Post on 22/05/2019

สัมภาษณ์ เจสัน มราซ อัพเดทชีวิต 5 ปี จากการทำสวนอะโวคาโด ถึงตัวตนในปัจจุบัน

       ถ้าพูดถึงชื่อของ เจสัน มราซ หลายคนอาจจะรู้จักเขาในฐานะ นักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมดนตรี ชื่อของ มราซ กลายเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างจากเพลงฮิตอย่าง ‘I’m Yours’ โดยอัลบั้ม Waiting For My Rocket To Come (ผลงานชุดแรก) และ We Sing. We Dance. We Steal Things (ผลงานชุดที่สาม) กลายเป็นผลงานที่มียอดขายระดับแพลทินัมและยังทำให้เขาได้รางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส กลับไปนอนกอดที่บ้านอีกด้วย

มราซ ถือเป็นนักร้องที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการใช้ชีวิตแบบสมถะพอมีพอกิน และมักจะใช้เวลากับงานการกุศลบ่อยครั้ง อาจจะเพราะด้วยการที่เขาเป็นมังสวิรัติและเลื่อมใสในหลักพุทธศาสนา ไม่แปลกที่ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เขารู้สึกอิ่มตัวกับการใช้ชีวิตเป็นนักดนตรี จนกระทั่งหลังจากปล่อยผลงานชุดที่ห้า Yes! ในปี 2014 มราซ ตัดสินใจหันหลังให้กับวงการเพลงกว่าสี่ปีเพื่อไปทำไร่อะโวคาโดของตัวเองในซานดิเอโก

กิจการไร่อะโวคาโดของ มราซ โตเร็วกว่าที่เขาคาด จนมันกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตและทำรายได้ให้กับเขาเป็นจำนวนมาก แต่มากกว่าเรื่องของเงินตรา เขาพบความสุขในการเล่นดนตรีอีกครั้งจากการทำไร่อะโวคาโด เรียกได้ว่ามันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้มชุดที่หกของเขา Know.

วันนี้เราได้รับเชิญจากค่าย Warner Music Thailand ให้มาอยู่ร่วมในวงสัมภาษณ์ด้วย เป็นโอกาสอันดีเหลือเกินที่จะได้เห็นหนุ่ม มราซ มาอัพเดทชีวิตในรอบห้าปี และตอบคำถามที่หลายคนสงสัย เช่น เขาชอบอะไรในการทำสวน หรือ แนวทางการทำเพลงในอนาคตของเขา

ความรู้สึกของคุณตอนนี้กับตอนที่เพิ่งเข้าสู่วงการดนตรีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แตกต่างกันไหม 
มราซ : ผมคงรู้สึกมั่นใจขึ้นมั้ง แต่ผมไม่รู้สึกต่างจากเดิม เพราะกระบวนการทางศิลปะของผมยังเหมือนเดิม ผมยังคงเริ่มต้นเพลงใหม่หรืออัลบั้มใหม่ด้วยหน้ากระดาษที่ว่างเปล่ากับห้องสตูดิโอที่เงียบสนิท คุณแค่ต้องเตรียมพร้อมและเคารพในสิ่งที่คุณทำแต่ไม่ยึดติด 20 ปีจนถึงตอนนี้ กระบวนการยังคงเหมือนเดิม

ได้ยินมาว่าคุณเคร่งเรื่องการกินอาหารที่ไม่แปรรูป ตอนคุณเดินทางคุณยังคงทำอย่างนั้นอยู่ไหม
มราซ : ส่วนใหญ่ใช่ แต่ก็ไม่ตลอดเวลา ผมเพิ่งรู้ว่ามันเรียกว่า “Qualitarian” ก็คือการกินอาหารที่ได้คุณภาพ เพราะว่างานของผมคือการมาอยู่ตรงนี้ในวันนี้ ในสภาพที่แข็งแรงและพร้อมที่จะร้องเพลง ถ้าผมยอมกินอาหารแย่ ๆ ผมอาจจะไม่สามารถร้องเพลงได้   

คุณทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมไหมระหว่างทัวร์ 
มราซ : ผมพยายามนะ ผมพยายามเติมน้ำใส่ขวดของผมเองเมื่อผมเห็นที่ที่มีที่เติมน้ำ ผมพยายามคิดถึงสิ่งเล็ก ๆ พวกนี้อยู่เสมอถ้าทำได้

ช่วยเล่าถึงงานจิตอาสาและงานการกุศลที่คุณทำอยู่เป็นประจำได้ไหม ตอนนี้คุณกำลังทำงานแบบไหนอยู่ และเป้าหมายสูงสุดของคุณคืออะไร
มราซ : หลายปีที่ผ่านมานี้ผมโฟกัสที่ Inclusive Art Education (การศึกษาผ่านศิลปะ) เพราะผมโตมากับมัน และผมรู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์กับอีกหลายชุมชนรวมถึงชุมชนที่ด้อยโอกาส ผมสามารถใช้มันเพื่อสร้างความเท่าเทียม ผมพยายามทำสิ่งนั้นอยู่ที่อเมริกา และมูลนิธิของผมยังสนับสนุนโครงการอื่น ๆ ที่ทำสิ่งที่คล้ายกันนี้

รู้สึกยังไงบ้างที่ได้กลับมาเจอแฟน ๆ ชาวไทย มีอะไรอยากจะบอกพวกเขาไหม
มราซ : ขอบคุณครับ ขอบคุณอย่างสุดซึ้งเลยจริง ๆ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มาที่ประเทศไทย

คุณเพิ่งเดบิวต์ในบรอดเวย์เรื่อง “Waitress” คุณรู้สึกยังไงบ้าง สนใจทางด้านการแสดงในอนาคตหรือเปล่า
มราซ : แน่นอน ตอนที่เล่นบรอดเวย์ผมรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวเลย ผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่ เจสัน มราซ เพราะผมไม่ต้องเลือกเสื้อผ้า ไม่ต้องเลือกว่าจะเล่นเพลงอะไรในคอนเสิร์ต ไม่ต้องคิดเรื่องโปรโมตงาน หรือคะแนนความนิยมในตัวผม ผมแค่ต้องแต่งตัวแล้วเล่นเป็นคุณหมอ ผมชอบมาก เพราะผมได้แสดงอย่างสนุกสนานโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ช่วงที่ เจสัน แว้บไปเล่นละครบรอดเวย์ในเรื่อง ”Waitress”

มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีคุณเป็นแบบอย่าง คุณมีคำแนะนำอะไรให้พวกเขาทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต และในฐานะศิลปินคนหนึ่ง
มราซ : ถ่อมตัวเข้าไว้ มุ่งมั่นกับงานที่ทำ ขอบคุณในสิ่งที่ตัวเองมีและได้รับ การเป็นศิลปินไม่ได้อยู่ที่เป้าหมาย แต่อยู่ที่การเดินทางเพื่อไปถึงเป้าหมาย นั่นมันเป็นสิ่งที่ยาก แต่มันก็คือรางวัลที่คุณจะได้ถ้าคุณทำได้

คุณเคยบอกว่า ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับทุกคน คุณคิดว่าเราจะสามารถสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติผ่านดนตรีได้อย่างไร
มราซ : ผมว่ามันเริ่มจากการหายใจ ผมอยากให้ทุกคนลองหายใจเข้าลึก ๆ เพราะว่าไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ในเมืองหรือในบ้าน การหายใจจะเป็นการเตือนพวกเราว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเหมือนกัน เมื่อคุณเล่นดนตรี คุณก็สามารถรู้สึกถึงธรรมชาติผ่านการหายใจ

