Post on 21/02/2020

สัมภาษณ์ ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ Enjoy Your Life นี่แหละคือชีวิต

“เราเชื่อว่าวันหนึ่งมีทั้งดีทั้งร้าย เราแค่ต้องอดทนในวันที่มันร้าย แล้วดื่มด่ำในวันที่ดี ชีวิตเรามีขึ้นมีลงมาก ๆ มันคือ life มันคือชีวิต”

นิ้ง-ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ นักแสดงสาวหน้าคมกำลังพูดถึงเส้นทางชีวิตของตัวเองที่ผ่านมาทั้งการหนีออกจากบ้าน ไม่มีเงินใช้ ภาวะซึมเศร้า และการแสดงที่เปลี่ยนชีวิต หลังจากรับบท “เอย” เด็กสาวผู้ป่วยโรคมะเร็งในซีรีส์ The Deadline ที่ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากเวที 24th Asian Television Awards (ATA) 

นอกจากนี้ เราอาจคุ้นหน้าเธอจากอีกหนึ่งบทบาท “น้ำ” จาก เคว้ง ใน Netflix ,การเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอ “หมายความว่าอะไร” ของวง MEAN และอีกหลากหลายผลงานซีรีส์ โฆษณา และเดินแบบ

ชีวิตของชัญญาผ่านทั้งทุกข์ สุข เศร้า เสียงหัวเราะ และรอยน้ำตา แต่ไม่ว่าจะพบเจออะไร เธอบอกกับ The People ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่ายัง enjoy กับมัน เพราะนั่นคือเครื่องหมายว่ายังมีชีวิตอยู่

 

The People: เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำไมถึงสนใจเรียนสายภาพยนตร์

ชัญญา: จริง ๆ แล้วเริ่มจากอยากเข้าศิลปากรก่อนค่ะ อยากเรียนวาดรูป ถ้าไม่ได้ก็จะเลือกเรียนนิเทศฯ เพราะตั้งแต่เด็ก ๆ นิ้งอยู่กับวงการมาโดยตลอด พ่อกับแม่เราเป็นผู้กำกับและนักแสดง (ชาญชัย สวัสดิวิชัยกุล และ โมนิก้า แม็คคลอรี่ย์) ทำให้เราเคยไปกองถ่ายตั้งแต่เด็ก พอไม่ได้เรียนวาดรูป ก็มีคณะนิเทศฯ สาขาภาพยนตร์นี่แหละที่อยากเรียน

 

The People: ได้เรียนรู้ศาสตร์ภาพยนตร์จากคุณพ่อไหม

ชัญญา: ไม่ค่ะ จริง ๆ ไม่สนิทกับที่บ้านเลย เพราะนิ้งเป็นเด็กเกเรมาก ติดศูนย์ ติด ร. หลายตัวเลย ออกจากบ้านมาตั้งแต่ ม.5 แล้วก็ตะลอนอยู่บ้านเพื่อนไปเรื่อย ๆ อยู่หอกับเพื่อนบ้าง มีตังค์ก็ไปเรียน ไม่มีตังค์ก็ไม่ไป

 

The People: หลายคนมองว่าการศึกษาสำคัญต่อชีวิตมาก ทำไมตอนนั้นถึงใช้ชีวิตสวนทางคนอื่นขนาดนี้

ชัญญา: ตอนนั้นเกเรไง อยากใช้ชีวิตตามใจตัวเอง แล้วเป็นคนชอบขายของมากจึงทำงานขายของตั้งแต่เด็ก เคยไปขายของที่สวนจตุจักรตั้งแต่ ม.2 ไปขายอยู่ 3 ร้านแหนะ ร้านแรกขายกางเกงยีนส์  ร้านที่สองขายเสื้อยืด ร้านที่สามขายอาหาร

