Post on 21/02/2020

สัมภาษณ์ จิรายุ ตันตระกูล “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน”

ใน Instagram ส่วนตัว @godfather1632 ของ ก็อต-จิรายุ ตันตระกูล มีประโยคสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวว่า “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” ซึ่งประโยคเดียวที่ว่านั้นบ่งบอกตัวตนของเขาได้ดีที่สุด

จิรายุคือนักแสดงที่พัฒนาทักษะตัวเองอยู่เสมอ เริ่มจากการเป็นผู้ชนะในรายการกึ่งเรียลลิตี้โชว์ The Idol Project 1 ก่อนจะมีผลงานละครต่อเนื่องมานานนับสิบปี เช่น “ดวงใจอัคนี”, “พิมมาลา”, “คุณชายพุฒิภัทร”, “ทรายสีเพลิง”, “บางระจัน”, “ชาติพยัคฆ์”, “บุพเพสันนิวาส, “คมแฝก” ฯลฯ ซึ่งแต่ละบทบาทล้วนแล้วแต่ดึงศักยภาพการแสดงของเขาออกมาอย่างเต็มที่ 

ขณะเดียวกันในวงการภาพยนตร์ เขาเริ่มเส้นทางนี้ไกลถึงฮอลลีวูดเมื่อปี 2559 กับ Gold เคียงคู่นักแสดงดังอย่าง แมทธิว แม็กคอนาเฮย์ (Matthew McConaughey) หรือการเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์ไทยภาคต่อ “จอมขมังเวทย์ 2020” (2562) 

มาถึงปี 2563 จิรายุเป็นนักแสดงนำเต็มตัวในภาพยนตร์ “คืนยุติ-ธรรม” อีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทายการแสดงของเขามากที่สุด ด้วยการรับบทเป็นคนที่ลุกขึ้นมาทวงคืนความยุติธรรมในแบบฉบับของตัวเอง

สิ่งเหล่านี้เกิดจากเส้นทางชีวิตที่เขาขีดเส้นเดินด้วยตัวเอง ไม่นอนรอความฝัน หรือให้ใครมาบอกกล่าว เพราะจิรายุเชื่อว่า “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” ว่าแต่… จิรายุลิขิตชีวิตตัวเองอย่างไร?

 

The People: “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน” ประโยคนั้นบ่งบอกอะไร

จิรายุ: ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ลิขิตตนหรือจะสู้ลิขิตไก่ย่างหน้าปากซอย ล้อเล่นนะ (หัวเราะ) 

ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตของผมครับ โดยดำเนินชีวิตด้วยหลักเหตุและผล ปลูกส้มวันนี้ หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในดินอันอุดมสมบูรณ์ เมื่อถึงเวลาของมัน ส้มจะออกผลในวันข้างหน้า แต่ถ้าผมปลูกส้มบนพื้นซีเมนต์ ผ่านไปนานแค่ไหนส้มก็คงไม่ออกผล เพราะฉะนั้นชีวิตของคนขึ้นอยู่กับการปลูก การกระทำ และการไม่กระทำของวันนี้ เราทุกคนสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้ ในส่วนที่เราสามารถเลือกมันได้

เราคงไม่เชื่อผลของการกระทำก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าจากประสบการณ์ที่เราซ้อมวิ่งอาทิตย์นี้ อาทิตย์ต่อไปเราวิ่งได้ดีขึ้น ถ้าเราไม่ซ้อมวิ่งแล้วมาวิ่งทันที เราจะเกิดอาการบาดเจ็บ ฉะนั้นการกระทำทุกอย่างสอนเราเยอะมาก ในขณะเดียวกันผมเป็นมนุษย์ไม่หวังลาภลอยจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งนั้น แล้วเป็นคนที่เชื่อว่า ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟ้ากำหนด เชื่อว่าชีวิตเราลิขิตเอง 

 

The People: คุณลิขิตชีวิตตัวเองอย่างไร

จิรายุ: อย่างแรก เราต้องเข้าใจก่อนว่าชีวิตมีวันสิ้นสุด มีจุดสิ้นสุด และเรามีวันตาย พอเข้าใจประเด็นนี้เราจะพบว่า ทุกคนมีเวลาดำเนินชีวิต ซึ่งการดำเนินชีวิตก็เหมือนเรือที่มีหางเสือ คนที่มีเป้าหมายจะเปรียบเหมือนเรือที่มีหางเสือ เขาจะสามารถเบนหางเสือปรับทิศทางเพื่อให้เขาไปสู่ฝั่งที่ฝัน แต่คนที่ไม่มีเป้าหมายหรือเลื่อนลอยเท่ากับเรือที่ไม่มีหางเสือ เรือยังดำเนินต่อไป แต่มันจะหมุนเป็นวงกลมจนกว่าพลังงานของเรือจะหมดแล้วก็จมลงไป นี่คือความต่าง 