คุณมีเพลงที่ชื่อว่า “Back to the Earth” จากอัลบั้ม “Yes!” ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ คุณวางแผนที่จะแต่งเพลงอะไรเกี่ยวกับโลกและสิ่งแวดล้อมอีกไหม
มราซ : โลกและสิ่งแวดล้อมคือทรัพยากรชั้นดีของการสร้างศิลปะเลย สิ่งที่ธรรมชาติสร้างเป็นแรงบันดาลใจได้อยู่เสมอ หรือแม้กระทั่งในเพลงเปิดของอัลบั้ม Know. ผมพูดถึงการปล่อยตัวเองให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ออกไปเจอท้องทะเลสีเทอร์คอยส์ หุบเขา หรือทะเลทราย สิ่งที่ธรรมชาติสร้างคืองานศิลปะที่สวยงาม ที่จะอยู่ในงานของผมเสมอ

คุณมีฟาร์มอะโวคาโดเป็นของตัวเอง แล้วคุณเคยคิดจะปลูกผลไม้ไทย ๆ บ้างไหม
มราซ : จริง ๆ แล้วผมปลูกมะม่วงด้วยนะ มะม่วง มะละกอ ต้นกาแฟ แล้วก็ต้นกล้วย ตอนนี้มีกล้วยอยู่ 2 แบบ ถึงผมจะเริ่มจากการทำฟาร์มอะโวคาโด แต่ตอนนี้เรามีต้นกาแฟมากกว่าต้นอะโวคาโดซะอีก แล้วเราก็ปลูกผลไม้มากกว่า 50 ชนิด โลควอต เสาวรส ฝรั่ง มะเดื่อ ลูกพลับ มีอีกเยอะมาก

มูลนิธิของคุณก่อตั้งขึ้นในปี 2011 เพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชน ธรรมชาติ และการศึกษาเด็ก ในทุกอย่างที่ได้ทำมา เหตุการณ์ไหนที่ถือว่าน่าจดจำที่สุดสำหรับคุณ
มราซ : น่าจะเป็นตอนที่ผมเดินทางไปประเทศพม่าในปี 2012 ตอนนั้นเราเจอกับการค้ามนุษย์ ชาวพม่าที่กำลังเดินทางไปมาเลเซียหรือไทยเพื่อหางานทำจะถูกส่งไปเจอกับเหตุการณ์เลวร้าย การเจอผู้รอดชีวิตจากทริปนั้นมันเปลี่ยนผมไปเลย เปลี่ยนแม้กระทั่งอาหารที่ผมกิน เวลาคุณได้เจออะไรแบบนั้น คุณจะไม่มีทางลืมมันได้เลย

       

       แต่ไม่กี่ปีมานี้ มูลนิธิของผมหันมาโฟกัสทางด้านศิลปศึกษา ผมยังคงรักสิ่งแวดล้อม และต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่หลัง ๆ มานี้ผมแค่ทำสิ่งนั้นผ่านศิลปศึกษา เพราะคนส่วนใหญ่มองผมเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง ผมแค่รู้สึกว่าสิ่งนี้จะทำให้ผมเข้าถึงผู้คน และผลักดันความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนได้มากกว่าการพยายามทำตัวเป็นฮีโร่

คุณจะมีโปรเจคเพลงใหม่ในเร็ว ๆ นี้ไหม
มราซ : ใช่แล้ว…

คุณช่วยเล่าให้พวกเราฟังซักนิดได้หรือเปล่า
มราซ : คงยังไม่ได้ ผมว่ามันยังเร็วไปแค่นั้นแหละ ผมชอบการทำงานครีเอทีฟ แล้วก็มีหลายอย่างที่กำลังทำอยู่

