Post on 30/10/2020

สัมภาษณ์ ‘ใบไหม’ ผู้บอบช้ำจากเหตุการณ์ปี ’53 ถึงบทบาทเยาวชนปลดแอกปี ’63

สัมภาษณ์ ‘ใบไหม’ หนึ่งในผู้บอบช้ำจากเหตุการณ์ปี ’53 กับบทบาทคนรุ่นใหม่ในนามเยาวชนปลดแอกของยุคปี ’63

“รัฐประหารปี 2557 สร้างพวกเราหลายคน ณ ตรงนี้”

หากใครติดตามคลิป facebook live จากแฟนเพจ ‘เยาวชนปลดแอก – Free YOUTH’ ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางสื่อสารการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในโซเชียลมีเดีย คงคุ้นหน้าคุ้นตากับล่ามเสียงใส ๆ ที่คอยบรรยายเหตุการณ์จากภาคสนามให้ฟังทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

มาทำความรู้จักนักเคลื่อนไหวตัวยงกับชีวิตแต่ละช่วงวัยที่มาพร้อมเหตุการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่ปีที่เธอเกิดจนถึงบทบาทในการเมืองปัจจุบัน

The People สัมภาษณ์ ‘เกศกนก วงษาภักดี’ หรือ ‘ใบไหม’ บัณฑิตใหม่จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ล่ามของกลุ่มเยาวชนปลดแอก และผู้รายงานสถานการณ์ชุมนุมผ่าน facebook live แฟนเพจ ‘เยาวชนปลดแอก – Free YOUTH’ เพจที่เพิ่งประกาศทะลุ 1 ล้านไลก์ไปเมื่อ 18 ตุลาคม 2563 รวมมีผู้ติดตามในขณะนี้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคน

ใบไหมเล่าถึงชีวิตตัวเองก่อนที่จะมาเป็นนักเคลื่อนไหวในวันนี้ว่า “ใบไหมเกิดปี 2540 เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ‘ต้มยำกุ้ง’ หลังจากนั้นพอใบไหมอายุ 9 ขวบ ประเทศเราก็มีรัฐประหาร 2549 จากนั้นพออายุประมาณ 15 – 16 ปี ก็เกิดรัฐประหารปี 2557 ถือว่าใบไหมอยู่ในยุครัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง

“ส่วนเหตุการณ์ที่ตราตรึงใจก็คือเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 ซึ่งเราก็เป็นผู้บอบช้ำจากเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน

“พี่น้องเสื้อแดงโดนล้อมปราบในเหตุการณ์นั้น ส่วนร้านค้าของเราที่อยู่ใต้โรงหนังสยามโดนเผาหมดเลย เป็นร้านที่คุณแม่ลงทุนไปเยอะมาก จากเหตุการณ์นั้นทำให้คุณแม่ล้มละลายไปด้วย

“ความเสียหายครั้งนั้น ถ้ามองจากมุมคนข้างนอกก็จะมองว่าคนเสื้อแดงเป็นคนทำ แต่ในมุมผู้ได้รับผลกระทบหรือแม่ค้าแม่ขายที่อยู่กับเหตุการณ์ตรงนั้น เขาอาจจะไม่ได้มองด้วยซ้ำว่าเสื้อแดงเป็นคนทำ ก็มองได้หลายทฤษฎี ฉะนั้น เราก็ฟังจากกระบวนการยุติธรรมให้มากที่สุด

“มันตรึงตาตรึงใจมาตลอด เพราะใบไหมก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่เติบโตมาในบรรยากาศการชุมนุมของเสื้อหลาย ๆ สี แล้วพอโตมาเราก็เป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวด้วย

“พูดตรง ๆ คือ ระบบเป็นสิ่งสร้างใบไหมขึ้นมา ตัวระบบทำให้ใบไหมเห็นว่ามีความอยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม และมีผู้คนมากมายออกมาต่อสู้นะ เราอย่ายอมเขานะ มันก็คือระบบนี่แหละที่เขากดเรา เราในฐานะผู้ถูกกดขี่ก็ต้องไม่ยอม”

ที่มาของการเคลื่อนไหวในฐานะ ‘เยาวชนปลดแอก’ ใบไหมบอกว่า “เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ช่วงที่อยู่ปี 1 ได้ทำกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 19 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

“แล้วขณะนั้น ‘โจชัว หว่อง’ ไม่ได้เข้าประเทศ ถูกทางการไทยกักตัวไว้ (ที่สนามบินสุวรรณภูมิ) เราเชิญเขามาปาฐกถาเรื่อง ‘การเมืองของคนรุ่นใหม่’ ในงาน ‘40 ปี 6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ มองอนาคต’ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2559

