Post on 27/06/2019

สัมภาษณ์ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ และ ไผทวัฒน์ จ่างตระกูล ผู้จัดงาน Hotel Art Fair ที่จับงานศิลปะมารวมอยู่ในห้องโรงแรม

หากจะพูดถึงงานโชว์ศิลปะที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร คนในวงการศิลปะต้องนึกถึงงาน Hotel Art Fair ที่รวบรวมผลงานศิลปะและการออกแบบหลากหลายรูปแบบมานำเสนอในห้องพักของโรงแรมเป็นประจำทุกปี งานนี้จัดขึ้นโดย FARMGROUP บริษัทให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมสองหัวเรือใหญ่ แต๊บ วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ และ ท็อป ไผทวัฒน์ จ่างตระกูล ที่อยู่เบื้องหลังงานนี้

พวกเขาบอกว่า เป้าหมายหลักของงานคือการสร้างจุดศูนย์รวมเพื่อให้คนรักศิลปะ แกลเลอรี ศิลปินทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงนักสะสมผลงานศิลปะให้มาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน โดยปี 2019 จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 แล้ว ภายใต้คอนเซปต์ “Breaking Boundaries” แสดงให้เห็นว่า ศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อจำกัดในการแสดงออก สะท้อนถึงวัฒนธรรมที่ไม่มีขอบเขตของมนุษย์ ทำให้งานศิลปะเป็นเสมือนขุมสมบัติทางวัฒนธรรม

The People มีโอกาสได้นั่งคุยกับพวกเขาทั้งสองท่ามกลางงานศิลปะที่รายล้อมรอบตัว ทำให้เราตระหนักได้ว่า ศิลปะสามารถอยู่ได้ทุกที่รอบตัวเราจริง ๆ

Hotel Art Fair

 

The People: ทำไมพวกคุณถึงสนใจทำงานเกี่ยวกับศิลปะ

วรทิตย์: ศิลปะเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา คลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่จำความได้ก็ยุ่งกับศิลปะแล้ว แต่เพิ่งรู้ว่ามันเป็นอาชีพได้ตอนเรียนจบมหา’ลัย

คือสมัยพ่อแม่ของเราจะเป็นยุค baby boomer ยุคนั้นศิลปินเป็นงานอดิเรกมากกว่าเป็นอาชีพประจำ เพราะศิลปะในประเทศเรายังไม่พัฒนาเท่ายุโรปหรือญี่ปุ่น คนที่จะทำมาหากินจนเกษียณจากการเป็นศิลปินหรือนักออกแบบมันไม่รวยอยู่แล้ว นักออกแบบรุ่นแรก ๆ ที่แก่สุด ปัจจุบันก็ยังทำงานกันอยู่เลย ฉะนั้นการเป็น design profession ในประเทศเราจึงใหม่มาก แต่เพิ่งมาตระหนักว่าจะหากินกับทางนี้ตอนเรียนจบใหม่ ๆ

ไผทวัฒน์: ถ้าไปตามศิลปินคนไหนว่าทำไมถึงมาเป็นศิลปิน เขาก็จะตอบว่าทำเป็นอยู่อย่างเดียวคือชอบวาดรูป ผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง แล้วพ่อแม่ก็ให้เรียนศิลปะ พอไปเรียนศิลปะเสร็จปุ๊บ ผมก็เป็นศิลปิน แต่ท้ายที่สุดมันไม่เหมือนกับนักออกแบบ คือ ศิลปินมันไม่สามารถ make money ได้ เพราะผมไม่ได้ขยันมากนัก คือผมยอมแพ้ตั้งแต่เริ่ม ถ้าพูดตรง ๆ คือบ้านผมสบาย ไม่ต้องดิ้นรน ถ้าเกิดต้องดิ้นรน ผมอาจจะดังไปแล้ว แล้วพอกลับมาเมืองไทย ผมมีแพสชันเรื่องศิลปะ ผมต้องหางานทำ

