปริม The Face เมื่อความสวยมาเผชิญหน้ากับความสยอง Bangkok Dark Tales

ผู้หญิงกับความสวยเป็นคู่กัน แต่ถ้าความสวยกับความสยองมาเจอกันละ มันจะเป็นอย่างไร?

หลายคนรู้จัก หงส์ – หยก ศิริมาตย์ และ ปริม – กรวรรณ หลอดสันเทียะ สองสาวสวยจากรายการ The Face Thailand ที่ล่าสุดเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องแรกในชีวิต บางกอก สยอง (Bangkok Dark Tales)หนังยาวที่เกิดจากหนังสั้น 3 เรื่องรวมกัน โดยมีฉากหลังเป็นกรุงเทพฯ เมืองที่สวยงามเวลาค่ำคืน แต่กลับมามีมุมสยองขวัญซ่อนอยู่

The People จึงชวนคุยกับเธอทั้งสองถึงเรื่องความสวย ความสยอง และชีวิตเส้นทางชีวิตนางแบบที่กว่าจะมีวันนี้

The People: ทำไมคุณถึงสนใจเข้ามาในวงการนางแบบ

หยก: จุดเริ่มต้นจริง ๆ ไม่มีความอยากนะคะ ตอนแรกเราเป็นเด็กเรียนสายวิทย์แต่ไม่เป็นคนเนิร์ดนะ จุดพลิกผันคือวันหนึ่งมีรุ่นพี่ชวนไปประกวด The Face Thailand ทำให้ The Face กลายเป็นจุดเริ่มต้น ทุกอย่างจึงเป็นครั้งแรกของเราหมดเลย

กรวรรณ: ส่วนปริมตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นเด็กกิจกรรมอยู่แล้ว ชอบอะไรเกี่ยวกับความสวย ๆ งาม ๆ ชอบดูละครแล้วมีความเพ้อฝันว่า วันหนึ่งเราอยากมีโอกาสลองเล่นละคร อยากสวยเหมือนนางเอกคนนี้บ้าง ซึ่งคุณแม่ก็ผลักดันเรา เห็นลูกชอบอะไรเขาก็จะดัน เช่น เห็นเราร้องเพลง เขาก็ฝึกสอนร้องเพลงตลอดทุกวัน ทุกวันเลยนะ มีครั้งหนึ่งที่พี่สาวประกวดไทยซูเปอร์โมเดลปี 2009 คนที่พาพี่สาวไปประกวดก็ชวนไปด้วย เราก็เลยลองประกวด นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หนูได้เข้าวงการ ได้ลองเดินแบบ และเริ่มทำงานสายนี้ค่ะ

 

The People: พอเข้ามาทำงานในอาชีพนางแบบจริง ๆ มันเหมือนหรือแตกต่างไปจากที่คิดไหม

กรวรรณ:  ตอนเด็ก ๆ ความคิดว่าอยู่ตรงนี้ต้องสบายแน่เลย แค่ใส่ส้นสูงเดินแบบแป๊บเดียวเอง แต่พอเข้ามาทำจริง ๆ คือไม่ได้มีแค่นั้นอะ เราต้องแข่งขันกับคนอื่นเหมือนกัน แล้วในการทำงานเราต้องพัฒนาตัวเองเรื่อย ๆ ด้วย

หยก: ไม่ว่าจะงานอะไรเราก็ต้องพัฒนาแหละ

กรวรรณ: ใช่ เพราะการแข่งขันสูง

หยก: ตอนแรกหนูรู้สึกท้อเหมือนกันนะ เพราะเราไม่เคยใส่ส้นสูง พอใส่ครั้งแรกมันจะเจ็บ ปวดทั้งขาทั้งตัวไปหมด แล้วก็โดนด่าเยอะด้วย ลองย้อนไปดูซีซันแรกก็จะเห็นว่าเราโดนด่าเยอะมาก

กรวรรณ: (หันไปทางหยก) แต่หยกเป็นคนที่เก่ง แล้วคนก็เชียร์แกเยอะ เราไม่คิดว่าแกประกวดอันนี้อันแรกเลย อันนี้เพิ่งรู้เหมือนกัน

หยก: ครั้งแรกเลย แต่ว่าหนูรู้สึกว่า ถ้าจะให้ชมตัวเองอย่างหนึ่งนะ หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนชอบมองสิ่งใหม่ ๆ ฉะนั้นจึงไม่ได้รู้สึกอยากเลิกไปง่าย ๆ ถ้าเลิกมันก็แค่การหนีปัญหา หนูแค่รู้สึกอยาก challenge ตัวเอง ถ้าคนอื่นทำได้ แล้วทำไมหนูจะทำไม่ได้

