Post on 23/07/2019

สัมภาษณ์ “แด๊ก” เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด เสียงพัง แต่ ฝันไม่เคยพัง

          ย้อนกลับไปเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว หากพูดถึงนักร้องนำวงร็อคที่มีน้ำเสียงทุ้ม ทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ คงหนีไม่พ้นชื่อของ แด๊กเอกรัตน์ วงศ์ฉลาด อดีตสมาชิกวงบิ๊กแอส ในสังกัดค่าย Genie Record ที่ร้องเพลงฮิตติดชาร์ตมากมาย เช่นเล่นของสูง’ ‘ฝุ่นและพรหมลิขิต

ครั้งหนึ่งมรสุมหนัก ทั้งเรื่องเสียงที่เปลี่ยนไปและการออกจากวงได้ถาโถมเข้าใส่ จนทำให้เขาถึงกับปฏิญาณเอาไว้ว่าจะไม่ร้องเพลงอีกแล้วและหันหน้าหนีจากวงการเพลง เพื่อมาจับแฮนด์มอเตอร์ไซค์ที่เขารักท่องเที่ยวไปทั่วทุกที่ในรายการ Rock Rider บนช่องทาง YouTube จนสุดท้ายเสียงเรียกร้องของแฟนเพลงจากสถานที่ที่เขาไปเยือน ก็ทำให้หวนนึกถึงเวทีและการทำเพลงขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อเส้นทางการเป็นนักร้องที่ครั้งหนึ่งถูกปิดตายถูกแง้มออก จนเขากลับมาจับไมค์ร้องเพลงในชื่อใหม่ DAX ROCKRIDER ภายใต้สังกัดค่าย Me Record The People มีโอกาสได้นั่งจับเข่าคุยถึงเรื่องราวปัญหาชีวิตที่ผ่านพ้นไป ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งอดีตได้เปลี่ยนแปลงตัวตนที่เกิดใหม่หลังพายุของเขาไปอย่างไรบ้าง

The People: วัยเด็กของแด๊กเป็นแบบไหน และเริ่มต้นฟังเพลงได้อย่างไร

แด๊ก: ก็โตมาแบบคนที่เกิดในยุค 80s 90s ผมว่าช่วงยุคนั้นไม่ได้มีอะไรมากมายเหมือนสมัยนี้นะ แค่การจะหาเพลงฟังหรือว่าหากิจกรรมอะไรเวลาว่าง ๆ ตัวเลือกมันก็จะน้อย ส่วนใหญ่ผู้ชายทั่วไปก็อยู่กับเพื่อนที่โรงเรียน เตะบอล พอเราโตเป็นวัยรุ่น รู้สึกว่าเพื่อนจะชวนดูรายการ บันเทิงคดี ของพี่มาโนช พุฒตาล ดูตอนนั้นรู้สึกว่า เอ๊ะ มันเพลงอะไร มันดูเท่ดี มันดูเหมือนมีสาระแฝงอยู่ ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจหรอก แต่มันทำให้เราโตกว่าคนอื่นด้วย เลยฟังเพลงร็อคตามยุคสมัย จนปัจจุบันก็ยังฟังลักษณะอย่างนี้อยู่

The People: อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้เริ่มเป็นนักร้อง

แด๊ก: ทุก ๆ อย่างไม่ได้อยู่ในความคาดหมายเลย ชีวิตผมตอนแรกมันก็คือเรียนหนังสือตามปกติ เลือกมาเรียนเกี่ยวกับอาชีวะ แล้วเราก็เอาเวลาว่างของเราไปตั้งวงซ้อมเล่น เรารู้สึกว่ามันห่างจากปัญหาที่เราจะเจอรอบ ๆ ตัวดี พอเรามีวงก็เริ่มอยากเล่นให้เพื่อน ๆ ดู เริ่มอยากมีเพลงของตัวเอง