คุณแบ่งเวลายังไง ระหว่างการเป็นนักดนตรีกับการเป็นเจ้าของฟาร์ม
มราซ : ก็แบ่งเป็นช่วง ๆ ไปนะ อย่างการทำเกษตรกรรมก็มีช่วงของมัน ผมก็มีช่วงที่ต้องไปทัวร์ และน่าเสียดายที่ช่วงนั้นทำจะพลาดอะไรหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับฟาร์มของผมไปเลย แต่พอผมกลับบ้าน ผมจะรีบกลับมาสานต่อสิ่งที่ทำไว้ทันที แล้วสองชีวิตนี้มันตรงข้ามกันมาก ตอนผมไปทัวร์ ผมต้องบิน ต้องอยู่โรงแรม แล้วทุกอย่างที่ผมทำ เสียงของผม ดนตรีของผม มันเป็นแค่คลื่นเสียงที่ล่องลอยในอากาศ แต่การได้ทำฟาร์มมันคือการได้ลงไปกับพื้นแล้วสร้างอะไรที่เป็นรูปธรรม ผมว่าสองอย่างนี้มันก็เข้ากันได้ดีนะ

สิ่งที่คุณชอบที่สุดของการเป็นเกษตรกรคืออะไร
มราซ : คุณสามารถทำอะไรได้หลายอย่างในหนึ่งวัน แต่คุณไม่สามารถทำทุกอย่างได้หมดในหนึ่งวัน ผมชอบตรงนั้น มันเป็นแรงบันดาลใจและสอนให้รู้จักอดทน คุณไม่สามารถคาดหวังให้ต้นมะม่วงต้นเล็ก ๆ ที่คุณเพิ่งเริ่มปลูกออกลูกออกผลได้ในปีเดียว แต่คุณต้องรอถึง 5-7 ปี นั่นสอนผมในฐานะนักดนตรีว่า ผมสามารถทำงานโดยไม่หวังผลในวันนี้ แต่รอให้มันเติบโตในอนาคต อย่างเพลง “Have It All” ที่ผมแต่งในปี 2012 กว่าจะมาเป็นที่รู้จักก็ปี 2018 แล้ว นั่นก็เหมือนการที่เราเพาะเมล็ด แล้วรอ 5-7 ปีให้มันเติบโตเพื่อที่เราจะได้กินผลที่แสนอร่อยของมัน หลายเพลงและโปรเจกต์ของผมก็มาจากความเข้าใจในการอดทนรอ นั่นคือสิ่งที่คล้ายกันและเป็นสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับมัน

5 ปีแล้วจากอัลบั้ม Yes! ตอนนี้คุณมีอัลบั้ม Know. อะไรเป็นแรงบันดาลใจของชื่ออัลบั้มและรูปโคเวอร์อัลบั้ม ธีมโดยรวมและสิ่งที่คุณอยากจะสื่อไปถึงผู้ฟังคืออะไร
มราซ : อัลบั้มที่แล้วชื่ออัลบั้ม Yes! ผมเลยคิดว่าจะเป็นยังไงนะ ถ้าอัลบั้มนี้ชื่อ Know. ผมชอบมองหาสิ่งที่ดี ด้านดี ๆ ในขณะการออกเสียงคำว่า Know. อาจให้ความรู้สึกด้านลบ (ออกเสียงโน เหมือนคำว่า No)  แต่มันยังมีด้านดีที่สื่อถึงการได้ “รู้” การหาความรู้ใส่ตัวเอง เราอยู่ในโลกที่มีข้อมูลมากมายโยนใส่เราอยู่ตลอดเวลา แต่อะไรคือสิ่งที่เป็นความจริงล่ะ ผมจึงพยายามสรุปทุกอย่างที่ผมคิดว่าผม ‘รู้’ รวมถึงเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้ที่ชื่อ “Love is Still the Answer (รักยังคงเป็นคำตอบ)”