หนูไม่รู้นะว่าในสายตาคนอื่นเป็นยังไง แต่ในความรู้สึกหนูตอนนั้นอย่างหนึ่งคือเครียดด้วยแหละ เครียดมาก ๆ หลายอย่าง

กรวรรณ: เพราะเป็นการแข่งขันด้วยไหม

หยก: ใช่ แล้วก็มีเรื่องดรามาหลายอย่าง เรารู้สึกว่า เฮ้ย! นี่มันเป็นครั้งแรกที่เราเข้ามาอยู่ในรายการ ปกติเราจะเจอคนคอมเมนต์แค่คนรอบตัว อันนี้คือใครก็ไม่รู้มาคอมเมนต์เยอะแยะเต็มไปหมด หนูรู้สึกว่าการเข้ามาในรายการมันทำให้แข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ นะ ใครผ่านจุดนั้นมาจะรู้เลยว่า การที่คุณโดนใครบ้างก็ไม่รู้มาด่าคุณ มันเป็นยังไง

 

The People: ในรายการมีดรามาจำนวนมาก คุณรับมือกับมันอย่างไรบ้าง

กรวรรณ: หนูยอมรับเลยว่า ในรายการหนูเครียดมาก แต่ ณ ตอนนั้นเราก็รับสิ่งดี ๆ พลังบวกที่ดีมาให้เราเป็นกำลังใจให้แข่งขันหรือทำรายการต่อไปเรื่อย ๆ เพราะแต่ละตอนเราไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง แล้วเราต้องไปเจอหน้างานเลย ทุกอย่างมันกดดันไปหมด เราต้องแข่งขันกับคนในทีม ไหนจะแข่งขันกับคนนอกทีมอีก เราก็อยากทำออกมาให้ดีที่สุด แล้วเราก็ต้องรับพลังบวก รับฟังมาแก้ไขและทำให้เราแบบฮึดสู้

หยก: เวลาโดนคอมเมนต์หนัก ๆ ทำให้หนูเข้าใจว่าทุกคนโตขึ้นยังไง เขาต้องผ่านจุดนี้อยู่แล้ว ถ้าคุณไม่เคยโดนคอมเมนต์ คุณจะไม่มีทาง improve ตัวเองให้ดีขึ้นได้ ฉะนั้นแล้วการที่คุณจะโตขึ้น คุณจะต้องเจอกับสิ่งเรานี้แล้วก็ผ่านมันไปให้ได้ แน่นอนกำลังใจสำคัญที่สุด ไม่ว่าจากคนรอบข้างหรือจากตัวเอง คุณจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งมากๆ ต่อให้คนรอบข้าง cheer up มากแค่ไหน แต่ถ้าใจคุณไม่สู้ มันก็จบ

 

The People: สิ่งหนักกว่าคอมเมนต์ในรายการ คือคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ใช่ไหม

ทั้งคู่: ใช่ค่ะ ในโลกออนไลน์

 

The People: เคยรู้สึกไหมว่าคอมเมนต์จากโลกออนไลน์คือ Cyber Bully อย่างหนึ่ง

หยก: เคยนะ แต่เอาจริง ๆ หนูเป็นคนที่ลืมเรื่องง่ายมาก แล้วจะเหลือแค่ feeling ที่ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร เราจะไม่มานั่งจำหรอกว่า เมื่อก่อน 4 – 5 ปีที่แล้วเราเคยโดนด่าอะไรบ้าง เรารู้แค่ว่าเราโดนด่าแล้วรู้สึกยังไง ซึ่งเราห้ามเขาไม่ได้หรอก เราไปบอกให้ทุกคนเลิกทำแบบนี้ไม่ได้ หนูรู้สึกว่าสิ่งนี้ต้องเป็นเรื่องการคิดถึงใจเขาใจเรา

กรวรรณ: ของปริมไม่ค่อย… (นิ่งคิด)

หยก: (หันไปทางกรวรรณ) พี่ปริมไม่ค่อยนะ คนจะเชียร์เยอะ

กรวรรณ: แต่ถามว่ามีไหม ก็มีบ้างแหละ แต่ถ้ามีคนด่าปริม ปริมก็จะพยายามไม่เอามาใส่ใจอะ ไม่เก็บมาทำให้เรายิ่งแย่

 