The People: การประสบความสำเร็จกับวงเก่าเปลี่ยนชีวิตอย่างไร

แด๊ก: มันก็จะมีหลาย ๆ อย่างที่เราไม่ได้นึก เราเดินไปที่ไหน คนรู้จักเราเยอะขึ้น คนชอบเรามีหลายช่วงอายุ แล้วก็มีความรู้สึกว่ามีความสุขดี แต่ผมจะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง คือผมจะไม่ค่อยตื่นเต้นกับเรื่องอะไรที่เข้ามารอบตัว โดยปกติผมจะเป็นคนง่าย ๆ ชอบอะไรบ้าน ๆ ก็เลยมีความรู้สึกว่ามันก็ดีที่เรามีรายได้ มีงานทำในช่วงนี้ แต่ในใจผมครึ่งหนึ่งผมก็ยังอยากไปทำอะไรเกี่ยวกับที่เรียนหนังสืออยู่เหมือนกันนะ แต่โอเค ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่มันอยู่ข้างหน้าเราก็เดินต่อไป

The People: คติประจำตัวเป็นอย่างนี้ตลอดหรือเปล่า

แด๊ก: เป็นจนปัจจุบันครับ ผมเคยนั่งถามตัวเอง บางคนก็ด่าผม เพราะผมเป็นคนนิสัยค่อนข้างเอาทางตัวเองเยอะ ค่อนข้างจะดิบ ๆ แล้วก็ห่าม ๆ น่าจะเป็นบุคลิกโดยตรงของพวกพระเอกการ์ตูนยุค 90s จะเป็นบุคลิก ยิ้มน้อย หน้าต้องนิ่งตลอด อ่านหมัดดาวเหนือ โจโจ้ข้ามศตวรรษ พระเอกยุค 90s ของญี่ปุ่นจะหน้าแนวอย่างนี้ มันเลยฝังอยู่ในตัวผมหมด ก็เลยรู้สึกว่าไม่ต้องตื่นเต้นกับเรื่องอะไร ไม่ต้องคิดว่ามันลำบาก เป็นคติว่าชีวิตเราก็อยู่มันแบบง่าย ๆ นี่แหละ

The People: หลังออกจากบิ๊กแอสมา ตัวตนเราเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

แด๊ก:  หลังจากออกจากทีมบิ๊กแอสมันก็เป็นรอยต่อชีวิตเหมือนกันนะ โชคดีที่ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตของเรามันจะมีจุดเปลี่ยนตลอด เริ่มจากคนแค่ชอบฟังเพลง มารวมกลุ่มกับเพื่อน มีคนชอบจนมีเพลงตัวเอง มาออกอัลบั้ม แล้วก็มีข่าวหน้าหนึ่ง ผมว่าผมรับมือกับมันได้ มันก็แค่เรื่องหนึ่งที่ชีวิตคนเราต้องเจอ แม้กระทั่งการออกจากวง มันมีความรู้สึกว่า เราก็ไปมองเหมือนคนอื่นที่ทำงาน มันก็แค่เหมือนเขาเปลี่ยนบริษัท บริษัทเขาอาจจะก่อตั้งด้วยกัน แต่ว่าอาจจะมีแนวคิดที่แตกต่างกันในภายหลังก็แยกย้ายกันได้ ไม่เป็นไร ทุกคนมันก็ต้องเจอ แค่นั้นเอง

The People: เรื่องข่าวตอนออกจากวงบั่นทอนตัวเราอย่างไรบ้าง

แด๊ก: จริง ๆ แล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้สึกเครียดอะไรเลย ผมรู้สึกว่าเวลาว่างผมไม่ได้เอาไปใช้กับสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ อย่างตอนที่มีข่าวหน้าหนึ่ง หลายคนนึกว่าผมเครียดกับการขึ้นโรงขึ้นศาล อันนั้นผมก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ความจริงก็คือความจริง โอเค ตอนช่วงก่อนที่จะตัดสินใจ มันก็มีความรู้สึกว่า งานที่อยู่ข้างหน้ามันเริ่มเป็นอะไรที่ต้องแบกรับหลาย ๆ อย่างไว้บนบ่า อาจจะไม่ใช่ทางของเราแล้ว พอก้าวออกมา มันก็แค่เปลี่ยนว่าสิ่งที่เราทำอยู่ข้างหน้าอาจจะไม่ใช่ดนตรี อาจจะเป็นอย่างอื่นให้ลองค้นหาเพิ่มเติม

