Post on 12/06/2019

เจ Penguin Villa หนุ่มเพนกวินที่ไม่กลัวความสูงอีกต่อไป กับอีกบทบาทในฐานะ “เจ้าพ่อเพลงโฆษณา”

“ก็บ่นนั้นมันช่างสูงได้ยินไหมคูณณณณณ”

หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคแสนจะติดหูนี้จากเพลงโรคกลัวความสูงอย่าง ‘Acrophobia’ ของศิลปิน Penguin Villa หรือที่เรารู้จักเขาในชื่อ “เจ” เจตมนต์ มละโยธา นักร้อง, นักแต่งเพลง มากความสามารถของวงการเพลงไทย ภายใต้ชื่อ Penguin Villa เขาเป็นเจ้าของเพลงฮิตหลายเพลงอย่าง ‘Good Morning’, ‘ท่าอากาศยาน’, ‘กลับไปที่โลก’ หรือ ‘เธอคือความจริง’ นอกจากจากนี้ในอดีตเขายังเป็นสมาชิกของวง “พราว” อีกด้วย

แต่หลังหายหน้าหายตาไปนาน วันนี้ เจ กลับมาอีกครั้งพร้อมกับหอบอัลบั้มชุดใหม่ในรอบ 14 ปีอย่าง “J” ที่การันตีด้วยรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีจากเวที คมชัดลึกอวอร์ด 2018 ผลงานที่แสดงตัวตนที่โตขึ้นของ Penguin Villa และเป็นผลงานที่เขาเคยบอกว่า “ทิ้งมันไปเมื่อนานมาแล้ว”

แม้ผลงานด้านหน้าของ เจ จะไม่ได้ประสบความสำเร็จยอดวิวระดับร้อยล้านหรือมีคนดูคอนเสิร์ตเป็นหมื่น แต่ถ้าให้พูดถึงอีกบทบาทหนึ่งของเขาในฐานะการเป็นนักทำเพลงโฆษณา (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเพลงโฆษณา ค่าย Smallroom) บอกได้เลยว่าผลงานที่เขาเคยสร้างสรรค์ น่าจะผ่านหูคนนับล้าน ๆ มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นประโยคจากเพลงนี้ “ทุกครั้งก็ยังสงสัย เมื่อทำอะไร ที่ดูไม่มีความหมาย โอ้ว อยากจะยืน อยากจะงง อยากจะหลงทางบ้าง อยากจะเชย อยากจะลอง รองเท้าคนละข้าง” นี่คือเสียงรอสายชวนติดหูจากเพลง ‘Feel Good’ เพลงประกอบโฆษณา Dtac ผลงานจากปลายปากกาของ เจ นั่นเอง

วันนี้เราได้มีโอกาสนั่งคุยกับชายคนนี้ในหลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีจนไปถึงเบื้องหลังของการทำเพลงโฆษณานับร้อย ๆ เพลง

The People : จุดเริ่มต้นเส้นทางกว่าจะมาเป็น Penguin Villa
เจตมนต์ : ตอนแรกที่คิดจะเล่น มาจากการเห็นคนเล่นดนตรีครับที่โรงเรียนที่แม่เป็นครู แล้วการที่ผมก็อยู่ที่บ้านพักครูเนี่ย เวลามีงานโรงเรียนตอนเช้า ๆ สิ่งที่เหลืออยู่บนเวทีคือกลอง เราก็ชอบขึ้นไปตี จากนั้นก็เริ่มไปหัดกลองแล้วตีพวกเพลงคาราบาว แกรนด์เอ็กซ์ ตอนแรกฝึกเองแบบมวยวัด งู ๆ ปลา ๆ ตอนแรกพอเล่นดนตรีก็รู้สึกว่ามันเท่ครับแบบ เฮ้ย ทำไมเท่จังวะ เวลาเพื่อนที่แบบถือกระเป๋านักเรียนงง ๆ อยู่แล้วพอจับกีตาร์ปุ๊บกลายเป็นแบบเทพเจ้าอะไรแบบนี้ เราก็รู้สึกว่าเท่จัง จากนั้นก็เลยเริ่มแกะเพลงแล้วก็หัดเล่นตอน ม.5