The People: การเข้ารายการนี้เป็นประตูบานหนึ่งสู่วงการ จริงไหม

กรวรรณ: เห็นด้วยค่ะ ตั้งแต่ปริมเข้ามารายการ The Face ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปหลายอย่างเหมือนกัน ทำให้มีโอกาสใหม่ ๆ เยอะขึ้นมาก ยิ่งทำให้คนรู้จักเรา ทำให้คนเห็นเราความสามารถที่คนอื่นไม่เคยเห็น หนูรู้สึกว่าเป็นประตูและเป็นทางผ่านที่ดีมาก ๆ

หยก: สมมติใครที่ไม่ได้เจอประตูบานนี้ ถ้าถูกจังหวะในชีวิต มันก็มีโอกาสเสมอ แล้วคุณก็ต้องพร้อมคว้ามัน เราแค่รู้สึกว่าโชคดี และขอบคุณโอกาสที่ได้ประตูบานนี้ แล้วเอื้อมไปเปิดมัน

กรวรรณ: ต้องขอบคุณมาก ๆ ค่ะกับรายการนี้

The People: มีความคิดเห็นอย่างไรกับประโยคที่บอกว่า “ไก่งานเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” หรือ “ผู้หญิงหยุดสวยไม่ได้”

กรวรรณ: จริง ผู้หญิงหยุดสวยไม่ได้ เอาจริง ๆ หนูเป็นคนที่ไม่ได้สวยตามพิมพ์นิยม แล้วหนูพยายามทำให้ตัวเองมีจุดเด่นขึ้นมาหน่อย ทำให้ดูดี มีคาแรกเตอร์ นำสิ่งที่ตัวเองชอบเอามาใส่

หยก: เนี่ย! (เอื้อมมือไปจับผมกรวรรณ) ทรงผมทรงนี้ใครจะทำได้ ถ้าไม่ใช่พี่ปริม

กรวรรณ: คนอื่นก็ทำเยอะนะ คือก่อนเข้ารายการหนูเคยไว้ผมยาว แต่ประกวดตอนซีซัน 2 ไม่เข้ารอบ พอตัดผมสั้นปุ๊บเข้ารอบเลยอะ หนูว่าคนเราต้องดูแลตัวเอง เวลาเจอคนคนหนึ่ง เราไม่รู้หรอกว่าเนื้อแท้เขาเป็นยังไง first impression แรกต้องดูดีไว้ก่อน เป็นคนดีหรือไม่ดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

หยก: ส่วนหนูเชื่อนะคะ ฉะนั้นแล้วถ้าเราอยากให้ทุกคนมองเรา เราก็ต้องดึง first impression นั้นมาให้ได้

 

The People: ผู้หญิงแต่ละคนมีความสวยแตกต่างกัน เราจะหาความสวยของตัวเองอย่างไร

กรวรรณ: ผู้หญิงสวยมีหลายแบบมาก หนูว่าอยู่ที่แต่ละคนมากกว่า ว่าเขาจะมองมุมมองความสวยของเขายังไง บางคนอาจจะชอบผู้หญิงสวยแบบหวาน ๆ น่ารัก แบ๊ว ๆ หรือผู้หญิงเท่แล้วสวย หรือผู้หญิง sexy แล้วสวย

 

หยก: สิ่งที่เป็นรูปธรรมแต่ละคนมันต่างกัน แต่ถ้าในนามประธรรมหนูว่าคนคนหนึ่งจะสวยได้ต้องมีความมั่นใจและรักตัวเองก่อน คนอื่นถึงจะมองว่าสวย

กรวรรณ: อย่างแรกคือความมั่นใจ ต้องมั่นใจในตัวเองมาก ๆ เมื่อก่อนหนูเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเองเลย พอได้เข้าวงการ ได้รู้จักเพื่อน ทำให้เราเปลี่ยนความคิด กล้าขึ้น กล้าคิด กล้าทำมากขึ้น เช่น ตัดผมบ้าง กล้าแต่งตัวมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

 

The People: แต่ละคนหาจุดที่มั่นใจในตัวเองได้อย่างไร

หยก: เมื่อก่อนก็ไม่มั่นใจนะ หน้าตอบบ้าง กรามใหญ่บ้าง เพราะในเมืองไทยคนสวยส่วนใหญ่ก็จะต้องหน้าเรียว ตัวเล็ก ๆ หน่อย ตอนเรียนมัธยมฯ เราก็จะโดนเพื่อนล้อบ่อยเพราะตัวสูง เมื่อก่อนก็จะไม่ชอบสิ่งที่เรามี

กรวรรณ: หนูเริ่มมีความมั่นใจตอนเริ่มประกวด ลองเข้ามาทำงาน ได้เจอผู้คน ได้เจอเพื่อน ได้พูดคุย ทำให้เรากล้ามากขึ้น และทำให้เรามั่นใจ