ผมเป็นคนที่โชคดีที่รู้ว่าตัวเองรักอะไร อยากทำอะไร แล้วจริง ๆ การรู้ว่าตัวเองรักอะไรและอยากทำอะไรนั้น ไม่ใช่รู้ทันทีตั้งแต่เด็ก แต่เพราะเราใช้เวลาหาตัวเองมาหลายปี ไอ้การลงทุนหาตัวเองทำให้เราเจอตัวเอง ซึ่งคุ้มค่า

 

The People: ตอนนี้ถือว่าคุณเจอตัวเองหรือยัง

จิรายุ: เจอแล้วครับ (ยิ้ม)

 

The People: คือการเป็นนักแสดงหรือเปล่า

จิรายุ: การเป็นนักแสดงเป็นแค่พาร์ทเล็ก ๆ ของชีวิต ชีวิตเราไม่ได้มีประสบการณ์ด้านเดียว มันต้องมีประสบการณ์หลายอย่าง  แต่การแสดงเป็นสิ่งที่ผมชอบที่จะทำ รักที่จะทำ เพราะว่าชอบทำงานเกี่ยวกับมนุษย์ ชอบซึมซับชีวิตมนุษย์ ทั้งด้านจิตใจ ด้านการดำเนินชีวิต เพื่อเอาวัตถุดิบเหล่านั้นมาสร้างตัวละคร ขณะเดียวกันผมก็มี passion ในเรื่องอื่น สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว การอ่านหนังสือ การนั่งสมาธิ ผมมี passion หลายอย่าง ฉะนั้นจะบอกว่าการแสดงเป็น the best ของชีวิตก็คงไม่ได้ แต่มันเป็นอาชีพที่ผมเลือกจะทำ

 

The People: คุณได้รับแนวคิดการใช้ชีวิตเหล่านี้มาจากไหน

จิรายุ: คุณแม่ครับ แม่สอนเสมอว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มันมีเหตุผลและมีปัจจัยที่ทำให้สิ่งสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น คุณแม่มีอิทธิพลกับผมมากครับ จริง ๆ แล้วการใช้ชีวิตของผมจะมาไม่ถึงวันนี้ ถ้าผมไม่ตั้งใจคิดเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง 

 

The People: ดูเป็นคนที่วางแผนแบบแผนชีวิตชัดเจนเหมือนกัน?

จิรายุ: คือเวลาเราน้อย แล้วเราเข้าใจความจริงว่าเราต้องตาย (หัวเราะ) อันนี้ไม่ได้พูดสัจธรรมหรืออะไรนะ แต่แค่รู้สึกว่าผมยังตอบแทนพ่อแม่ไม่ได้ดีเต็มที่ ผมยังทำงานได้แค่อยู่ในขอบข่ายของตัวเอง ทั้งที่มนุษย์มีศักยภาพมากกว่านั้น ผมอยากพัฒนาศักยภาพของตัวเองไปมากกว่านั้น ดูในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา การทำงานของท่านมีผลต่อชีวิตคนไทยขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อผมมีคนที่ยิ่งใหญ่เป็นไอดอล แล้วผมยังทำเรื่องเล็กอยู่เลย จึงรู้สึกว่าตัวเองยังเล็กน้อยมาก

 

The People: ถ้าอย่างนั้นทำไมเลือกเดินเส้นทางสายนักแสดงเป็นหลัก มากกว่าเลือกเดินทางตาม passion อื่น ๆ ของตัวเอง

จิรายุ: เราต้องประเมินตัวเองว่าทำอะไรได้ดี สิ่งนี้ฉันทำได้ แล้วฉันทำมันได้อย่างเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ทีนี้ก็หาช่องทางเลี้ยงตัวเอง นี่คือการใช้ประโยชน์จากพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว บวกกับพรแสวงที่ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง แล้วเราจะใช้มันเป็นอาชีพ เพราะผมยังต้องการเงินครับ ยังต้องการปัจจัย 4 ที่มาทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น ผมยังตัดสินใจว่ายังอยู่ในโลกอยู่ ไม่ได้ตัดสินใจสละแล้ว ซึ่งถ้าเราตัดสินใจที่จะยังอยู่ในโลก เงินก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เราจะต้องตั้งคำถามว่า จะทำอะไรเพื่อจะได้เงินมา เราก็ขอทำในสิ่งที่ตัวเองสนุก ถนัด ซึ่งก็คือการแสดง