The People: ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คิดว่าอยากแก้ไขอะไรในอดีตที่ผิดพลาดบ้างไหม

แด๊ก: ไม่เคยคิดอยากจะกลับไปแก้ไขอะไรเลย ผมว่าชีวิต ธรรมชาติมันคือการหมุนไปข้างหน้า นาฬิกามันก็ไม่มีถอยหลังอยู่แล้ว ชีวิตเราก็โตขึ้นทุกวัน สิ่งที่เลือกไม่มีอะไรผิดถูกด้วยครับ มันก็แค่เป็นอีกทางเดินหนึ่งที่เราต้องเจอ ต่อให้ข้างหน้าผมมันจะเป็นทางขรุขระมันก็ไปได้ครับ ไม่น่าจะทำให้เราต้องวิตกอะไร

The People: กระแสสังคมก่อนหน้านี้ที่เราถูกวิจารณ์เรื่องเสียง เรารับมืออย่างไร หรือยอมรับไหมว่าเสียงเราเป็นอย่างนั้นจริง

แด๊ก: ก็อ่านทุกอัน อ่านทุกประโยคที่ด่า จริง ๆ แล้วการร้องเพลงมันมีปัญหา มันจะมีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องร่างกาย เรื่องการพักผ่อน เรื่องเทคนิค ซึ่งอันนี้ก็ยอมรับ แต่ว่าผมไม่ได้เครียดกับมันนะ ไม่มีใครสมบูรณ์กันได้ตลอดเวลา ผมเคยพูดว่าไม่มีนักมวยคนไหนออกหมัดได้เร็วตลอด หนักตลอดหรอก ขนาดโคตรแชมป์โลกบางทีอาจจะแพ้น็อคก็ได้ มันก็คงเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตเรา เดี๋ยวก็ค่อยหาทางกันต่อไป 

The People: หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แด๊กหายจากวงการดนตรีไปเลย

แด๊ก: ช่วงนั้นสารภาพจริง ๆ ว่าผมไม่เอาเลย เพราะเคยบอกว่าถ้าไม่ร้องที่นี่ ผมก็จะไม่ร้องอีกเลย ซึ่งมันก็คิดอย่างนั้นจริง ๆ ทุกอย่างโยนทิ้งหมด แล้วพอมีโอกาสได้ทำรายการทีวี (Rock Rider) ขี่มอเตอร์ไซค์ไปอยู่ในเขาในป่า ดันมีแฟนเพลงถามถึงว่า ทำไมไม่ร้องเพลง ทำไมถึงทิ้งไป เราก็มีความรู้สึกว่าอาจจะไม่ดีเหมือนเดิมแต่ก็ลองดู

The People: แปลว่ากลับมาร้องเพลงอีกครั้งเพราะแฟน  

แด๊ก: ใช่ครับ ไม่ได้มาจากตัวเอง อย่างแรกพี่หรั่ง Silly Fools เขาบอกว่า ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวมาร้องกับเขาเนี่ยแหละ ไม่อยากร้องก็ร้องแค่เพลง สองเพลงพอ เหมือนรีเช็กผมไปด้วย แต่หลัก ๆ ก็คือแฟนเพลงบนเขา ซึ่งเป็นชาวเขา เขาเปิดเพลงอัลบั้มชุดเก่า ๆ ผมก็ยืนใส่หมวกกันน็อคอยู่ครึ่งหนึ่งเขายังจำได้ อ้าว พี่แด๊ก ทำไมเลิก เสียดายจัง หรือแฟนเพลงที่เป็นลูกจ้าง ผมไปเติมน้ำมันรถ เขายังหยิบโทรศัพท์เก่า ๆ หน้าจอแตก ๆ ยังเปิดเพลงให้ฟังเลยว่า เพลงนี้เขาชอบ ในเมื่อคนคิดถึงขนาดนี้ก็เอาสักหน่อย รู้สึกว่าก็ต้องคิดถึงแฟนเพลงบ้างแหละ