ระหว่างนั้นก็ทำทุกอย่างไปเรื่อย ๆ มีงานถ่ายเอ็มวี เดินแบบ หรือเป็นตัวประกอบภาพยนตร์ ซึ่งก่อนหน้านั้นนิ้งทำเยอะมาก รับจ้างเปิดขวดเบียร์ เปิดบูธขายของมือสอง ทำรายการโทรทัศน์ ทำโปรดักชัน ครีเอทีฟ ตัดต่อ โปรดิวซ์ ทำร้านขนมเค้ก ทำร้านขนมหวาน เป็นเด็กเสิร์ฟได้กดเบียร์สดครั้งแรกในชีวิต ขายของออนไลน์ด้วย นิ้งทำอะไรเยอะแยะไปหมด

 

The People: คิดว่าประสบการณ์จากการได้ทำงานหลายอย่างสอนอะไรเราบ้าง

ชัญญา: สอนอะไรเหรอ… (นิ่งคิด) คือเรามีความสุข อย่างแรกเลยถ้าเราทำในสิ่งที่ชอบ เราจะมีความสุขและสนุกกับมันมาก ๆ แต่ก็มีช่วงทุกข์นะ มันสอนให้เราเป็นคนเต็มที่กับทุกสิ่งที่ทำ ทั้งความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ มันทำให้เรามีวันนี้ได้ เมื่อเราคิดดีทำดี ก็จะเกิดพลังที่ดีออกไปสู่โลก แล้วโลกก็จะมอบสิ่งดี ๆ ให้เรา 

แต่ก็มีบางช่วงที่ท้อแท้ ช่วงที่ชีวิตยากลำบากมาก (ร้องไห้) ทุกอย่างเป็นปัญหาไปหมดเลย แต่นิ้งเชื่ออยู่เสมอว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะดีขึ้น ต้องมีอะไรดี ๆ เข้ามาเสมอ เวลาที่เครียดหรือเศร้าก็เพราะเราคิดล่วงหน้าเกินไป คิดว่ามันหนัก เพียงแต่เราต้องใจเย็น ๆ ก่อน ค่อย ๆ คิดหาทางออก ขอแค่เชื่อมั่นและมุ่งมั่นในสิ่งทำ ไม่จมอยู่กับปัญหา ซึ่งนิ้งก็พยายามไม่จมอยู่กับปัญหานั้น

 

The People: หมายถึงการเชื่อในพลังบวกที่ขับเคลื่อนชีวิต?

ชัญญา: ใช่ นิ้งเชื่อในพลังบวกมาก นิ้งเคยจมจนเป็น depress (ภาวะซึมเศร้า) ซึ่งตอนนั้นเราไม่สามารถคิดอะไรในแง่บวกได้เลย เมื่อคุณเศร้าอยู่ คุณจะไม่เห็นหนทางดี ๆ เลย นิ้งจะร้องไห้ แล้วบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก” จนเราค่อย ๆ “ช่างมันเถอะ” เศร้าก็เศร้า ร้องไห้ก็ร้องไห้ แย่ก็แย่ เราต้องยอมรับทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น เราเชื่อว่าวันหนึ่งมีทั้งดีทั้งร้าย เราแค่ต้องอดทนในวันที่มันร้าย แล้วดื่มด่ำในวันที่ดี ชีวิตเรามีขึ้นมีลงมาก ๆ มันคือ life มันคือชีวิต

 

The People: ปกติเสริมพลังบวกให้ตัวเองอย่างไร

ชัญญา: เริ่มจากการคิดบวกมาก ๆ ก่อน สมมติเวลานิ้งเจอปัญหา เราจะคิดว่าแก้ปัญหานี้ยังไง มีวิธีใดบ้าง หัวเราจะแล่นเป็นชอยส์ขึ้นมาเลย เจอแบบนี้จะแก้แบบนี้ ไล่ขึ้นมาว่าอันไหนคือ situation ที่ดีที่สุด แล้วเราจะลองทำดู ถ้าลองแล้วยังแย่ ก็จะหาวิธีอื่นไปเรื่อย ๆ 