“ตอนนั้นรู้สึกได้ถึงอำนาจรัฐที่ใกล้ตัวมากในกิจกรรมที่เราทำ แล้วเขามาจับวิทยากรของเราไป นั่นเป็นโมเมนต์แรกที่เราได้เห็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ หรือทหาร ตำรวจเข้ามาที่คณะ เรารู้สึกมากว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว ครั้งนั้นก็เป็นปัจจัยหนึ่ง

“แล้วอีกปัจจัยหนึ่งก็คือว่า เราอยู่ในระบบทุนนิยมแล้วก็เห็นการกดขี่ในทุก ๆ วัน จริง ๆ ปัญหาการเมืองมันง่ายมากเลย ใบไหมแค่นั่งรถเมล์มาเรียน และรถเมล์มันเก่า ๆ พัง ๆ มันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวแล้ว ก็มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ๆ

“สำหรับการเคลื่อนไหวในปัจจุบันก็เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียมให้กับสังคม”

ใบไหมเล่าเบื้องหลังกราฟิกสุดปังในแฟนเพจ ‘เยาวชนปลดแอก’ ว่า “กราฟิกเพจต้องให้เครดิตเจมส์ (ภานุมาศ สิงห์พรม นักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเยาวชนปลดแอก เจมส์ก็จะคอยให้ทีมช่วยกันหาว่ามวลชนคุยอะไรกันอยู่ เพราะจะมีภาษาบางอย่างที่มวลชนเขาใช้อย่างเช่นคำว่า แกง คำว่าแครอท บร็อคโคลี เราก็ลองดูว่า เราจะทำยังไงให้การประชาสัมพันธ์ของเรามันเป็นภาษาเดียวกับมวลชนให้ได้มากที่สุด

“อย่างเจมส์เขาก็จะตัดต่อเก่งมาก เขาจะอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา มีอะไรแป๊บหนึ่งเขาก็จะเอาคอมพิวเตอร์มาตัดต่อตรงนั้นเลย”

ส่วนการเคลื่อนไหวในยุคที่ใช้โซเชียลมีเดียจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแตกต่างจากการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้อย่างไร ใบไหมมองว่า “โซเชียลมีเดียช่วยได้หลายอย่าง ช่วยเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์เวลาที่เราจะเคลื่อนไหว โดยเป็นเครื่องมือเดียวที่เรามี เราไม่ได้มีเครื่องมือในสื่อกระแสหลัก เราสามารถโพสต์เชิญชวนผ่านโซเชียลมีเดียให้คนออกมาเข้าร่วมกิจกรรมกับเราได้

“แล้วในโซเชียลมีเดียก็ทำให้ทุก ๆ คนเป็นนักข่าวได้ คือเวลาเกิดเหตุการณ์อะไร เราอัดวิดีโอ เรา live ได้ เล่าให้คนอื่นฟังได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แตกต่างจากในสมัยก่อนที่เวลาจะนัดชุมนุมทีหนึ่ง อาจจะต้องรอข่าวจากทีวีเท่านั้น ซึ่งในสมัยก่อนเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรก็ง่ายที่กระแสหลักจะใส่ร้ายผู้ชุมนุมว่า เป็นคนเผาหรือทำลายข้าวของ

“การใช้โซเชียลมีเดียก็มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งก็คือเวลาที่เราประชาสัมพันธ์อะไร มันไปไวมาก แล้วเราก็แทบจะประเมินได้เลยว่า คนจะมาร่วมเท่าไร ประมาณไหน

“ส่วนจุดอ่อนก็คือพวกข่าวปลอมหรือการปั่นมันง่ายมาก หากมีโพสต์อะไรที่ไม่ได้มีการตรวจสอบก่อนก็จะแพร่ไปไวมาก เราต้องดูต้องตรวจสอบเหมือนกัน”

เมื่อถามถึงวิธีเตรียมรับมือกับการถูกจำกัดเสรีภาพ ใบไหมบอกว่า “แทบจะไม่ได้เตรียมรับมือเอาไว้ มองว่าอย่างแย่ที่สุดอาจเกิดการรัฐประหาร ล้อมปราบ จับแกนนำไปทุกคน แต่คิดไปคิดมาสุดท้ายเรารู้สึกว่า เรายังมีความหวังอยู่ เพราะต่อให้เขาจับเราไป เขาก็ไม่สามารถจับไปได้ทุกคน สุดท้ายความคิด อุดมการณ์ ก็จะถูกส่งต่อไปรุ่นสู่รุ่น รุ่นสู่รุ่น