 

The People: จุดเริ่มต้นของ Hotel Art Fair คืออะไร

วรทิตย์: มันเหมือนเรื่องบังเอิญ คือเราทำบริษัท FARMGROUP มา 15 ปี เข้าปีที่ 16 จนกระทั่ง 6 ปีที่ผ่านมามีลูกค้าโรงแรมเจ้าหนึ่งเขาอยากจะจัดกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งในโรงแรม แล้วเราเป็นคนออกแบบ experience design, event, exhibition หรือ inspiration art เราก็เลยนึกถึงการจัดงาน ตกแต่ง หรือจัดกิจกรรมศิลปะในโรงแรม ก็เลยคุยกับลูกค้าว่า งั้นก็เอา art fair มาอยู่ในโรงแรมไหม พอลูกค้าตกลงมันก็กลายเป็นเรื่องบังเอิญให้เราลองทำ

ปีแรกเหมือนเป็นการทดลอง กึ่ง ๆ เขาจ้างเราให้ทำด้วยแหละ หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่าคอนเซ็ปต์งานนี้ไม่มีคนเสียเลย มีแต่คนได้กับได้ คือโรงแรมก็ได้ ศิลปินก็ได้ เราเองก็ได้ รู้สึกว่าไม่มีคนเสียเปรียบ คนสามารถมาดูงานศิลปะที่โรงแรมที่เดียวแต่เหมือนได้ไปแกลเลอรีทั่วประเทศ งานแบบนี้น่าจะมีอนาคต ปีต่อมาเราก็เลยทำให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ไผทวัฒน์: คือผมมีคอนเนคชันกับแกลเลอรีและศิลปิน เมื่อก่อนเคยทำรายการใน YouTube ชื่อ Art Scene TV ก็เลยเอาศิลปินดังตอนนั้นมาคุยแบบบ้าน ๆ เอาจริงไม่คิดว่า Hotel Art Fair จะมาถึงวันนี้ พูดตรง ๆ ตอนแรกผมไม่ได้ happy เท่าไหร่นะ เพราะ Hotel Art Fair ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย ความคาดหวังมันสูงขึ้น เมื่อก่อนเราแค่คาดหวังกับคนไทย ไม่ให้คนไทยด่าก็พอแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ได้ ต้องไม่ให้คนไทยด่า แล้วไม่ให้ต่างชาติด่าอีก แต่ตอนนี้เข้าปีที่ 6 ผมกลับดีใจ เรามีแกลเลอรีต่างชาติมาร่วม ทำให้เรารู้ว่ามาตรฐาน Hotel Art  Fair ควรจะต้องเป็นยังไง ถ้าให้เวลาอีก 2 ปีมาตรฐานจะเท่า ๆ กันทั้งเมืองไทยและเมืองนอก

 

The People: การจัดนิทรรศการในโรงแรมมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง

ไผทวัฒน์: ความที่เราเปลี่ยนโรงแรมและแกลเลอรีทุกปี มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือการรักษาความสดใหม่ได้ตลอด ยกตัวอย่างปีนี้จัดที่โรงแรม W Hotel กลางเมืองสาธร ทุกคนเดินทางมาได้ง่าย ข้อเสียคือความท้าทายในการติดตั้งงานแต่ละชิ้น