The People: การทำรายการ Rock Rider ในตอนนั้นให้อะไรกับเราบ้าง

แด๊ก: จริง ๆ คำว่า Rock Rider ที่ผมเอามาใช้เป็นนามสกุลตอนนี้ ผมว่ามันเหมือนหลักกิโลเมตรของชีวิตที่ผมเกิดความรู้สึกว่าเรารักอิสระ ฉะนั้นเราก็ต้องเดินทางดีกว่า แต่เราไม่อยากให้การเดินทางเป็นแค่การเดินทางแบบสูญเปล่า อันแรกการบริจาคของให้เด็ก ๆ มันเริ่มจากที่กลับไปบ้านต่างจังหวัดของคุณแม่ ก็มีความรู้สึกว่าทำไมเด็กสมัยนี้ กับสมัยเราเด็ก ๆ ทำไมมันเหมือนเดิมเลย เด็กยังเดินเท้าเปล่าอยู่เลย พี่หรั่งก็บอกว่า ซื้อรองเท้าให้ดีกว่า มันได้ใช้ บางคนสภาพดีก็ให้ต่อน้องได้ การเดินทางของเรามันต้องมากกว่าการแค่เที่ยวสะเปะสะปะ

The People: ถือเป็นการเยียวยาตัวเราด้วยไหม

แด๊ก: หลักกิโลเมตรที่เดินก็ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายกับชีวิตมากขึ้น ถ้าจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ว่ามันอาจจะไม่ได้เยอะจนมีผลกับการใช้ชีวิต ผมว่ามันดีนะ ตอนนี้ก็ยังทำอยู่จนปัจจุบัน อาจจะไม่ใช่รายการทีวีเต็มรูปแบบ เราก็ยังถ่ายมาตัดต่อเป็นคลิปวิดีโออยู่ ดูแล้วเราได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เราไปเจอ ผมว่าแค่นี้ก็แฮปปี้แล้วครับ ยิ่งสมัยก่อนตอนกลับมาร้องเพลงใหม่ ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ออกเพลงใหม่ด้วยซ้ำ แค่บอกว่าผมกลับมาไม่เหมือนเดิม แต่ว่ารายได้บางอย่างในนี้ที่ผมได้ ผมจะรวบรวมไว้ แม้กระทั่งทิปเนี่ยผมจะเอาไปซื้อของให้เด็กนะ คนก็ชอบ 

The People: เคยน้อยใจไหม ว่าเรื่องดี ที่ทำคนไม่ค่อยเห็น คนมักจะนึกถึงเรื่องเสียงพังหรือดราม่ามากกว่า

แด๊ก: อันนี้มันเรื่องห้ามไม่ได้ครับ สิ่งที่เราทำก็คือสิ่งที่เราได้รับเอง ผมว่าไม่จำเป็นต้องไปประกาศให้โลกรู้อยู่แล้ว อย่างที่เอาของไปให้ หรือว่าเล่นคอนเสิร์ต คนที่มีความสุขคือคนที่มาดูเรา ไม่ใช่คนที่มานั่งวิจารณ์เรา ถ้าคนดูกลับไปแล้วมีความสุข ผมก็ถือว่ามันสมบูรณ์ของมันแล้ว เหมือนของที่ผมเอาไปมอบให้เด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องตั้งโครงการใหญ่ เอาเงินชาวบ้านมา เอาเงินตัวเองก็ได้ ได้จากคนที่ดูคอนเสิร์ต หรือว่าคนที่สนับสนุนเรา ผมว่าเริ่มจากจุดเล็ก ๆ อะไรง่าย ๆ แค่นี้ผมว่ามก็มีความรู้สึกในตัวมันดีอยู่แล้ว