หลายคืนที่นิ้งรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ทุกวันนี้นิ้งก็ยังรู้สึกอยู่ว่าตัวเองไม่เก่ง แล้วทำยังไงนิ้งถึงจะเก่งได้ล่ะ? นิ้งถึงพยายามอย่างหนักในทุก ๆ งานไง เช่น เวลามีปัญหาตอนถ่ายซีรีส์ นิ้งต้องทำการบ้านให้ดี พรุ่งนี้มีซีนอะไร นิ้งจะเตรียมจำบท วางแผนการบ้านของตัวเองเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด นิ้งจะอัดคลิปตัวเอง เล่นกับตู้เสื้อผ้า เพื่อดูว่าซีนนั้นควรเว้นจังหวะยังไง นิ้งจะทำทุกวิถีทางให้มันออกมาดีที่สุดในทุกอย่างที่ทำได้ 

 

The People: เหมือนพยายามให้ perfect ที่สุด?

ชัญญา: ใช่ค่ะ นิ้งคิดว่าตัวเองเป็น perfectionist ซึ่งเหนื่อย เหนื่อยมาก เราก็เลยค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นคำว่า “ไม่เป็นไร” พยายามเต็มที่ ทำสุดความสามารถดีกว่า หลังจากนั้นคือปล่อยให้ทุกอย่างไหลไป เราต้อง enjoy the moment พยายามบอกกับตัวเองว่าอย่าเครียดกับมันมาก มุ่งมั่นได้ แต่อย่าเครียด 

 

The People: ทราบมาว่า The Deadline เป็นซีรีส์ที่คุณอยากเล่นมาก

ชัญญา: มันคือบทที่นิ้งเคยพูดกับเพื่อนว่าอยากเล่น เราอยากตัดสกินเฮดอยู่แล้ว ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะ มันเท่นะเว้ย! ก็เลยบอกเพื่อนว่า “มึง กูอยากเล่นบทคนที่เป็นมะเร็งว่ะ” แล้วนิ้งเคยนอนอยู่บนเตียงแล้วจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งเราเป็นอัมพาต ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ จะเป็นยังไง ซึ่งนิ้งรู้สึกว่ามันเศร้านะ รู้สึกแย่ หรือบางทีอยู่ในห้องน้ำแล้วจินตนาการว่าสูญเสียคนคนนี้ไป สุดท้ายเราก็ร้องไห้ มันคือการแสดงคนเดียวเวลาอยู่บ้าน บท “เอย” ใน The Deadline จึงเป็นความฝันของนิ้งเลย ได้ inspire คนอื่นด้วย ได้เงินด้วย ได้โกนหัวด้วย ได้ทุกอย่างที่เราอยากได้ 

 

The People: The Deadline บอกว่า เป้าหมายสุดท้ายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วอะไรคือเป้าหมายสุดท้ายของคุณ

ชัญญา: นิ้งมีเป้าหมายใหม่เรื่อย ๆ ค่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เราจะสำเร็จเป้าหมายหนึ่งแล้วจะพอ มันน่าเบื่อ นิ้งชอบการ challenge ตลอดเวลา กระหายการเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะคนเราสามารถเป็นได้ทุกอย่างที่เราอยากเป็น ทำได้ทุกอย่างที่เราอยากทำ นิ้งคิดว่าสิ่งที่อยากทำไม่มีวันหมด ทำเป้าหมายหนึ่งเสร็จแล้วคง… เฮ้ย อยากทำร้านไอติม อยากขายของ อยากเปิดร้านกาแฟ อยากเปิดขวดเบียร์ มันก็มีความสุขดีนะ 