“จริง ๆ แล้วแทบจะพูดได้ด้วยซ้ำว่ารัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นสิ่งที่สร้างพวกเราหลาย ๆ คน ณ ตรงนี้ขึ้นมา เขาเป็นคนสร้างเราเองด้วยซ้ำ เพราะว่าความอยุติธรรมที่เราเห็นอยู่ทุก ๆ วัน การจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เรารู้สึกได้อยู่ในทุก ๆ วัน มันทำให้เรารู้สึกว่า เราต้องสู้นะ เราอย่ายอมเขานะ”

สำหรับรูปแบบการชุมนุมที่ทำได้ทั้งมีแกนนำและไม่มีแกนนำ ใบไหมให้ความเห็นต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “เราต้องดูว่ารัฐตอบสนองแต่ละมูฟเมนต์อย่างไร เราเคยทำการชุมนุมที่มีแกนนำ ชุมนุมจุดใหญ่ ๆ จุดเดียว แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เราเห็นอยู่ เช่น การล้อมปราบ ส่วนหนึ่งคิดว่ารัฐค่อนข้างมีประสบการณ์ในการรับมือกับการชุมนุมแบบนั้น คือ เป็นการชุมนุมที่ปราบง่าย เจรจาง่าย

“เราก็เลยลองดูเพื่อน ๆ ในต่างประเทศที่เขาชุมนุมกัน เช่น ฮ่องกง คือไม่จำเป็นต้องมีผู้นำชัดเจนขนาดนั้นก็ได้ แต่คนก็ออกมาร่วมได้แม้ไม่มีผู้นำชัดเจน เราหมายถึงว่าแค่ไม่มีผู้ปราศรัยที่ผูกขาดการปราศรัยไว้คนเดียวหรือกลุ่มเดียว

“เราสามารถเปิดทางให้ผู้ชุมนุมหลายคนที่มีวาทศิลป์ที่ดี ให้เขาจับไมค์ปราศรัยได้ เราไม่มีแกนนำในแง่นั้นมากกว่า แต่เราเป็นขบวนการที่มีการจัดการและมีระบบ”

ปีนี้ใบไหมเพิ่งเป็นบัณฑิตใหม่ ผ่านประสบการณ์จากรั้วมหาวิทยาลัยในฐานะนิสิตมาแล้ว เธอให้ความเห็นถึงกิจกรรมรับน้องที่ควรจะเป็น และสะท้อนปัญหาของระบบโซตัสว่า “ใบไหมเพิ่งจบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อเดือนตุลาฯ นี้เอง

“ในคณะรัฐศาสตร์ไม่มีกิจกรรมโซตัสโดยตรง ส่วนการรับน้องมีข้อถกเถียงในคณะ เช่น กิจกรรมรับน้องเปียก คือมีการฉีดน้ำแล้วก็เต้น เราก็ตั้งคำถามว่า การรับน้องอย่างนั้นมีประโยชน์กับเด็ก ๆ ที่จะเข้าเรียนรัฐศาสตร์อย่างไร ทำไมเราถึงไม่คิดกิจกรรมอย่างเช่น ไปเดินดูความเหลื่อมล้ำรอบ ๆ จุฬาฯ พาน้องไปเดินดูตั้งแต่สยามพารากอน เดินมาเรื่อย ๆ ยันชุมชนสามย่าน คือมีความเหลื่อมล้ำรอบ ๆ มหาวิทยาลัย ทำไมเราไม่เพิ่มกิจกรรมตรงนั้น

“ส่วนระบบโซตัส มองว่าเป็นระบบที่สะท้อนการเมืองใหญ่ในเมืองไทย คือ ชนชั้นผู้น้อยต้องฟังชนชั้นผู้ใหญ่ ชนชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจมากในการสั่งการอะไรก็ได้ กดขี่อย่างไรก็ได้ มันคือระบบเผด็จการแรก ๆ ที่ใกล้ตัวเรามาก”