วรทิตย์: โอ้โห เยอะมาก ข้อจำกัดมันเปลี่ยนไปทุกปีเพราะว่าเราเปลี่ยนโรงแรมทุกปี หลัก ๆ แล้วคือการจัดแสดงงานจะไม่สามารถห้อยหรือตอกอะไรได้ เพราะเดี๋ยวโรงแรมเขาจะเสียหาย ฉะนั้นศิลปินหรือแกลเลอรีต้องทำการบ้าน หาวิธีในการจัดแสดงงานของตัวเองยังไงให้ดีที่สุดสำหรับพื้นที่นี้จะเอื้ออำนวย มันยังมีข้อจำกัดอีกเยอะ เช่น จำนวนคนเข้าพัก การเลือกชั้นจัดแสดง สถานที่รถจะติดหรือเปล่า คือทุกอย่างมันก็เยอะไปหมด แต่ผมว่าการจัดที่โรงแรมมีข้อดีมีมากกว่าข้อเสีย เพราะถ้าไปจัดงานตามแกลเลอรีที่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า มันจะไม่มีที่จอดรถหรือรองรับคนได้เยอะขนาดนี้ เราไม่พูดถึงอิมแพคเมืองทองนะ เพราะโรงแรมมีทั้งร้านอาหาร ที่จอดรถ มีครบอะไรทุกอย่าง ผมคิดว่ามันเป็นสถานที่ที่เหมาะดีแล้ว

แต๊บ – วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ

 

The People: ทราบมาว่าอีกอย่างที่จัดงานในโรงแรม คือความต้องการบอกว่าศิลปะสามารถเข้าไปอยู่ได้ทุกที่?

วรทิตย์: สมัยก่อนการดูงานศิลปะมันไกลเกินไป ยากเกินไปที่จะหาชม และยากเกินไปที่จะเข้าใจ บรรยากาศของพิพิธภัณฑ์หรือแกลเลอรีมันทำให้คนไทยส่วนใหญ่ห่างออกไปเรื่อย ๆ เราก็เลยคิดว่าการที่มาจัดในโรงแรมรูปแบบนี้ ทำให้ศิลปะมัน casual กว่า มันเป็นการพบกันครึ่งทางของทั้งคนดู ศิลปินหรือเจ้าของแกลเลอรี ทุกคนมาเจอกันจะได้พูดคุยกัน เพราะจริง ๆ แล้วศิลปะไม่ใช่สิ่งที่สูงส่ง เข้าใจไม่ได้ จับต้องไม่ได้ หรือต้องแพง มันไม่ใช่อย่างนั้น ทุกอย่างเป็นศิลปะ ประเด็นแรกก็เลยอยากให้คนเข้าใกล้ถึงงานศิลปะได้มากที่สุด

ส่วนที่สองผมคิดว่าศิลปะมันจรรโลงใจนะ เหมือนดนตรีที่ทำอะไรบางอย่างข้างในจิตใจเราได้ ซึ่งผมคิดว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องการสิ่งนี้ นอกจากอาหาร เครื่องดื่ม หรืออะไรก็ตามที่เราต้องการ ศิลปะเหมือนให้อาหารทางวิญญาณ จิตสำนึก ความรู้สึก ซึ่งผมคิดว่ามันสำคัญกับชีวิตเรา ก็เลยคิดว่าศิลปะน่าจะไปอยู่ทุกที่

 

The People: อีกฟังก์ชันหนึ่งในงานนี้ คือมีการเปิดซื้อขายงานศิลปะด้วย ส่วนตัวคุณสะสมงานศิลปะไหม

วรทิตย์: อย่าเรียกว่าสะสมเลย นาน ๆ ซื้อทีมากกว่า ตัวเลขในบัญชีไม่ได้อยู่ในขั้นที่จะสะสมอะไรได้ แต่ถ้ามีโอกาสหรือชอบจริง ๆ ก็จะซื้อครับ

ไผทวัฒน์: ผมซื้อบ้างนะ ซื้องานที่ชอบ แล้วงานที่ชอบมันเป็นราคาที่สามารถเอื้อมถึง แต่คุณต้องเข้าใจคำว่า Power of negotiation ก่อนที่ผมจะไปซื้องานใคร ผมต้องเข้าไปคุยกับเขา แล้วราคามันก็ต่ำลงได้

 