นิ้งเป็นคนที่เชื่อและมุ่งมั่นกับอะไรมาก ๆ แล้วพอมันเกิดผล ก็จะยิ่งเชื่อมากขึ้นไปอีก ขอแค่เรามีความเชื่อแล้วพยายามอยู่กับมัน มุ่งมั่นกับมัน ทุกอย่างจะเกิดขึ้น ซึ่งก็เกิดขึ้นจริง ๆ 

ทุกอย่างในชีวิตของนิ้งเกิดจากความเชื่อที่ว่า “มันจะเกิดขึ้น” เหมือนที่เคยบอกเพื่อนว่าอยากเล่นบทมะเร็ง ก็ได้เล่น หรือบอกกับตัวเองว่าอยากเข้าไปใน Netflix ก็ได้เข้าไปค่ะ

 

The People: หมายถึงเห็นภาพตัวเองในอนาคต และเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างนั้น?

ชัญญา: ใช่ นิ้งเคยยืนมองตัวเองในกระจกห้องน้ำ แล้วเห็นภาพตัวเองขึ้นไปรับรางวัล แต่ไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าจะเป็นรางวัลจาก The Deadline ด้วยซ้ำ แต่เราเชื่อว่าจะมีวันนั้น เชื่อว่าจะเกิดขึ้น แล้วก็เกิดขึ้นจริง ๆ  

ที่ตลกคือตอนขึ้นไปบนเวที Asian Television Awards (ATA) ตอนแรกว่าจะไม่ร้องไห้แล้ว แต่พอมองเห็นคนจำนวนมาก ๆ มันเหมือนภาพที่เราคิดไว้เลย เป็นภาพที่นิ้งอยากให้เกิดขึ้น นิ้งกลั้นน้ำตาไม่ไหว (ร้องไห้) มันเหมือนในหนัง A Star Is Born (2018) ที่เราดู มันคือภาพที่เราเห็นตัวเองในกระจก แล้วแบบ… โห…. เกิดขึ้นจริง

นิ้งเชื่อว่าบทเรื่องนี้เป็นบทที่ดีมาก ๆ เป็นบทที่ให้กำลังใจคนอื่น เราเล่นแล้วดีต่อตัวเรา และดีต่อคนอื่น นิ้งได้อะไรจากการแสดง The Deadline เยอะมาก ตอนแรกคิดว่าเราเข้าข้างตัวเอง แต่พอได้รางวัล มันเหมือนเป็นการการันตีจากคนอื่นว่า เฮ้ย! สิ่งที่เราเชื่อมันจริงนะเว้ย บทที่ดีก็คือบทที่ดี และไม่ว่าซีรีส์เรื่องนี้จะได้รับรางวัลหรือไม่ นิ้งอยากให้เรื่องนี้เดินทางไปฉายไกล ๆ อยากให้คนอื่นได้ดู เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นโรคอะไรก็แล้วแต่ ทุกคนต้องการกำลังใจค่ะ แล้วซีรีส์เรื่องนี้คือการให้กำลังใจคนอื่น 

แต่ท้ายสุด การประสบความสำเร็จไม่ใช่การที่นิ้งได้รับรางวัลด้วยซ้ำ มันคือการที่คนคนหนึ่งส่งข้อความมาบอกนิ้งว่า เขาอยากมีชีวิตต่อเพราะดูซีรีส์เรื่องนี้ (ร้องไห้) เขาเลือกที่จะสู้กับมัน เรารู้สึกว่าการแสดงของตัวเองเป็นประโยชน์ สิ่งนี้คือประสบความสำเร็จแล้ว ในขณะที่เราไม่อยากมีชีวิต แต่การมีชีวิตของเราช่วยทำให้คนอื่นอยากมีชีวิตต่อ เราคิดว่ามันโอเคแล้ว

The People: ย้อนไปที่บอกว่า “อยากเข้าไปใน Netflix” หมายถึงการมีโอกาสร่วมแสดงในซีรีส์ “เคว้ง” ใช่ไหม