 

The People: มีใครสอนเรื่องการแสดงให้คุณไหม เพราะทุกการแสดงของคุณค่อนข้างเข้มข้น จริงจัง และเข้าถึงตัวละคร หรือที่คนในวงการเรียกกันว่า method acting

จิรายุ: ผมมีอาจารย์คือ อาจารย์นิวัฒน์ ศรีสัมมาชีพ เป็นอาจารย์สอนการแสดงที่รักที่สุด อาจารย์ไม่ใช่สอนแค่เทคนิคการทำงาน อาจารย์สอนทั้งกำกับและทัศนคติเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งมันสำคัญมากทำให้รักงานมากขึ้น แล้วผมจะไม่นิยามสิ่งที่ผมทำเป็น method acting เพราะเอาตรง ๆ ผมไม่ยึดติดอยู่กับชื่อเรียก ไม่สนใจวิธีการ แต่วิธีการนั้นต้องไม่เบียดเบียนใครและเป็นกุศล

สมมติว่าผมอยากได้ผลลัพธ์เป็น 4 วิธีคิดคือไม่สนว่าจะต้องเป็น 2+2, 1+1+1+1, 2+1+1 หรือจะเป็น 3+1 ผมไม่สนเลย ผมแค่สนใจผลลัพธ์ แค่นั้น แล้วเมื่อไหร่ที่เราได้ผลลัพธ์มา เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วไอ้ผลลัพธ์ที่เราได้มา ไม่จำเป็นต้องทำตามทางที่คนอื่นบอก เราจะเจอทางของตัวเราเอง ขณะเดียวกันการที่เราได้ปัญญาจากผู้อื่นก็จำเป็นอย่างมาก เราไม่สามารถเกิดขึ้นมาแล้วนั่งเทียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้เลย ยังไงเราก็ต้องศึกษาให้มาก

มันก็เหมือนเรื่องเล่าคนตาบอดคลำช้างครับ มีคนตาบอดมาเล่าความจริงเกี่ยวกับช้างให้ฟัง คนแรกเขาจับขาช้าง เขาบอกความจริงของช้างว่ามันเหมือนเสา คนที่สองจับหาง เฮ้ย! นี่มันเหมือนไม้กวาดนี่เอง ทุกคนพูดความจริงไหม? ทุกคนพูดความจริง แต่เป็นความจริงเพียงแค่ด้านเดียว เพราะฉะนั้นในฐานะคนที่ทำงานสร้างสรรค์ ผมต้องไม่เชื่อใครเลย แต่ผมต้องรับความจริงจากหลาย ๆ ฝั่ง แล้วมาประเมินภาพกว้างอีกทีหนึ่งถึงความจริง คนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า เฮ้ย! ความจริงในมุมกูดีที่สุดแล้ว เราก็ อ่า… ไม่ใช่แล้ว ๆ คุณแค่เจอความจริงด้านนี้ แต่มีความจริงอีกตั้งหลายด้านนะ

 

The People: ประเมินตัดสินความจริงอย่างไร

จิรายุ: ประเมินตัดสินยังไม่พอครับ ต้องลงมือทำตามด้วย เพราะมนุษย์จะพลาดตรงที่ประเมินแล้วคิดว่าเข้าใจแล้ว เหมือนอ่านเมนูแล้วคิดว่ากะเพราไก่ทุกร้านเหมือนกันหมด แต่เราจะไม่มีวันรู้ตราบใดที่ยังไม่ชิม ซึ่งรสชาติอาจจะแย่ก็ได้ (หัวเราะ) 

 

The People: เพราะคนเราตัดสินจากความคุ้นชิน?

จิรายุ: ใช่ คุ้นชินของคนคืออ่านแล้วเชื่อเลย เห็นแล้วฉันก็เชื่อเลย ซึ่งทุกความจริงควรจะมีมุมที่กว้างและลึกกว่านั้น

 

The People: เหมือนคุณไม่ตัดสินคนอื่น?