หยก: ในชีวิตประจำวันเราเจอคนไม่กี่คนใช่ไหมคะ ถ้าเขาไม่ชอบเราก็ไม่แปลก แต่ถ้าเราออกไปเจอโลกกว้าง เจอคนมากขึ้นโอกาสที่จะเจอคนที่ชอบเราจะมีมากขึ้น นั่นจะทำให้เรามั่นใจแล้วก็รักในตัวเองมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในโลกนี้ต้องมีคนที่รักเราในแบบที่เป็นเรา

 

The People: ในเมื่อความสวยไม่จีรัง เราจะรักษาความสวยของตัวเองอย่างไร

กรวรรณ: หนูรู้สึกว่าสมัยนี้คนสวยเยอะมาก (ลากเสียงยาว) ก.ไก่ ล้านตัว คนสวยเยอะมากจริง ๆ แต่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจนิสัยอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้ลดความสวยลงได้

หยก: หนูเคยได้ยินคำนี้ เขาบอกว่า “หน้าตาตอนอายุ 20 ธรรมชาติให้มา แต่ตอน 50 คือเราสร้างขึ้นเองเว้ย!”

กรวรรณ: ถ้าจะให้ความสวยจีรังจริง ๆ มันต้องอยู่ด้วยนิสัยจิตใจ

 

The People: เป็นความสวยจากภายใน?

กรวรรณ: ใช่ สวยจากภายในคือสิ่งที่ดีที่สุด

หยก: อันนี้ไม่ใช่คำเปรียบเปรยนะคะ ถ้าตามสายวิทย์จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่มีเหตุและผล

The People: อะไรที่จะทำให้นางแบบสักคนยืนหยัดอยู่ในพื้นที่ในวงการได้นาน

 

กรวรรณ: การพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ หนูรู้สึกว่าการให้ตัวเองทำอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา ทำให้คนเห็นและจำเราได้ นั่นคือการทำให้เราทำงานอยู่ในวงการนี้ได้ยาวนาน

หยก: โลกมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราจะดีที่สุดแค่วันนี้ไปจนถึงอีก 5 ปี 10 ปีไม่ได้ ยังไงเราก็ต้อง improve ไปตามกาลเวลา

 

The People: ล่าสุดคุณทั้งสองเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์ “บางกอก สยอง (Bangkok Dark Tales)” พอได้ทำงานหลากหลายรูปแบบ ส่วนตัวแล้วชอบงานอะไรมากที่สุด

กรวรรณ: หนูก็ชอบเดินแบบมากที่สุด เพราะหนูทำงานตรงนี้ได้ดีที่สุด แต่พอมีโอกาสมาเล่นละคร เล่นหนัง หนูรู้สึกว่าชอบการเล่นหนังเหมือนกัน เพราะมันท้าทายเรา แถมเป็นสิ่งที่หนูอยากลองทำมานานแล้ว หนูก็เลยแบบชอบตรงนี้

หนูดีใจมากที่ได้เล่นหนัง แต่พอรู้ว่าเชอรีน (ณัฐจารี หรเวชกุล) หนูก็รู้สึกกดดัน เพราะเขาเป็นนักแสดงมืออาชีพแล้ว เราแค่นางแบบอะ ก็กดดันเหมือนกันแต่ก็อยากลองท้าทาย

หยก: หนูชอบการแสดงอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กเป็นคนที่ชอบดูหนัง พอดูหนังเยอะ ๆ เราก็จะรู้สึกว่า วันหนึ่งเราอยากข้าโรงหนังไปดูตัวเองอยู่ในนั้น นอกจากเป็นการทำงานแล้ว มันยังเป็นแบบความสุขอย่างหนึ่ง พอเรานึกว่าจะมีตัวเองอยู่ในโรงหนังใหญ่ มันก็มีความสุขแล้ว

 

The People: แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผีเลย รู้สึกอย่างไรบ้าง

กรวรรณ: หนูเป็นคนกลัวผี รู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่ก่อนเวิร์กช็อปแล้ว พอเป็นการแสดงหนังที่เราอยากทำมาตลอด ก็ยิ่งตื่นเต้นไปอีก แต่ก็แอบกดดันเพราะเรายังมือใหม่ กลัวว่าเราจะเล่นได้ไม่ถึงที่ทีมงานคาดหวังรึเปล่า

หยก: สำหรับหนูสนุกนะ สนุกกับการมากอง การเจอคนเยอะ ๆ และรู้สึกอยากทำงานออกมาให้ดี

 