ใบไหมเล่าเบื้องหลังที่มาทักษะภาษาอังกฤษที่เริ่มฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเด็กก่อนเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย โดยมีคุณแม่เป็นผู้ให้การสนับสนุนคนสำคัญ “ใบไหมเน้นการใช้ภาษาในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพราะเป็นทักษะที่ทำได้ จึงเลือกทำ ส่วนความสามารถทางด้านภาษาเป็นเพราะการมองการณ์ไกลของแม่ที่มองว่ายังไงต้องได้ใช้ภาษาอังกฤษแน่ ๆ แม่จึงให้เรียนกับครูฝรั่งโดยให้มาสอนที่บ้านตอนเรียนระดับประถมฯ และได้เรียนโรงเรียนเอกชนที่เน้นภาษาอังกฤษ ใบไหมชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษและดูการ์ตูนภาษาอังกฤษด้วย

“ต่อมาช่วงมัธยมฯ ได้เรียนโรงเรียนรัฐบาล เริ่มหาหนังสืออ่านเองประกอบกับดูยูทูบ

“พอเรียนระดับมัธยมฯ ปลายได้เดินทางไปประเทศอุรุกวัยเกือบ 1 ปีในโครงการ AFS ใช้ภาษาสเปน อุรุกวัยเป็นประเทศสังคมนิยม เป็นประเทศที่ฝ่ายซ้ายชนะ

“พอมาเรียนจุฬาฯ ระหว่างเรียนคณะรัฐศาสตร์ ได้แปลหนังสือชื่อ ‘คอมมิวนิสม์สำหรับสหายน้อย’ แปลให้สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน เป็นสำนักพิมพ์ของนิสิตจุฬาฯ นำโดย แฟรงค์-เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

“สำหรับกลุ่มเยาวชนปลดแอก ก่อตั้งปลายปี 2562 โดย ฟอร์ด-ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี ร่วมกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย ส่วนใบไหมเพิ่งเข้ามาเป็นล่ามตอนมีชุมนุมใหญ่เดือนกรกฎาคม 2563 เพราะฟอร์ดชวนให้มาช่วยเป็นล่ามภาษาอังกฤษให้กลุ่ม ต่อมาเมื่อมีถ่ายทอดการชุมนุมทาง facebook live ใบไหมจึงได้รายงานผ่านช่องทางนี้ด้วย

“ตั้งแต่เป็นล่ามให้กลุ่มก็ได้เห็นคอมเมนต์ภาษาอังกฤษมากขึ้น ดีใจที่สามารถสื่อสารให้ต่างชาติรับรู้ว่าในไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งรวมถึงการสื่อสารไปยังเพื่อนที่ฮ่องกง นิวซีแลนด์ ไต้หวัน

“ได้ใช้ภาษาเคลื่อนไหวส่งสารสถานการณ์จากเมืองไทยไปต่างประเทศ ถือว่าเรียนมาคุ้มแล้ว และเป็นเพราะแม่มองการณ์ไกล แม่ไม่ได้รวย ไม่ได้มีเงินมาก แต่รู้ว่าภาษาเป็นเรื่องสำคัญ” ใบไหมเล่าถึงผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญและประสบการณ์ก่อนจะมาถึงวันนี้


แอดมินเพจฟ้ารุ่ง ศรีขาว

อดีตผู้สื่อข่าวการเมือง นักเขียนรับเชิญที่ The People เชิญมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำเสนอบทความ

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

ธิดา+สุภาพ: ความทรงจำต่อ Bioscope นิตยสารหนังที่เชื่อในพลังความหลากหลาย

สัมภาษณ์ คริสซี่-ปริม สองนักแสดง โปรเม อัจฉริยะ/ต้อง/สร้าง กับความฝันที่เดิมพันด้วยครอบครัว

สัมภาษณ์ เป็ดบลูส์แมน: ชีวิตที่อยู่ใน 12 ห้อง รักแรกพบในดนตรีบลูส์ เพนทาโทนิก สเกลและบี.บี. คิง

สัมภาษณ์ พีระพงศ์ จรูญเอก ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือนออกตามหาฝัน ปั้น “ออริจิ้น” จุดกำเนิดอสังหาฯ หมื่นล้าน

เนวิน ชิดชอบ คนพันธุ์บุรีรัมย์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนตัวเองจากอดีตนักการเมืองที่ถูกยี้ สู่นักพัฒนาเมืองที่ถูกรัก

สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House พื้นที่แห่งโอกาสของภาพยนตร์ทางเลือก บนพื้นที่แห่งโอกาสของตัวเอง

สัมภาษณ์ Alexander 23 นักร้องเจ้าของเพลง ’IDK You Yet’ ชายผู้หลงใหลในเลข 23

สัมภาษณ์ ไผท ผดุงถิ่น: เทคสตาร์ทอัพสายก่อสร้าง เทรนด์ของโลกและการเลี้ยงลูก