จิรายุ: ตัดสินไม่ได้ครับ ผมเคยพลาดเพราะการตัดสินอย่างรวดเร็วมาแล้ว มีเหตุการณ์ในชีวิตมากกว่าร้อยครั้งที่ตัดสินผิดเพี้ยนไป ผมจึงรู้ตัวเองว่าไม่ควรตัดสินอย่างด่วนสรุปเลย บางครั้งทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ แต่มันเริ่มถ่างออกแล้ว เริ่มมองผู้อื่นด้วยความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ อย่าเสียเวลาสงสารตัวเองกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว เรามีหน้าที่เดียวคือแค่ถางทางเดินแล้วปลูกต้นใหม่

The People: ล่าสุดมีผลงานภาพยนตร์ “คืนยุติ-ธรรม” การแสดงครั้งนี้มีความยาก-ง่าย อย่างไรบ้าง

จิรายุ: “คืนยุติธรรม” เป็นเรื่องของ “มานพ” ชายหนุ่มที่ถูกทำลายชีวิตจนต้องลุกขึ้นมาพิพากษาล่าความยุติธรรมด้วยมือของเขาเอง เปลี่ยนแปลงจาก loser กลายเป็น fighter ซึ่งโดยธรรมชาติมนุษย์มีบุคลิกซับซ้อนอยู่แล้ว ทุกคนมีหลายบุคลิกอยู่ในตัว เช่น อยู่กับผู้ใหญ่เราจำเป็นต้องพินอบพิเทา จะมีความโค้งโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันเราอยู่กับกลุ่มเพื่อนก็เป็นอีกบุคลิกหนึ่ง

อย่างผมมีเป็นร้อยบุคลิกเลยครับ ผมเจอคนคนนี้ ผมเป็นอีกคนหนึ่ง ผมเจอคนคนนั้น ผมก็เป็นอีกคนหนึ่ง อยู่กับแฟน ก็เป็นอีกคนหนึ่ง อยู่กับตัวเองก็เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งมันก็คือมนุษย์

 

The People: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรใช้บุคลิกแบบไหน กับใคร

จิรายุ: เราควรตั้งคำถามว่าใครคือคนสำคัญที่สุด ซึ่งผมพบคำตอบแล้วว่าคือ คนตรงหน้า (หัวเราะ)

ผมอยากแนะนำให้ใครก็ตามเป็นตัวของเขาเอง เพราะคนเราจะมีชีวิตชีวามากที่สุดตอนเป็นตัวของตัวเขาเอง ไม่มีใครอยากอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกอึดอัด บางทีผมอยากคุยกับทุกคนแบบเพื่อนนั่งคุยกัน แต่ความที่ยังมีกำแพงของความสัมพันธ์กันอยู่ ซึ่งกำแพงนี้จะถูกทำลายด้วยระยะเวลา มันจะหายไปทีละชั้น ๆ กระทั่งสามารถจับบ่ากันได้ พูดเล่นกันได้

 

The People: ถ้าชีวิตจริงต้องเจอกับความอยุติธรรม จะมีวิธีการรับมืออย่างไร

จิรายุ: ถ้าจัดการกับความอยุติธรรมได้ก็จะจัดการ แต่ถ้าประมวลเหตุผลแล้วไร้ทางที่จะจัดการ ก็จะฝึกตัวเองให้รู้จักยอมรับ ซึ่งการยอมรับต่างกับการยอมศิโรราบนะ ไม่เหมือนกัน การยอมรับคือเข้าใจมันโดยไม่ปรุงแต่ง ไม่ตอบโต้ แล้วก็ปล่อยมันไป เข้าใจว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ขณะเดียวกันการยอมศิโรราบคือการถอยหนี แต่ในใจยังเต็มไปด้วยความขุ่นมัว คับแค้นใจ แล้วเศร้าหมอง ซึ่งมันคนละสภาวะกันเลย 

 

The People: “คืนยุติ-ธรรม” สะท้อนอะไรเกี่ยวกับสังคม

จิรายุ: ผมชอบตัวละครที่แสดง เพราะการตัดสินใจของเขาไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่การตัดสินใจของเขามันสร้างความบันเทิงให้กับคนดู นั่นคือการล้างแค้นเพื่อเรียกความยุติธรรมกลับคืนมา ขณะเดียวกันไอ้ความยุติธรรมตรงนี้ ถ้ามองในมุมผู้ถูกกระทำ เขาก็สร้างความไม่ยุติธรรมให้กับคนอื่นเหมือนกัน 