ผมรู้ว่า ความรักยังคงเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ความรักสามารถชนะสงครามได้ ความรักคือการยอมรับ การให้อภัย ความเห็นอกเห็นใจ คนพูดว่าตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในยุคของการแบ่งแยก แต่ผมไม่เห็นด้วยนะ ผมคิดว่าความรักมันอยู่ตรงหน้าเรา เราแค่ต้องมีความกล้าที่จะบอกออกไป ร้องออกไป เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่ามันยังมีอยู่ นั่นคือความตั้งใจของผมกับอัลบั้มนี้ 10 เพลงในอัลบั้มนี้ คือจดหมายรักที่ผมเขียนให้ภรรยาของผมตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และเมื่อเทียบกับทุกเพลงที่ผมได้แต่งมา 10 เพลงนี้คือความรู้สึกของผมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณสร้างสรรค์ดนตรีที่มักให้ความรู้สึกด้านบวก
มราซ : การทำอะไรดี ๆ มันก็ทำให้คุณรู้สึกดีไปด้วย รวมถึงการมองเห็นสิ่งที่ดี ๆ เห็นความงาม เห็นมิตรภาพ การได้ขอบคุณครอบครัวที่เลี้ยงดูคุณมา และการได้ขอบคุณคนที่คอยให้คำชี้แนะ เพลงมันก็เป็นหนึ่งในวิธีที่เป็นเหมือนการให้แสงสว่างกับโลกนี้ มันมีเงามืดอยู่ทุกที่อยู่แล้ว แต่ผมชอบความรู้สึกที่ได้ค้นพบสิ่งดี ๆ และได้ร้องมันออกมาซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วมันเปลี่ยนตัวผมด้วยนะ ถ้าผมร้องเพลง “I Won’t Give Up” ทุกวัน ผมก็จะไม่ยอมแพ้ มันได้ผล

ทศวรรษที่ผ่านมาเพลงส่วนใหญ่ของคุณเป็นเพลงด้านบวก คุณคิดจะแต่งเพลงหรือถ่ายทอดในโทนดาร์ค ๆ บ้างอีกไหม
มราซ : ผมเคยนะ ผมก็มีเพลงแบบนั้นอยู่ จริง ๆ  10 เพลงที่ออกมาเป็นอัลบั้ม มันถูกคัดมาจากอีก 150 เพลง แล้วในเพลงทั้งหมดนั้นมันก็มีทั้งเพลงที่แปลก ดาร์ค เศร้า เพลงที่เกี่ยวกับเจสันที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง พยายามจะรู้สึกดีขึ้น แต่ตอนที่มันออกเป็นอัลบั้ม ผมเลือกแค่ 10 เพลงที่คิดว่าพอคนได้ร้องแล้วจะทำให้เขามีความสุข

       ผมก็กำลังพยายามหาจุดตรงกลางอยู่ พยายามที่จะลองไปในทางเศร้าบ้าง แต่ก็ยังคงเน้นความรู้สึกดี ๆ ผมเข้าใจว่าความเศร้าในชีวิตเป็นเรื่องปกติ เพราะผมก็มีความรู้สึกแบบนั้นที่อยากบอกออกไป มันก็มีหลายวิธีที่จะสื่อสารมันออกมาและการแต่งเพลงเศร้ามันก็ง่ายมาก แต่มันยากมากสำหรับผมที่จะร้องเพลงเศร้าบนเวที เพราะผมอยากให้ผู้ชมมีความสุขกับชีวิต ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาอยู่กับความเศร้าโศกเสียใจของผม ความรักมันเป็นสิ่งที่เกิดจากข้างใน ผมอยากให้คนฟังรู้ว่า พวกเขามีความสามารถที่จะออกมาจากความเศร้าและกลับมามีความสุขอีกครั้ง และถึงแม้ชีวิตพวกเขาจะได้พังทลายลงไปแล้ว พวกเขาสามารถสร้างมันกลับมาใหม่ได้อีกครั้ง ความคิดของเราเนี่ยแหละที่จะบอกเราได้ว่า จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย มันอาจจะยากที่จะสื่อตรงนั้นออกมา แต่ผมก็พยายามให้ดีที่สุด

 

ถอดเสียงโดย : จิดาภา กนกศิริมา (The People Junior) 

ขอขอบคุณ Warner Music Thailand สำหรับการอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

ภาพส่วนหนึ่งจาก Live Nation BEC-Tero Entertainment

 


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

The People Junior

เด็กฝึกงานผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์คอนเทนต์