The People: มีคนที่ซื้อศิลปะเพื่อเก็งราคาไหม

วรทิตย์: มีแน่นอน เยอะ แต่ในเมืองไทยอาจยังไม่มาก ซึ่ง 2-3 ปีหลังมา เรารู้จัก young collector เยอะมากเลย คือเป็นรุ่นเด็กกว่าพวกผม อาจมีอายุ 30 ขึ้นไปบ้าง เป็นนลูกหรือหลานเจ้าของธุรกิจอะไรบางอย่าง คนเหล่านี้จะเรียนเมืองนอก พอกลับมาจากเมืองนอก เขาก็จะได้ thinking หรือ influence ที่ว่าศิลปะเป็นเรื่องสำคัญ เขาจะมีความรู้ในเรื่องการลงทุนกับงานศิลปะ เขารู้เลยว่ามันดีกว่าซื้อกระเป๋า Hermes ดีกว่าซื้อนาฬิกา Rolex ดีกว่าซื้อหุ้นแน่ พักหลังมากเรารู้จักคนอย่างนี้เยอะมาก

 

The People: อยากรู้ว่าคนเหล่านี้เขามีการเก็งกำไรกันอย่างไร

ไผทวัฒน์: เดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ตมีข้อมูลทุกอย่าง สามารถเข้าไปเสิร์ชข้อมูลได้เลยว่า งานนี้ซื้อมาเท่าไหร่ อีก 3 ปีข้างหน้าราคาประเมิณเท่าไหร่ แต่ปัญหาของคนไทยไม่ใช่เรื่องเงิน ปัญหาของคนไทยคือซื้อไปแล้วฉันไม่ชอบ ฉันเบื่อ แล้วฉันจะไปขายที่ไหนต่อ สมมติซื้อมา 2 แสน อย่างนาฬิกา Rolex มันยังสามารถปล่อยได้กำไรนิดหน่อย แต่งานศิลปะนี่คือจะไปขายใครวะ 2 แสนเนี่ย ขายแล้วราคาจะขึ้นหรือเปล่า เพราะเรายังไม่ได้เข้าระบบตรงนี้ ถ้าเรามีระบบล้อมันก็เริ่มหมุน เงินก็เริ่มสะพัดมา แล้วมันก็จะเริ่มทำให้ศิลปินรุ่นใหม่เติบโตขึ้น

วรทิตย์: จริง ๆ แล้วคนหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดหรือเป็นคนที่คุมเกมอยู่ต้องบอกว่าเป็น gallerist หรือ gallery owner ซะส่วนใหญ่ อย่างเด็กศิลปะจบมา เขาก็หวังให้มีแกลเลอรีมาทาบทาม ให้เงินเดือนหรือให้สตางค์เพื่อทำงานสำหรับการจัดโชว์ในแกลเลอนีนั้น ๆ มันก็เหมือนค่ายเพลง คุณเป็นคนในสังกัด ใครได้เงินมาก็แบ่งตังค์กัน แกลเลอรีให้เงินไปก้อนหนึ่ง อีกปีหนึ่งมาโชว์ใหม่นะ นี่คือวิธีที่ทั้งแกลเลอรีทั้งศิลปินอยู่ได้ และแกลเลอรีพวกนี้เขาก็จะเลือกปั้นศิลปิน

ท็อป – ไผทวัฒน์ จ่างตระกูล

 

The People: คนที่ซื้องานศิลปะเพื่อเก็งกำไร เขามองศิลปะเป็นสินค้าหรือมองในเชิงสุนทรียะ

ไผทวัฒน์: เอาง่าย ๆ ผมชอบเปรียบเทียบกับนาฬิกา ถ้าคุณซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง เราจะซื้อเพราะน้ำหนัก ซื้อเพราะความยาว ซื้อเพราะความชัดเจนของตัวเลข วัสดุ หรือความฟิตกับข้อมือ ซึ่งมันก็เหมือนการซื้องานศิลปะที่ทุกคนซื้อเพราะเหตุผลต่างกัน บางคนซื้อเพราะชอบ ซื้อเพราะต้องการโชว์ออฟ ซื้อเพราะต้องการเข้าสังคมกลุ่มหนึ่ง บางคนมีเงินมากแต่ไม่มีเพื่อน ก็ซื้องานศิลปะเพื่อให้ได้แก๊งเพื่อนใหม่ ผมว่ามันตอบค่อนข้างลำบาก มันกว้างมาก แล้วแต่กลุ่มคนเลย