พอเข้าลาดกระบังแล้ว (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) ตอนนั้นเรียนสถาปัตย์นะ แต่เล่นดนตรีกันหนักหน่วงมากเหมือนเป็นคณะดนตรีมากกว่า วงส่วนใหญ่ก็เล่นเพลงหลากหลาย มีทั้งเพลงร็อค เพลงป๊อบ เพลงอัลเทอร์เนทีฟ เพลงโมเดิร์นร็อค แล้วตอนนั้นพี่รุ่ง (ผู้บริหารค่าย Smallroom) มาชวนไปเล่นเบสวง Crub แต่ว่าสุดท้ายผมปฏิเสธไปเพราะว่าอยากเป็นมือกีตาร์มากกว่า

คราวนี้พอวง Crub ได้ทำอัลบั้มออกมา จนกลายเป็นอัลบั้มคลาสสิค สำหรับเด็กนักเรียนศิลปะในตอนนั้นเลย ซึ่งผมรู้สึกพลาดที่ปฏิเสธไป และทีนี้ตอนปลาย ๆ ปี 1 ปี 2536 พี่พิซซ่าวงพราวกำลังตามหามือกลอง พี่พิซซ่าก็ถามคนตอนไปเตะบอลว่ามีใครตีกลองแจ๋ว ๆ ไหม ผมก็เลยเสนอตัว บอกไปว่าผมนี่แหละครับ ตอนนั้นรู้สึกไม่ได้อยากหรอก แต่ไม่อยากปฏิเสธโอกาสอีก นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำวงพราว

เจตมนต์ มละโยธา

The People : จบสถาปัตย์มาแต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล
เจตมนต์ : ตอนนั้นเรียนจบน่าจะเป็นปี 2540-41 เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง มีฟองสบู่อสังหาฯ ตอนนั้นงานสถาปนิกก็น่าจะได้รับผลกระทบไปสมัครงานก็ไม่มีที่ไหนรับ แล้วพี่พิซซ่าวงพราวเช่นเดิม ก็ชวนมาทำเพลงต่อแล้วหันมารับจ้างทำเพลงโฆษณา ซึ่งนั่นก็คือเป็นจุดเริ่มต้นของค่าย Smallroom ประมาณปี 2542

The People : การทำเพลงโฆษณาคือจุดเปลี่ยนของชีวิต
เจตมนต์ : ตอนนั้นคือไม่มีอะไรทำแล้ว คือแบบมีอะไรก็เอาไว้ก่อน ตอนนั้นก็ยังรู้สึกว่าไม่แน่ใจว่าจะยังไงดี แต่ผมก็มีเพลงที่แต่งเก็บไว้ด้วย ก็รู้สึกว่า เฮ้ย ถ้าเราได้เรียนรู้วิธีการโปรดักชั่นแล้วก็อยากจะเอาของที่เก็บไว้มาปล่อย มาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง ก็เลยเริ่มเรียนรู้การทำเพลง

The People : จุดเริ่มต้นภายใต้ชื่อ Penguin Villa
เจตมนต์ : เริ่มจากเป็น Smallroom ครับ แล้วพอการทำเพลงโฆษณาเริ่มเข้าที่เข้าทาง ก็เริ่มมีบรรยากาศของการรวมตัวกันในหมู่เพื่อนฝูงในยุค ที่เรียกว่ายุคอัลเทอร์เนทีฟกลับมารวมกันอีกครั้ง สุดท้ายก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้ม Smallroom 001 ที่รวมศิลปินหน้าใหม่ ๆ ในนั้นก็มี Penguin Villa ด้วย

The people : Penguin Villa ชื่อนี้ได้แต่ใดมา
เจตมนต์ : คือตอนผมเด็ก ๆ แม่ก็ให้พูดชื่อนก 12 ชนิด แล้วเราก็จะพูดไป…นกเอี้ยง นกกา นกพิราบ นกอะไรไปเรื่อย ๆ รอบตัวที่เรานึกออก แล้วท้าย ๆ เราจะเริ่มนึกไม่ออกครับ จำได้ว่าก็บอกไปว่านกเพนกวิน แล้วแม่ก็บอกว่าตัวสุดท้ายเนี่ยคือตัวเรา เหมือนกับตัวแรก ๆ เราจะพูดไปเรื่อย ๆ แล้วพอสิ่งที่เรานึกไม่ออกมันคือสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด ก็เลยรู้สึกผูกพันกับเพนกวินมาตลอด แล้วตอนเด็ก ๆ ก็อ้วน ๆ ต้วมเตี้ยม ๆ ก็มีความเพนกวินอยู่ ก็เลยรู้สึกเชื่อมโยงกัน