The People: หงส์แสดงละครก็ได้รับบทผีหลายครั้ง มาครั้งนี้ก็แสดงเรื่องเกี่ยวข้องกับผี คิดว่าทำไมตัวเองถึงได้รับบทบาทนี้อยู่บ่อยครั้ง

หยก: เอาตรง ๆ คือคาแรกเตอร์เราไม่ได้สวยแบบมาตรฐาน แต่หนูก็รู้สึกยังโชคดีที่ได้โอกาสแสดง อาจจะเคยได้รับบทผีมาก่อนในละครเรื่องหนึ่ง จากเรื่องนั้นมันก็เลยส่งต่อมาถึงเรื่องนี้… แต่วันหน้าหนูอาจจะได้เป็นนางเอกก็ได้นะ

The People: ภาพยนตร์มีชื่อเรื่องว่า “บางกอก สยอง (Bangkok Dark Tales)” คุณคิดว่าบางกอกหรือกรุงเทพฯ มีเรื่องอะไรที่สยองบ้าง

กรวรรณ: หนูว่าคนน่ากลัว เพราะว่าคนมาจากหลายแหล่ง เราไม่รู้ว่าแต่ละคนคิดยังไง แต่ละคนมาจากไหน เราไม่สามารถรู้เลยว่าเขาคิดดีหรือคิดไม่ดี ความคิดคนมันเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนด้วย และก็พวกอุบัติเหตุ การลักเล็กขโมยน้อย ทำให้คนน่ากลัว

หยก: เรารู้สึกว่า เราคงไม่มองที่ที่เราอยู่ว่าน่ากลัวหรอก มันไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ หรอก เพียงแต่ว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่

กรวรรณ: มันก็เลยมีโอกาสเจอคนน่ากลัวมากกว่าที่อื่น

 

The People: สุดท้าย “บางกอก สยอง” มีความน่าสนใจอย่างไร

กรวรรณ: มันเป็นหนังสั้น 3 ตอนรวมกัน ตอนของหนูเป็นตอนบ้านผีเฮี้ยน “สวัสดีบางกอก” ตัวละครหลักมีหนูกับเชอรีน ตัวหนูมีชื่อ “แอน” อยากให้ไปดูมากเพราะว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งของหนูที่คนไม่เคยเห็นแน่นอน เราเป็นตัวละครเหมือนคนสมัยนี้ ที่อยากจะคิดก็คิด อยากจะพูดอะไรก็พูด ไม่สนใจ ไม่สนโลก

หยก: ส่วนของหนูเป็นตอนผีโรงห้า “โรงมหรศพ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงหนังที่มีเรื่องเล่าสยอง ๆ แล้วมีคนไปเจอประสบการณ์ตรงนั้น

กรวรรณ: หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของพวกเรา เราก็ทำเต็มที่กันอยู่แล้ว เราอยากให้ทุกคนติดตามจริง ๆ อยากให้ทุกคนดูแล้วสนุก เพราะว่าแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกัน แต่ละตอนก็คือมีสาระของแต่ละตอน ก็อยากให้ได้ข้อคิดอะไรดี ๆ กลับไป แน่นอนค่ะ

 


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Related

แทน โฆษิตพิพัฒน์ ลูกไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ชื่อ ‘เฉลิมชัย’ ผู้ขอสร้างนิยามศิลปินในแบบตัวเอง

“เราไม่อยากเป็นสิ่งแปลกปลอมบนโลกใบนี้ ทั้งที่โลกใบนี้เป็นของเราเหมือนกัน” คณะละครมาร็องดู (Malongdu) คณะละครเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

สัมภาษณ์ อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ MD หนุ่มแห่ง ‘The Origin’ ผู้รักการท้าทายตัวเอง

“เราคนเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้” สัมภาษณ์ นรีกุล ธูปพุทธา ศิลปะ ธรรมชาติ และการดำรงอยู่

สัมภาษณ์ “แด๊ก” เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด เสียงพัง แต่ ฝันไม่เคยพัง

มาลินดา เฮอร์แมน คุณย่า 70 เจ้าของเพจ “หญิงชรา กะ หมาน้อย” ที่อัดคลิปร้องเพลงกับหมาน้อยเพื่อส่งต่อความสุขไปยังผู้คน

สัมภาษณ์ปราปต์ บุนปาน: ความทรงจำแฟนบอลสเปอร์ส จากยุคลินิเกอร์ถึงชิง UCL

ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ แห่ง depa ทิ้งชีวิตสตาร์ทอัพเพื่อดิสรัปต์ราชการไทย