 

The People: จัดงาน Hotel Art Fair มาเป็นปีที่ 6 แล้ว คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการศิลปะเป็นอย่างไรบ้าง

วรทิตย์: ไม่ต่างอะไรจากวงการอื่น ๆ นะ ก็จะมีคนที่เข้ามาแล้วก็ออกไป คนที่เป็นตัวจริงก็ไม่ต้องพูดอะไร แต่เทรนด์หนึ่งที่ผมเห็นคือทุกคนเริ่มสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง เริ่มสร้างตัวตน เริ่มมี Facebook โชว์งาน ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนหาดูงานศิลปะยากมาก เดี๋ยวนี้เริ่มสร้างคนที่เป็น professional มากขึ้น เป็นแนวโน้มที่ดีนะ

 

The People: ในสายตาคุณคิดว่าอะไรที่จะทำให้ศิลปินคนหนึ่งยืนหยัดทำงานเป็นอาชีพได้

วรทิตย์: นี่เป็นปัญหาที่พวกผมอยากรู้เหมือนกันว่า มันจะมีสักกี่หนทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเด็กเรียนจบมาหลายคนที่มีฝีมือดี ๆ เขาเก่งมาก แต่ถ้าเกิดไม่มีแกลเลอรีมาสนับสนุนเขา เขาก็จะอยู่แบบที่เรียกว่า “ศิลปินไส้แห้ง” อยู่ได้อย่างมาก 3 ปี สุดท้ายก็ต้อบไปรับงานอื่น ๆ มันไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ แล้วเด็กจบใหม่เดี๋ยวนี้เงินเดือนเริ่มต้น 18,000 – 20,000 มันอยู่ไม่ได้นะในสถานการณ์แบบนี้ ค่าเช่าบ้านเดือนละ 5,000 – 6,000 คือต้องอยู่อย่างลำบาก ก็เลยคิดว่าเม็ดเงินที่มันหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจนี้จะต้องทวีคูณ ต้องใหญ่กว่านี้ ต้องเยอะกว่านี้ จะทำให้มูลค่าของทุกอย่างเริ่มมากขึ้น รายได้มันต้องสอดรับกับค่าครองชีพด้วย

Hotel Art Fair

 

The People: ทำไมศิลปินไม่สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ หลายคนต้องทำงานเป็นงานอดิเรก

ไผทวัฒน์: พูดตรง ๆ เลยนะ ศิลปินมันไม่ใช่อาชีพประจำไง ทำไมถึงทำงานประจำกับพี่แต็บรู้ไหม เพราะวันศุกร์สิ้นเดือนเงินเดือนผมก็ออกแล้ว เงินเดือนมันออกตรงเวลาไง แต่อาชีพศิลปินในเมืองไทย ถ้าจะประสบความสำเร็จต้องเป็นเหมือน อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ คือต้องทำได้ทุกอย่าง โปรโมทตัวเอง ขายงานตัวเอง คุยเกี่ยวกับงานตัวเอง มีระบบของงานตัวเอง ซึ่งศิลปินหลายคนไม่สามารถทำได้เหมือนอาจารย์เฉลิมชัย เขาถึงประสบความสำเร็จไง อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เขาก็มี persona แบบนั้นไง ศิลปินส่วนใหญ่ก็จะวาดรูปคนเดียว introvert ไม่มีคนสนับสนุน แล้วก็หาคอนเนคชันไม่ได้ มันก็ไปต่อไม่ได้

 

The People: อย่างนี้แสดงว่าฝีมือดีอย่างเดียวไม่พอ?