The People: ตอนแสดงรู้สึกขัดกับการกระทำของตัวละครไหม

จิรายุ: ไม่ ๆ เราต้องแยกก่อน ตอนแสดงเราต้องคิดแบบตัวละครคิด ตัวละครคิดยังไง เราต้องคิดแบบนั้น เพราะถ้าเอาตัวเราไปเกี่ยวกับตัวละคร นั่นเท่ากับว่าเรากำลังจงใจให้กล้องบันทึก ก๊อต-จิรายุ ไว้ แต่นี่ไม่ใช่ พอ 5 4 3 2 ไอ้ก๊อตมึงไปไกล ๆ ที่เหลือคือตัวละคร คิดแบบตัวละคร เจ็บช้ำแบบตัวละคร คับแค้นแบบตัวละคร ยิงแบบตัวละคร ในชีวิตจริงผมยังไม่กล้าเลย ยุงยังไม่ตบเลย (หัวเราะ)

 

The People: การล้างแค้นไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด?

จิรายุ: จนกว่าเราจะศึกษาหนทางอื่น แล้วจะรู้ว่าจริง ๆ ทางเลือกมนุษย์มีเยอะกว่านั้น ถ้าเราจำกัดตัวเองอยู่ในมุมแคบ ๆ เราจะมองเห็นว่าการ fight back เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้าเรามองโลกในมุมที่กว้างกว่าเดิม เราจะเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่า ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ในแอฟริกาใต้ยังมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ หรืออย่างในเกาหลีเหนือ นึกออกใช่ไหม? ถ้าเรามองกว้างกว่าเดิม มันจะบรรเทาความรู้สึกที่เราเป็นผู้ถูกกระทำ 

คือไม่ใช่แค่หันซ้ายหันขวา แต่ต้องพาตัวเองให้สูงขึ้นไปแล้วมองเห็นภาพกว้างทั้งหมด แล้วจิตใจเราจะถูกยกระดับขึ้นเองครับ 

 

The People: ตลอดเวลาที่คุยกันมา คุณย้ำอยู่เสมอถึงการ “ปลูก” อะไรสักอย่างในชีวิตตัวเอง ส่วนตัวแล้วคุณอยากปลูกอะไร

จิรายุ: ผมอยากปลูกความสมดุลในจิตใจ เพราะในทุกวันผมยังดำเนินชีวิตด้วยจิตใจที่ไม่สมดุล เราต้องรู้จักตัวเราเอง ถ้ารู้ตัวเราจะอยากพัฒนาความสามารถ ผมอยากรักผู้คนให้ได้อย่างที่ควรจะเป็น เหมือนกับที่ต้นไม้ให้ร่มเงากับมนุษย์ ไม่มีการแบ่งแยกเธอฉัน ไม่มีการแบ่งแยกชายหญิง ผมอยากจะพัฒนาตัวเองให้ไปถึงจุดนั้น แล้วคาดหวังว่า การไปถึงจุดนั้นน่าจะเป็นจุดที่มีความสุขที่สุด


Writer

ผู้เขียนเนื้อหาศิลปวัฒนธรรม และอะไรก็ตามที่เป็นความบันเทิง

Senior Photographer

หัวหน้าช่างภาพ The People

Related

สัมภาษณ์ ศุกลวัฒน์ คณารศ แด่ความเจ็บปวดในวันนั้น ด้วยความสุขในวันนี้

พิษณุ ศัตรูลี้ CEO สยามบอร์ดเกม ผู้นำเข้าและแปลบอร์ดเกมมากที่สุดในเมืองไทย

สัมภาษณ์ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ชีวิตที่ขาดการแสดงไม่ได้ และสิ่งที่ไม่อยากหายไปจากความทรงจำ

ดุษฎี ตันเจริญ กับ “Well-Being” หมุดหมายใหม่ของมั่นคงเคหะการ

วิศรุต สินพงศพร: 5 ยอดผู้จัดการทีมกับแรงบันดาลใจในเพจ “วิเคราะห์บอลจริงจัง”

มาลินดา เฮอร์แมน คุณย่า 70 เจ้าของเพจ “หญิงชรา กะ หมาน้อย” ที่อัดคลิปร้องเพลงกับหมาน้อยเพื่อส่งต่อความสุขไปยังผู้คน

สัมภาษณ์ ภาณุ อารี ชายผู้ตามหาหนังดีมาฉายในไทย ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อภาพยนตร์ต่างประเทศ สหมงคลฟิล์ม

ปอ-ญาณกร อภิราชกมล เมื่อหัวใจของเทศกาลดนตรีไม่ได้อยู่ที่เสียงเพลง