The People : ไม่เคยคิดอยากเป็นฟรอนต์แมน
เจตมนต์ : ใช่ ๆ คือผมมักจะนึกว่าตัวเองเป็นเหมือนมือกีตาร์ของวงหนึ่งที่มาทำอัลบั้มเดี่ยว คือเราเห็นมือกีตาร์ของหลายวงที่มาทำอัลบั้มเดี่ยวแล้วก็จะชอบ แล้วจะรู้สึกแบบนั้นตลอดว่าเราจะเป็นมือกีตาร์ที่อยู่ข้าง ๆ นักร้องนำ พอมาทำอัลบั้มของตัวเองก็จะเป็นความรู้สึกนี้

The People : “J” ผลงานในรอบ 14 ปี ที่เคยฝังดินทิ้งไปแล้ว
เจตมนต์ : ฝังไปแล้วครับ ถ้าเป็นไวน์ก็ถังแตกไปแล้ว คือหลังจาก ‘Good morning’ มีความพยายามที่จะทำอัลบั้ม 2 คือเมื่อ 8 ปีที่แล้วทำเดโม่เก็บไว้ 4-5 เพลง แล้วรู้สึกว่ามันไม่พอที่จะเป็นซิงเกิ้ล 2 ต่อจาก ‘Good morning’ ก็เลยเบรคไว้ แล้วพอเบรคไว้ตอนนั้นไปทำเพลงโฆษณาด้วยเป็นโฆษกอ่านสปอตด้วย รู้สึกว่าชีวิตโอเคอยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดถึงการทำเพลง Penguin Villa อีกแล้ว จนมีคนเริ่มถามว่าเมื่อไหร่จะมีเพลงใหม่สักที ทีแรกก็คิดว่าถามไปอย่างนั้น แต่รู้สึกว่าเจอคำถามนี้เรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกผิดที่ไม่มีเพลงใหม่

แล้วพอเริ่มมีอีเวนท์ให้เราไปเล่นก็เริ่มรู้สึกผิดที่จะเล่นแต่เพลงเก่า ‘Acrophobia’ เลยปล่อยเพลงใหม่ที่ไม่คิดว่าจะเป็นซิงเกิ้ล ซึ่งปล่อยแบบลักลอบปล่อยไม่ได้ผ่าน Smallroom ชื่อเพลง ‘เธอคือความจริง’ ปรากฏว่ากระแสตอบรับดี เลยเริ่มมีเพลง ‘Good morning’, ‘เธอคือความจริง’, ‘ร้อยล้านวิว’ จนสุดท้ายมาถึงวันที่พี่รุ่งบอกว่าทำอัลบั้มได้แล้ว นั่นก็คือเป็นจุดเริ่มต้นจริงจังของการทำอัลบั้ม 2 เมื่อปีที่แล้ว

ด้วยอัลบั้มแรกคือออกไปข้างนอก อัลบั้มนี้เลยอยากให้กลับเข้ามาอยู่ข้างใน คือในอัลบั้มนี้จะมีเพลงชื่อ ‘แปรผันตาม’ ซึ่งน่าจะบอกสิ่งรวม ๆ ของอัลบั้มนี้ได้เป็นอย่างดี มันเหมือนกับออกไปข้างนอกไขว่คว้าคำตอบแต่ออกไปแสนไกล แต่สิ่งที่เจอกลับอยู่ข้างใน ก็ทำให้เพลงนี้มันน่าจะเป็นตัวแทนที่ดี แล้วเพลงนี้โคตรเดโม่มาก เป็นแบบกีตาร์แล้วร้องไกด์ แล้วก็มาแค่เหมือนจะมีความเป็นครึ่งเพลงอยู่ด้วยแล้ว กลายเป็นว่าเพลงนี้ผมชอบมากในอัลบั้ม