ชัญญา: ใช่ค่ะ ซึ่งไม่ใช่แค่จินตนาการอย่างเดียว นิ้งพูดด้วย! มันเป็นความฝันของทุกคนแหละ ที่จะได้เข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix วันนั้นนิ้งก็แค่ลั่นออกไปแบบงง ๆ ว่า “อยากเข้าไปอยู่ในนี้บ้างจัง” 

หลังจากโกนหัวแสดง The Deadline จู่ ๆ แคสติงก็โทรศัพท์เข้ามาว่าจะมีซีรีส์ Netflix นะ เราก็แบบ OMG! ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ นี่คือ life ชีวิตช่างมหัศจรรย์! นิ้งจึงเชื่อว่าจงซื่อสัตย์กับตัวเองแบบ 100% แต่เรากลับรู้สึกลังเลกับบทแรก สุดท้ายก็ไม่ได้บทนั้น อะไรที่ไม่ใช่ของเราก็คงไม่ใช่ของเรา จนกระทั่งมีบทที่สองจาก “เคว้ง” เข้ามา เราก็ไปแคสต์ แล้วนี่แหละ มันก็เป็นบทของเรา 

ตอนถ่ายทำ “เคว้ง” ยังไม่มีใครเห็นผลงาน แต่พอซีรีส์เริ่มโปรโมท ขึ้นบิลบอร์ด ฉายตัวอย่าง จนกระทั่งฉายจริงใน Netflix วันนั้นนิ้งนั่งร้องไห้เลย เหมือนเราอดทนปลูกต้นไม้แล้วออกดอกเสียที นิ้งภูมิใจกับตัวเองเสมอที่รดน้ำดูแลให้มันเติบโตมาถึงวันนี้

ตัวละคร “น้ำ” เป็นคนมีเซนส์พลังพิเศษใช่ไหมคะ? ซึ่งนิ้งอยากเล่นบทคนมีพลังมาก ตอนเด็ก ๆ นิ้งเชื่อว่าตัวเองเป็น “สตอร์ม” (Storm ตัวละครจาก Marvel) เชื่อว่าตัวเองหยุดฝนได้ มองไปที่ท้องฟ้าแล้วสามารถปล่อยพลัง (ทำท่าปล่อยพลัง) เคลื่อนก้อนเมฆได้ นิ้งเชื่อจริง ๆ นะว่านิ้งทำได้! ขยับก้อนเมฆไป ขอให้ฟ้าเปิด ดูหนังแล้วมีพลังอะ ฮู้!

 

The People: หลังจากซีรีส์ออกฉายก็มีกระแสเชิงลบ เช่น ไม่สนุก หรือไม่มีความเป็นไทย ในฐานะนักแสดงคนหนึ่งมีความคิดเห็นอย่างไรกับกระแสเชิงลบเหล่านี้

ชัญญา: นิ้งรู้สึกว่ารสนิยมคนเราไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันด้วย เราแค่ต้องยอมรับและเคารพทุกความคิดของทุกคน อย่างเช่นไม่มีความเป็นไทย แต่นิ้งมองว่ามีความเป็นไทยนะ มีเรื่องของพญานาคที่เป็นตำนาน หรือคุณไม่สนุกก็ไม่เป็นไร แต่นิ้ง enjoy มาก มีปริศนาที่ต้องไข แล้วเราก็อยากรู้มาก ๆ ว่าเรื่องราวของมันจะเป็นยังไงต่อไป 

มันเจ๋งแบบ Avengers ที่ไม่ได้เป็นเรื่องจริงบนโลก เป็นจักรวาลที่คนคนหนึ่งสร้างขึ้นมา แล้วเรากำลังจะสร้างจักรวาลนั้นในแบบของคนไทย ซึ่งแต่ละจักรวาลก็จะมีกฎของมัน ถ้าดูแล้วเชื่อในกฎนั้นมันจะสนุก หนังที่ดีต้องทำให้เชื่อในกฎที่สร้างขึ้นมานั้น