The People: การกลับมาครั้งนี้คาดหวังจะประสบความสำเร็จ หรือมีเป้าหมายอะไรไหม

แด๊ก: ไม่ได้วางเป้าหมายอย่างนั้นเลยครับ บางคนมีคำสวยหรูให้ผมว่า กลับมาทวงบัลลังก์ ผมมีความรู้สึกว่าคงไม่ใช่ มันก็แค่กลับมาในสิ่งที่เราเคยเป็น แล้วก็สิ่งที่หลายคนอาจจะคุ้นเคย เหมือนเรากลับมาหาเพื่อนบ้านตัวเอง เพื่อนตัวเอง พี่น้องตัวเอง ให้ความรู้สึกเก่า ๆ กลับมา

The People: คิดว่าปัญหาต่าง ที่ผ่านมา มีส่วนทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้นหรือเปล่า

แด๊ก: ใช่ครับ ผมว่ามันเป็นองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่รู้ดีไม่ดี ผมว่ามันจะเป็นตัวเสริมให้กับเราในช่วงชีวิตต่อไปมากกว่า ตอนวัยรุ่นอาจจะฟังความคิดคนอื่นน้อย โตขึ้นก็อาจจะฟังคนอื่นเยอะขึ้น นิ่งขึ้น นี่มันธรรมชาติอยู่แล้ว แต่โชคดีเราจะมีเรื่องราวที่เราผ่านมา มันช่วยในการตัดสินใจอะไรบางอย่าง หรือว่าการคาดการณ์อะไรหลาย ๆ อย่างได้ ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ

The People: อยากส่งต่ออะไรให้กับคนที่เจอปัญหาแบบเดียวกันแล้วกำลังจะยอมแพ้

แด๊ก: มันก็เหมือนสิ่งที่เราวางไว้ บางทีความเป็นจริงไม่เหมือนที่เราวาดไว้หรอก เราอาจจะวาดสิ่งที่เราอยากเป็น อยากเดิน 5 ปี 10 ปี หรืออาจจะแค่ระยะสั้น จริง ๆ ไม่ต้องกลัว ผมว่าอย่าไปกลัวกับสิ่งที่เราต้องเจอ ผมว่าสิ่งนั้นธรรมชาติมันจะสร้างเรามาเพื่อเป็นอะไรด้วยแหละ สุดท้ายมันจะพาวนมาอยู่ในสิ่งที่เราควรเป็น

The People: ยังวางแผนจะทำอัลบั้มไหม หรือจะทำเป็นซิงเกิลต่อไป

แด๊ก: ตอนนี้ผมว่าน้อยคนที่จะคิดทำอัลบั้มนะ ก็เคยคุยกับเพื่อนว่าอยากมีเพลงไปสักจำนวนหนึ่งก่อน ตอนนี้มันก็ 4 เพลง อยากให้มีอีกสักหน่อย มีความรู้สึกว่าเรายังสามารถถ่ายทอดอะไรบางอย่างที่เราอยากพูดได้ ผมอาจจะไม่ใช่นักร้องที่เป็นนักแต่งเพลง แต่ว่ามันจะมีบางอย่างที่เราไปคุยกับคนที่เขียนเพลงให้เรานำเสนอออกมา บางทีต่อไปถ้ามีอารมณ์สนุก ๆ ก็อาจจะออกมาเป็นเพลงที่สนุกขึ้น เพราะว่าที่ผ่านมาเพลงมันก็อาจจะพูดถึงเรื่องราวตัวเองในช่วงล้มลุกคลุกคลานอยู่พอสมควร ก็เลยลองดูว่าอารมณ์ต่อไปนี่มันจะแค่ไหน จนถึงว่าพอแล้ว แก่แล้ว คนไม่อยากฟังแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน

The People: มีส่วนร่วมในเบื้องหลังการแต่งเพลงอย่างไรบ้าง

แด๊ก: ค่อนข้างเยอะ อย่างแรกคุณฟองเบียร์เป็นคนที่ดูแลเรื่องนี้ คือเราก็ต้องพยายามบอกเขาด้วยว่าเราเป็นคนยังไง เหมือนเรียนรู้กันเลย ผมบุคลิกอย่างนี้ มีความคิดแบบไหน มุมมองชีวิตแบบไหน ประโยคไหนที่ผมจะพูด ประโยคไหนต่อให้ผมเจ็บปวดแค่ไหนผมก็จะไม่พูด หรือว่าอะไรก็ตาม มันส่งผลต่อเนื้อเพลง แล้วก็บางทีมุมมองที่คุณฟองเบียร์เขาดูออกมา อาจจะมีการพูดคุยว่า ถ้าแค่นี้พูดได้ มากกว่านั้นมันไม่ใช่แล้ว มันฟูมฟาย มันเป็นตัวเองเลยครับ คือจะเอาเพลงวัยรุ่น เพลงรัก แบบสดใสมาก ๆ มาให้ผมร้อง ผมร้องไม่ได้ ผมก็เหมือนคนเล่าเรื่อง อาจจะเป็นเอาเค้าโครงจากชีวิตตัวเองไปให้เขาเขียนเป็นนิยายขึ้นมา ทุกเพลงถึงแม้จะถูกเล่าด้วยความรัก แต่สุดท้ายถอดออกมาจริง ๆ ก็คือการใช้ชีวิตนั่นแหละ

The People: มีวิธีการคิดเบื้องหลัง MV เช่น เลือกนางเอกกันอย่างไร

แด๊ก: ส่วนใหญ่เราจะเห็นว่าช่วงนั้นนักแสดงแต่ละท่านเขาจะมีเรื่องราวที่เข้ากับเพลงของเราจริง ๆ ซึ่งก็ถือเป็นโชคดี เราก็ยังไม่รู้ว่า เพลงที่เราร้องทำไมมองเรื่องราวเขา ทำไมมันเข้ากัน ก็เลยอาจจะไม่ต้องเลือกเยอะเลย อย่างเพลงแรกกลับตัวกลับใจก็แตงโม เพลงที่ 2 ‘อย่าปล่อยมือฉันก็เอาแพทมาเล่น อย่างเพลงนี้ (ครึ่งฝัน) ก็ใช่ น้องแนท ผมรู้สึกว่าทุกคนมีเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งคนที่มีเรื่องราวใกล้เคียงกับเพลงที่สุดน่าจะเล่าเรื่องได้ดีที่สุดเช่นกัน

The People: ในอนาคตข้างหน้าจะมีโอกาสทำเพลงร็อคสนุก อีกครั้งไหม

แด๊ก: คิดอยู่ ช่วงนี้มีความรู้สึกว่าปีหน้าหรือปลายปี อาจจะอยากกระโดดโลดเต้นบ้าง ไหวไม่ไหวไม่รู้ เดี๋ยวลองดูแล้วกัน ซึ่งผมก็อยากเห็นเองเหมือนกัน

The People: การร้องเพลงมีความหมายอย่างไรกับชีวิต

แด๊ก: ผมว่าการร้องเพลงของผมก็อาจจะเหมือนผมเข้าสู่สถานที่ใดที่หนึ่งที่เราได้เรียนรู้ตัวเองเหมือนกัน ตอนแรกก็อาจจะไม่รู้ว่าผมเป็นคนชอบอะไรหรอก แต่พอร้องเพลงแล้วเรารู้สึกว่าเรามีอะไรบางอย่างที่เราสามารถพูดความเป็นตัวเองออกมาแล้วคนเข้าใจ และคนเชื่อ มันก็ดีที่อยู่ ๆ คนคนหนึ่งเอาความรู้สึกตัวเองมาเล่าแล้วคนอื่นเขารับฟัง ผมถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง เราเรียนรู้ตัวเอง บางทีเรามานั่งฟังเอง แต่ก่อนคิดอย่างนี้เหรอ เพลงก่อน ๆ อาจจะสนุกสนาน คิดแง่บวก สดใส ทำไมตอนนี้เพลงเทา ๆ เยอะ ผมว่ามันก็เหมือนเราจดบันทึกชีวิตตัวเอง แล้วก็อ่าน ทำความเข้าใจเพื่อพร้อมที่จะเดินต่อไปแค่นั้นเอง