“ฝังไปแล้วครับถ้าเป็นไวน์ก็ถังแตกไปแล้ว”

The People : หลายคนยังไม่รู้ว่าคุณอยู่เบื้องหลังเพลงโฆษณาดัง ๆ จำนวนมาก
เจตมนต์ : เหมือนที่เก่ามากแต่ยังหลอกหลอนอยู่ และยังได้ยินอยู่ก็ ‘Feel Good’ เพลงประกอบโฆษณา Dtac ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้กันอยู่เลยมั้ง ผมยังได้ยินอยู่เลย ถ้าล่าสุดก็เป็น ‘เลย์ cooling’ ที่คุณใหม่ ดาวิกา ร้อง แล้วก็มีอีกหลายเพลงที่เป็นเพลงที่คุณอาจจะหันหน้าหนีเวลาเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ว่ามันได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

The People : หาไอเดียเหล่านี้อย่างไร ให้มันออกมาดูว้าว
เจตมนต์ : ให้มันว้าวก็เพราะถูกกดดัน (หัวเราะ) คือส่วนใหญ่รับบรีฟแล้วลงจากตึกเนี่ยผมจะเดินแต่งเลย แบบเอาความเร่าร้อนของการได้รับบรีฟมาแต่งให้เร็วที่สุด พอผ่านมาแล้วหลาย ๆ งาน ก็จะเริ่มมีอาวุธมากขึ้น แต่ก่อนอาจจะมีแค่หอกกับดาบ ตอนนี้อาจจะมีทวน มีอะไรมากมายให้เราหยิบใช้

The People : เคล็ดลับคือทำอย่างไรไม่ให้คนเบื่อ
เจตมนต์ : ใช่ ให้ consumer ไม่ต่อต้าน ผมก็พยายาม commit ลูกค้าว่าถ้าเกิดเราทำให้มันเหมือนยัดเยียดมากเกินไป คนก็จะต่อต้าน คนก็จะปฏิเสธ

The People : เคยโดนแก้เยอะสุดกี่ดราฟต์
เจตมนต์ : โห มากมายครับ เคยชินกับมันแล้ว ก็แบบมีเดโม 8 อะไรอย่างนี้ แต่หลัง ๆ ไม่ค่อยเจอเลข 9 เท่าไหร่ เพราะสุดท้ายลูกค้าไปเลือกมิกซ์ 2 อะไรแบบนี้เจอบ่อย ผมว่าคนที่ทำเพลงโฆษณาหรือทำงานโฆษณามุกแบบนี้จะเก็ตกันตลอด ‘ขอกลับไปเอาอันแรกได้ไหม’ ‘เดโมก็ดีอยู่แล้วนะ’ พอเราพัฒนาไปถึงเดโม 8 เนี่ย ลูกค้าบอกชอบตั้งแต่เดโม่ 1 แล้ว

The People : เคยนับไหมผ่านไปกี่เพลงแล้ว
เจตมนต์ : โห น่าจะเกิน 100 แน่ ๆ ครับ น่าจะ 100 กว่า แต่ไม่น่าจะถึง 150 น่าจะประมาณนี้

The People : สิ่งที่ได้จากการทำเพลงโฆษณาคืออะไร
เจตมนต์ : เพลงโฆษณาไม่ใช่ comfort zone แต่เป็นเหมือนโซนที่เราจะต้องทำความคุ้นเคยกับปัญหา เราจะเจอปัญหาที่ไม่เหมือนเวลาทำเพลงตัวเอง มันจะเป็นความต้องการของคนหลายคนที่เราต้องจัดการตรงนั้น โจทย์จากผู้กำกับโฆษณา โจทย์จากเอเจนซี่ แล้วก็มีโจทย์จากลูกค้าที่ไม่ค่อยตรงกันหรืออาจจะตรงกัน ซึ่งบางครั้งก็มีความต้องการในรายละเอียดมากมายที่เราต้องหาโซลูชั่นไปเรื่อย ๆ แต่ส่วนพอทำเพลงของเรามันก็ไม่ได้ราบรื่น เพราะว่าเราก็มีปัจจัยหลายอย่าง แต่สุดท้ายพอทำไปเรื่อย ๆ ก็ค้นพบว่ามันเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำไปได้ตลอดชีวิตสำหรับเพลงของเรา