 

 

The People: ช่วงหลังมานี้คุณมีผลงานออกมาต่อเนื่อง ทั้งซีรีส์ มิวสิกวิดีโอ หรืองานเดินแบบต่าง ๆ คิดว่ากราฟชีวิตของคุณกำลังพุ่งขึ้นหรือไม่

ชัญญา: นิ้งไม่รู้ว่าคนอื่นมองนิ้งเป็นยังไง แต่นิ้งมองตัวเองว่ากราฟชีวิตไม่ได้พุ่งขนาดนั้น ถ้ามองตัวเองแบบถี่ยิบ แต่ละวัน แต่ละเดือน คงเหมือนจังหวะการเต้นหัวใจ มันมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย แต่อย่างที่บอก นิ้งเชื่อว่าจะมีอะไรดี ๆ เข้ามาเสมอ 

ทุกอย่างต้องใช้เวลาค่ะ การกระทำ การทำงานทุกอย่างต้องใช้เวลาทั้งหมด ถ้าคุณซื่อสัตย์จริงใจ แล้วทำอย่างเต็มที่ เดี๋ยวมันจะตอบแทนคุณเอง ขอแค่อย่ายอมแพ้ต่อตัวเองก็พอ 

มันยากมากเลยนะคะในการทำดีตลอดเวลาแบบไม่คิดร้ายอะไรเลย เราต้องมุ่งมั่นและต้องกล้าหาญมาก ๆ ซึ่งบางครั้งเราคิดว่าการเป็นคนใจร้ายมันง่ายกว่า การเป็นคนไม่ดีมันง่ายกว่า และการไม่มีความรับผิดชอบก็ง่ายเหมือนกัน แต่เราทำไม่ได้ไง

ทุกวันนี้นิ้ง enjoy กับชีวิตหมดเลย ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ถ้าแย่เราก็ยอมรับมัน คนเราเจ็บปวดได้ ร้องไห้ได้เลย นิ้งอยากร้องไห้ นิ้งก็ร้องไห้ได้เลย แต่ไม่เคยร้องไห้เกิน 3 ชั่วโมงเลยค่ะ เพราะเหนื่อย พอร้องไห้เสร็จก็จะลุกไปอาบน้ำแล้วก็คิดเรื่องอื่นแล้ว 

ชีวิตคือการเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เราไม่สามารถอยู่กับตรงนั้นได้นานหรอก แล้วการอยู่กับความเจ็บปวดหรือความเศร้านาน ๆ มันไม่ได้อะไร

 

 

 


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ ภูมิ วิภูริศ กับกีตาร์ตัวแรกที่เปลี่ยนชีวิต และชีวิตใหม่จากดนตรี

สัมภาษณ์ ฟินนี่-แอนนี่ O2 ดูโอ้สองพี่น้อง กับความฝันที่อยากเป็นไอดอลแห่งการมีความสุข

มนัสวี ศุระศรางค์-อมิตา ยาดาฟ ตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ “One Young World” ปี 2018 ที่เชื่อว่าเราทุกคนเปลี่ยนโลกได้

สัมภาษณ์ ศุกลวัฒน์ คณารศ แด่ความเจ็บปวดในวันนั้น ด้วยความสุขในวันนี้

สัมภาษณ์ Two Door Cinema Club มิตรภาพจากกีตาร์ร็อค, Nirvana และเกาะสมุย

สัมภาษณ์ โย่ง กับจุดเริ่มต้นของ Armchair จนในวันที่เป็นทั้งเชฟ นักโปโล และทาสแมว

สัมภาษณ์ Mumford & Sons วงร็อกเจ้าของรางวัลแกรมมี่ กับวันที่ดนตรีเปลี่ยนชีวิต

สัมภาษณ์ พลอยไพลิน ตั้งประภาพร คำถามที่ไม่มีคำตอบของ “พลอยจบแล้วทำไรต่อ?”