ไผทวัฒน์: พอ แต่ต้องใช้เวลา

วรทิตย์: สำหรับผมคิดว่าฝีมืออย่างเดียวไม่พอหรอก เราเคยไปแบบปราสาทสัจธรรมที่พัทยา แล้วช่างแกะกำลังแกะสลักอยู่บอกว่า อีก 18 ปีกว่าจะเสร็จ รู้เลยว่าฝรั่งมาเห็นต้องขนลุกแน่ สกิลแกะของคุณจะอะไรขนาดนี้ แต่มันไม่พอไง มันต้องมีโชค มีบุคลิกภาพ มีโอกาส มีรสนิยม และต้องขวนขวาย ไหนจะคอนเนคชันอีก มันต้องมีหลาย ๆ อย่างที่ทำงานพร้อมกัน

 

The People: ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังแย่ ทำไมการขายงานศิลปะถึงยังประสบความสำเร็จ มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลขนาดนี้

วรทิตย์: ศิลปะนี่แปลกนะ คนทำจน แต่คนซื้อรวย ซึ่งการซื้อกับการเสพมันคนละเรื่องกันนะ

ผมว่าคนซื้อคนในสังคมชั้นสูงอยู่แล้วในประเทศไทย เขาคงไม่ได้รับผลกระทบทางการเงินเท่าไหร่ จริง ๆ แล้วเขาอาจจะได้ผลประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ไม่ดีอยู่ก็ได้ เขาอาจะ make money อยู่มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ไผทวัฒน์: มันมีคำพูดหนึ่งของ ออสการ์ ไวลด์ ว่า “Rich people talk about art, but artist talk about money” คือ Quote นี้มันประมาณ 100 ปีแล้วนะ และมันก็ยังคงเป็นอยู่

 

The People: ศิลปินหลายคนมักบอกว่า เมื่อพื้นฐานคุณภาพชีวิตไม่ดี คนจึงคิดว่าศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือย คุณเห็นด้วยไหม

วรทิตย์: ถ้าการซื้ออะใช่ แต่การเสพไม่ใช่ ถ้าเกิดคุณบอกว่า ผมไม่เสพศิลปิน ผมไม่สนใจศิลปะเพราะว่าผมจน อันนี้ไม่จริง คุณสามารถเดินไปดูศิลปะฟรี ๆ ได้ คุณสามารถ appreciate ศิลปะได้ คุณสามารถให้อาหารกับจิตวิญญาณได้โดยไม่ต้องซื้อครับ

Hotel Art Fair
Hotel Art Fair

 

ภาพโดย: สกีฟา วิถีกุล (The People Junior)


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

Related

สัมภาษณ์ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ “การทำหนังเป็นพื้นที่ระบาย และเป็นพื้นที่หายใจของเรา”

สัมภาษณ์ อาภาพัชร์ ใจอินทร์ กลินน์ ภัณฑารักษ์ผู้เปลี่ยนความเสียดายเป็นงานศิลปะ

สัมภาษณ์ “แร็พเตอร์” มิตรภาพ ความสนุก รอยยิ้ม ที่มากกว่า ‘คำว่าเพื่อน’ เพราะมันคือ “ความทรงจำ” ที่มีค่า

สัมภาษณ์ เจเรมี่ ซัคเกอร์ เจ้าของเพลงฮิต ‘comethru’ อดีตนักชีววิทยา ครูสอนสโนว์บอร์ด และแฟนคลับ blink182

สัมภาษณ์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล พลังรักโรแมนติกของ LGBTQ ที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติสังคม

ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า จากคนไร้ศาสนา สู่ กวีร็อกแอนด์โรลล์ กับชีวิตที่ “ไม่มีกำแพงขวางกั้น”

WHY “Y” ทำความเข้าใจวัฒนธรรมวายกับ รศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม

มาลินดา เฮอร์แมน คุณย่า 70 เจ้าของเพจ “หญิงชรา กะ หมาน้อย” ที่อัดคลิปร้องเพลงกับหมาน้อยเพื่อส่งต่อความสุขไปยังผู้คน