The People : ต้องยอมรับ Smallroom ถือว่าเป็นค่ายอินดี้ที่เปลี่ยนวงการเพลงไทยมาหลายปี สำหรับคุณคิดว่าอะไรคือความหอมหวานของดนตรีแนวนี้ที่ยังทำให้คนสนใจได้
เจตมนต์ : คือไม่นึกเลยว่ามันจะอยู่ได้นานขนาดนี้ แล้วก็รู้สึกไม่มีแนวโน้มที่จะล่มสลายไปด้วย ผมว่าด้วยความที่วงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเนี่ย ไม่ได้ทำเพลงไปวัน ๆ อย่างนั้น เหมือนทุกวงกว่าจะออกแต่ละเพลงได้ ผมรู้สึกว่ามีความเต็มที่กัน ผมว่าวงรุ่นหลัง ๆ เหมือนนอกจากจะมีสกิลการเล่นดนตรีที่ดีแล้ว ก็ยังมีความครีเอทีฟค่อนข้างเยอะ ทำให้ไลน์ดนตรีมันจะไม่ได้แบบฟังผ่าน ๆ ไป อย่างตัวผมเองก็เริ่มมาฟังเพลงไทยเยอะขึ้นจากวงรุ่นใหม่ ๆ

The People :ในฐานะผู้ร่วมบุกเบิก Smallroom ทำไมค่ายถึงให้น้ำหนักกับเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงมาก
เจตมนต์ : คือมันทำให้คนแต่งเพลงรู้สึกว่าเป็นเจ้าของผลงาน คือถ้าเกิดเราแต่งเพลงไป เราทำเพลงไป แล้วเรารู้สึกว่าอนาคตเป็นของคนอื่น ผมว่าความรักที่อยู่ในเพลงก็จะไม่เท่ากับสิ่งนี้ มันจะเป็นเพลงของเราไปตลอดกาล

“ผมว่าความรักที่อยู่ในเพลงเนี่ยมันก็จะไม่เท่ากับสิ่งนี้มันจะเป็นเพลงของเราไปตลอดกาล”

The People : เห็นว่าเร็ว ๆ นี้กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ ฝากคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของตัวเองหน่อย
เจตมนต์ : คอนเสิร์ตชื่อ “Why Fly” คือมันมาจากผมเคยทำเสื้อชื่อ “I believe I can’t fly” ฉันเชื่อว่าฉันบินไม่ได้ครับ แล้วพี่รุ่งก็ชอบคำนี้ เลยเล่นกับคำว่า fly คือเพนกวินบินไม่ได้ เลยแบบ…ทำไมต้องบิน พี่รุ่งก็คิดชื่อคอนเสิร์ต why fly คอนเสิร์ตจะมีขึ้นวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน ที่ Moonstar studio 8 ซื้อบัตรได้ที่ ticketmelon.com รายละเอียดที่เฟซบุ๊ก Smallroom music และ Penguin Villa

The People : ฝากอะไรถึงแฟนเพลงที่รอมากว่า 14 ปี
เจตมนต์ : ก็ขอบคุณที่กดดันมาตลอด คอยถามไถ่ว่าเมื่อไหร่จะมีเพลงใหม่ จนผมเริ่มรู้สึกผิด แล้วก็ยังคอยเป็นกำลังใจให้ ผมจะรักษาชาวหมู่บ้านนี้ไว้ ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ผมชอบที่จะเล่นให้คนกลุ่มเล็ก ๆ ฟัง แล้วถ้ามันจะขยายไปได้ก็ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ขอบคุณมากครับ


นักดนตรี, นักวิจารณ์ดนตรี บัณฑิตดนตรีจากรั้วศิลปากร หลังฝึกปรือกีตาร์แจ๊สอยู่หลายปี ปัจจุบันเขาหันมาสนุกกับงานเขียนด้านดนตรี, กีฬา และ กินเที่ยว

Photographer

ช่างภาพนิ่งและเคลื่อนไหว