The People: แล้วเพลงครึ่งฝันบันทึกตัวตนในด้านไหนของแด๊ก

แด๊ก: เนื้อหาจริง ๆ ของครึ่งฝันมันก็คือ เราพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งที่เราสวนทางกับความฝันเราไหม หลาย ๆ คนมีความฝัน แต่ชีวิตจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น มันมีอุปสรรค แม้กระทั่งความรักก็อาจจะไม่เหมือนสิ่งที่คุณคิดก็ได้ เพียงแต่ว่า ณ เวลานั้นคุณจะรับมือกับมันแบบไหน ไม่มีผิดถูกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคุณเลือกแล้วคุณพร้อมที่จะเดินไปทางนั้นหรือเปล่า

The People: ฝากผลงานเพลงล่าสุด

แด๊ก: สำหรับ Single ‘ครึ่งฝันอย่างแรกขอบคุณก่อนเลยที่หลังจากมิวสิควิดีโอออกไปแล้ว หลายคนเข้ามาให้คอมเมนต์ แชร์ประสบการณ์เรื่องราวที่คุณเคยผ่านมา ทั้งทางด้านชีวิต เป็นเรื่องความรัก ประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งผมมีความรู้สึกดีทุก ๆ ครั้งที่ได้อ่าน ผมรู้สึกว่าแต่ละเพลงที่ออกไปถ้าเราสามารถเข้าถึงความรู้สึกของแฟนเพลงได้ก็เป็นเรื่องดีมาก ไม่ได้อยากได้คำชมอะไรมากกว่านี้แล้ว 

The People: อยากฝากอะไรถึงแฟน ที่ติดตามเราอยู่บ้าง

แด๊ก: ขอบคุณแฟน ๆ หลายคน ทุก ๆ ช่วงวัย ทั้งรุ่นที่โตขึ้นมาด้วยกัน รุ่นที่ทันกันอยู่ จนถึงรุ่นใหม่ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าขอบคุณ แล้วก็คงได้เจอกันตามคอนเสิร์ตซึ่งก็ยังคงเล่นอยู่นะครับ ยังไงถ้าเกิดอยู่ใกล้ ๆ ก็ไปให้กำลังใจด้วยแล้วกันนะครับ 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ แทมมารีน ธนสุกาญจน์ ตำนานนักเทนนิสเมืองไทย กับความท้าทายครั้งใหม่ในสนามเดิม

สัมภาษณ์ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ House พื้นที่แห่งโอกาสของภาพยนตร์ทางเลือก บนพื้นที่แห่งโอกาสของตัวเอง

สัมภาษณ์ ปอย PORTRAIT 15 ปี บนเส้นทางสายดนตรีที่มีความเศร้านำทาง

วง MEAN ลาออกจากงานประจำ มาเดิมพันกับดนตรี เพื่อสร้างนิยามความสุขให้ทุกคน

สัมภาษณ์ โจโจ้ & มิวนิค กระสือสยาม (SisterS) ความกลัว วัยรุ่น และเรื่องผี

สัมภาษณ์ โปเตโต้ จากวันที่เกือบไม่ได้ทำต่อ จนถึงบทเรียนของการเปลี่ยนแปลง

สัมภาษณ์ OneRepublic กับอัลบั้มใหม่ที่เหมือน “เมอรีล สตรีป” และ Google Translate ที่ช่วยพวกเขาจากการนั่ง “ตุ๊กตุ๊ก”

“เพศไม่ใช่แค่จู๋ – จิ๋ม” สัมภาษณ์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลายแห่งแรกในเอเชีย